‘กบ ปภัสรา’เผยเส้นทางความรัก 22 ปี กับสามีต่างวัย‘เอ๋ พรเทพ’


เพิ่มเพื่อน    

 

          กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์ นักแสดงและผู้จัดคนสวยเจ้าของตำแหน่ง Miss Thailand World ปี 2531 วันนี้มาเปิดเส้นทางความรักกับสามีคู่ชีวิต เอ๋-พรเทพ เตชะไพบูลย์  ที่คบหาเพียง 2 เดือนก่อนแต่งงานจนถูกเปรียบว่าเป็นซินเดอเรลล่าเมืองไทย  พร้อมแชร์ประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ในรายการ คุยแซ่บSHOW”  ที่มี  ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูล และ เป๊กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

 

โควิด 19 ส่งผลกระทบอะไรบ้าง

กบ ปภัสรา : ถ้าพูดถึงเรื่องงาน เรื่องกองละครก็กระทบมากเพราะเพิ่งถ่ายได้คิวเดียวก็ต้องหยุด คือก่อนจะมีฟิตติ้งก็หยุดไปรอบหนึ่งแล้ว พอมีฟิตติ้งก็โดนอีกแล้วก็ต้องเลื่อนไปอีก 2-3 เดือน พอขอคิวไปได้คิวถ่ายแค่คิวเดียว ตอนนี้ก็หยุดยาวมา งานก็ทำไม่ได้ ก็สงสารทีมงาน เพราะหลังจากนี้การทำงานก็จะยากขึ้น คือจะออกกองแต่ละครั้งต้องทำจดหมายถึง กสทช ต้องล่วงหน้า 7 วัน แถมต้องส่งรายละเอียดทั้งหมด ตอนนี้ก็เลยต้องหยุด ต้องรอประกาศอีกทีหนึ่งว่าจะให้เราเริ่มทำงานได้เมื่อไหร่

ส่วนร้านอาหาร บ้านสวนองุ่นอยู่ที่สวนผัก ตลิ่งชัน ที่เปิดมา 8 ปีแล้ว ก็มีผลกระทบต่อเนื่องมาตลอด จากเฟสแรกมา พอเฟสสองเริ่มสตาร์ทมาดีก็โดนอีกแล้ว เราก็ต้องใช้วิธีปรับและเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด จากตอนแรกเปิดข้างบนไม่ได้ ก็มีทานในร้านได้แต่ต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งพอจัดเสร็จก็จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจ มาดูแล ว่าร้านเราโอเคไหม พอชายได้กำลังจะเริ่มดีโควิดก็มาอีกแล้ว คือร้านเราก็เดลิเวอร์รี่ช่วงบ่าย 2 แต่บางทีมันไกลมากมันก็ไม่ไหว เพราะบางทีลูกค้าไม่ได้สั่งของเราเยอะก็กลายเป็นว่าเราจ่ายค่ารถเยอะกว่า ตอนหลังเราก็เลยหยุด ตอนหลังนี้ก็กลายเป็นว่ามีคนมาสั่งของแล้วนำไปมอบหรือบริจาคเยอะขึ้น มันก็เลยต่อยอดได้ พนักงานอยู่ได้ เราก็ช่วยกัน พอมาเจอรอบนี้ปิดอีกแล้วเปิดไม่ได้ ก็เลยต้องปรับมาขายก๋วยเตี๋ยวขายส้มตำข้างล่าง ลูกค้าก็โทรศัพท์มาสั่งเทคโฮมกลับบ้าน เราก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร้านอยู่ได้ ลูกน้องอยู่ได้

 

เห็นว่ามีช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด ช่วยอะไรบ้าง

กบ ปภัสรา : อันแรกคือกบกลับไปบ้านที่สุพรรณ ซึ่งเราจะเห็นภาพของผู้ป่วย ซึ่งลามเข้ามาในพื้นที่ของเรา วันนั้นไปท่านนายอำเภอทราบว่ากบไปบ้าน ท่านก็ขอมาพบเรา แล้วก็ปรึกษาเรื่องทำโรงพยาบาลสนาม ในพื้นที่เรา คือกบก็งง ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะอีก 2-3  อาทิตย์ ปรากฎว่าพอกบกลับบ้าน น้องสาวก็โทรมาบอกว่า ท่านนายอำเภอบอกว่าเรารอไม่ได้แล้วเราต้องทำเดี๋ยวนี้ แล้วก็แจ้งมาว่าขาดเตียง ขาดมุ้ง ขาดหมอน เบื้องต้นขาด 50 เตียง ซึ่งเราก็ปรึกษากับน้องว่าต้องไปซื้อที่ไหน สรุปน้องก็ไปจัดการไปซื้อที่นาเกลือพิการ ก็ไปซื้อฟูก ซื้อหมอน ซื้อเตียง ซื้ออะไรมา แล้วกบก็เริ่มคุยกับเพื่อนว่าโรงพยาลบาลสนามเขามีอะไรบ้าง เพื่อนก็บอกว่า ไม่ต้องซื้อก็ได้เขามีเตียงกระดาษ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าต้องสั่งที่ไหน คือเราไม่รู้อะไรเลย ซึ่งเราก็โชคดีที่มีกัลยาณมิตรที่ดีมาก เพื่อนก็แนะให้ไปที่นี่เขามีเอสซีจี เข้าไปที่มูลนิธิปูนซีเมนต์แล้วก็ขอรายละเอียดขอลิงค์มา แล้วก็แจ้งเขาว่าเราอยากได้เตียงสนามมีไหม ซึ่งทางโน้นก็แจ้งว่ายังไม่มีเพราะคิวเขายาวมาก เขาก็ถามเรากลับว่ามาจากหน่วยงานไหน เราก็บอกว่าไม่มีหรอกเพราะเราทำกันเอง ไม่ได้ใช้เงินของหน่วยงานรัฐ เราก็ทำกันเองเท่าที่เราจะทำได้ สุดท้ายก็ด้คุย คือช่วงแรกที่คุยกัน คนที่มารับเตียงสนาม เขาไม่รู้รายละเอียดว่า ถ้าเอารถมารับ รถที่มารับเขาจะบอกกฏระเบียบของการรับ ของคนขับ ของคนมารับ รวมถึงกฏระเบียบการแต่งตัว คือต้องเซฟหมด ทุกอย่าง ซึ่งทางเอสซีจีจะแจ้งมา ระยะแรกๆ คนที่มารับอาจจะยังไม่ทราบ สรุปเราก็ได้มา 20 เตียง  ทำไปทำมาจากที่เราได้ต้นทุนจาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาแสนหนึ่ง ก็เริ่มมีชาวบ้านมาร่วมบริจาค จนเราได้ 100 เตียง ได้เตียงมาไม่เกิน 5 วัน คนก็เต็มจนล้นแล้ว

 

อยากทราบว่า คุณกบเอาเงินมาจากไหน

กบ ปภัสรา : แรกๆ เราก็งงๆ ต่อมาเราก็เอาเสื้อผ้าเรามาขายมือสอง เงินที่ขายได้ทั้งหมดเราก็เอาไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงบ้าง โรงพยาบาลสนามบ้าง พอเสื้อผ้าหมดเราก็ปรึกษาเพื่อนซื้อกระเป๋ามาขาย คือกำไรจากการขายกระเป๋าเราก็นำไปบริจาคทั้งหมดเลย

ตอนนี้เรากำลังทำที่ที่สอง เพิ่งเปิดไปเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่แรกเราทำที่ จ.สุพรรณ ต.ลานสะแก ส่วนที่สองก็เป็นที่สุพรรณเหมือนเดิม แต่เป็น ต.ลูกคอง  ที่สองมีเตียงทั้งหมด 236 เตียง ที่นี่เราโชคดีเพราะที่นี่เป็นรีสอร์ท เราก็เลยไม่ต้องใช้งบประมาณของเตียงเยอะ เรื่องของห้อง ทางผอ.โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชที่ 17 ท่านก็ไปดิวไว้ ว่าเราอยากจะมาใช้เพราะคนที่เป็นสีเขียวเยอะมาก ถ้าเราไม่เอาคนมาไว้ที่นี่ โอกาสที่เขาไปอยู่ที่อื่นเขาก็จะแพร่เชื้อไปเรื่อยๆ เราก็เอาเขามาอยู่กับเราก่อนที่โรงพยาบาลสนาม เราก็ได้ห้องส่วนหนึ่ง เป็นห้องบอลรูมใหญ่ๆ เพื่อนให้เตียงเหล็กมา 50 เตียง เราก็เอาไปใส่เป็นเตียง 2 ชั้น ซึ่งเราก็ตัดสินใจตัดมัน จาก 50 เตียง เราก็ได้เป็น 100 เตียง

 

ตอนนี้จะมีโครงการอะไรอีกบ้าง

กบ ปภัสรา : ตอนนี้ก็มีศูนย์พักคอยที่เพิ่มเริ่มต้นกัน ศูนย์พักคอยก็คือ สำหรับผุ้ที่มีอัตราความเสี่ยงมาก หรือคนที่เป็นสีเขียวแล้ว ในแต่ละตำบลมันห่างไกลกัน เขาก็ต้องจัดเป็นศูนย์พักคอยเพื่อให้คนเหล่านั้นมาพักคอยที่นี่ เพื่อรอเตียงจากโรงพยาบาล รอหมอ แล้วรับคุณไปตรวจ เรามองว่าคนที่เป็นสีเหลีองหรือเขียวบางส่วนซึ่งอยู่โรงพยาบาลมา 10 วันแล้ว ซึ่งเขาต้องอยู่ 14 วันถึงจะออกได้ เราก็เลย เอาคนเหล่านี้มาอยู่โรงพยาบาลสนามเพื่อรอวันกลับบ้าน  เพื่อที่โรงพยาบาลจะได้รับคนใหม่เข้าไปแทน มันจะได้หมุนเวียนกันได้พอดี แต่คนก็ยังเยอะอยู่ก็เลยต้องทำศูนย์พักคอยเพื่อรอคนที่เป็นสีเขียวมา

ตอนนี้เราเพิ่งทราบว่าเขาให้ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไปได้ฉีดวัคซีน แต่ที่สุพรรณวัคซีนยังไปไม่ถึง เราก็เลยเหมารถตู้มาให้เขาลงเบียนว่าใครอยากฉีดวัคซีน ให้มาลงทะเบียนที่บ้าน ให้น้องสาวเป็นคนดูแล ก็เหมารถตู้มาแล้วพาเขาไปฉีดที่เอสซีบี ตอนนี้ก็ทำมา 7 วันแล้ว คือเราก็ต้องช่วยกัน ตอนนี้ก็ยังมีดูเรื่องผู้ป่วยติดเตียง และต้องนำถุงยังชีพไปแจก ส่วนศูนย์แรกที่เราทำตอนนี้เขายังขาดอุปกรณ์ เขาก็จะแจ้งมาว่าขาดอะไร อย่างขอสายออกซิเจน 100 สาย ขอหมวกคลุมผม 100 แพค ขอถุงมือ 100 แพท  ขอเครื่องวัดความดันสัก 2 ชิ้นได้ไหม เขาก็จะบอกเรามา บางทีกบก็จะนำไปบอกเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่เราเรียนว่าทางแพทย์เขาขาดอุปกรณ์ ถ้าใครมีต่อยอดได้ เข้ามาช่วยเหลือกันได้ เขาก็ช่วยๆ กัน ส่วนที่เหลือเราก็เป็นคนจ่าย ที่ทำนี้ไม่มีชื่อโครงการ ทุกคนก็ช่วยๆ กัน ทุกที่ไม่มีใครใหญ่ ไม่มีใครเด่น ทุกคนช่วยกัน ถ้าใครอยากร่วมทำบุญก็เข้าไปในไอจีของกบได้เลย เราก็ขายของไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่ลำบากก็เข้าไอจีกบ ไปฝากเรื่องไว้ได้ 

 

 

มาถามเรื่องความรักบ้าง อยู่ด้วยกันมา 22 ปี แล้ว ตอนนั้นเจอกันได้อย่างไร

กบ ปภัสรา : ตอนนั้นเจอกันเพราะคุณอายิ่งพันธ์ มนะสิการ กบเรียกท่านว่าคุณพ่อ เป็นคุณพ่อบุญธรรม ท่านเป็นคนแนะนำให้รู้จัก บอกว่าตอนนี้ท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงวิทย์อยู่ เขาก็ไม่รู้จักแต่ก็ตอบไปว่าค่ะ คือเราก็คิดว่าเขาไม่น่าจะสนใจ หรือมองคนที่ทำอาชีพดารา นักแสดงแบบเราหรอก คุณอาก็บอกให้มาเจอเราก็บอกว่าก็ได้ๆ คือตอนนั้นเราทำร้านอาหารอยู่ เราก็บอกคุณอาว่าเราไม่เจอข้างนอกนะ ถ้าจะเจอก็มาเจอกันที่ร้านอาหารก็แล้วกัน มาวันแรกเราก็ยุ่งมากเพราะตอนนั้นเรากำลังจะทำละครเรื่องมัสยา ก็เลยได้คุยบ้างไม่ได้คุยบ้าง เพราะเราต้องติดต่อสถานที่ ติดต่อนั่นโน่นนี่ ซึ่งคุณอาก็แอบมาบอกว่าเราไม่น่ารัก เพราะผู้ใหญ่มาเราก็เดี๋ยวก็ลุกทำโน่นนี่ วันนั้นก็จบสภาพแบบนั้น ตอนหลังเราก็บอกว่าก็ให้มาเพราะเราก็ไม่ได้ไปไหน คืออยากเจอก็มา พี่เอ๋เสร็จงานจากกระทรวงก็มาทุกวัน เพราะยุคนั้นมีแค่เพจเจอร์

คือเราเจอทุกวัน ก็ได้คุยทุกวัน แล้วอายุเรา 30 แล้ว เราก็คุยกัน เราก็บอกเขาไปเลยว่าเราไม่ใช่ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนนะ เราทำกับข้าวไม่เป็น เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่ได้สนใจว่าผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือน เขาก็เล่าให้เราฟังว่าเขามีครอบครัวนะแต่ว่าหย่าไปแล้ว 10 ปี มีลูก 3 คน เขาก็เล่าว่าประวัติเขาโชคโชนมาก เป็นเสือผู้หญิงโน่นนี่

 

อายุห่างกันมากไหม

กบ ปภัสรา : ห่างกัน 16 ปี เขาก็เล่า เราก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ถ้าคิดจะเริ่มต้นด้วยกันอะไรที่ผ่านมาก็จบไป เราก็จะเริ่มต้นแล้วเดินไปข้างหน้า

 

สุดท้าย 2 เดือนตัดสินใจแต่งงาน 

กบ ปภัสรา :  ใช่ คนก็บอกกันว่าเร็วมาก  คือเราก็บอกเขาไปว่าถ้าชอบก็ให้แม่มาขอ เขาก็บอกว่าไปอยู่ด้วยกันเฉยๆ ไม่ได้เหรอ เราบอกไม่ได้เพราะเราก็มีพ่อมีแม่ ก็เลยคุยกันว่าต่างคนต่างไปคุยกับพ่อแม่ตัวเองว่าจะไม่จัดงานแต่งได้ไหม เพราะทางโน้นเขาก็เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว และมีลูกแล้ว เราก็คิดว่าให้ผู้ใหญ่มาคุยกัน มารับรู้แล้วค่อยแถลงข่าวทีหลัง แกก็ไปคุยกับแม่แกว่า แม่ เอ๋จะแต่งงานกับกบนะคือเขาไม่มีเกริ่นกับแม่เลยนะ แม่เขาก็งงๆ หลังจากนั้นเขาก็บอกว่าแต่เราจะไม่จัดงานแต่งนะ แต่คุณแม่พี่เอ๋เขาไม่ยอม คุณแม่บอกว่าต้องจัดงานแต่ง จะงานเล็กงานใหญ่เอ๋ก็ต้องจัด เพราะลูกเขามีพ่อมีแม่ คุณแม่เขาน่ารักมาก แต่ทางแม่ของกบบอกว่าอย่างไรก็ได้ ก็แล้วแต่กบละกัน เพราะแม่เราเป็นคนต่างจังหวัด ยังไม่รู้เลยว่า พรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นใคร เป็นสส.หรือเปล่า คือแม่เขาไม่รู้อะไรเลย รับฟังจากลูกอย่างเดียว

พอต้องจัดงานเราก็ตกลงกันว่าไม่ต้องจัดงานใหญ่โต เราเอาแค่ข้างละ 15 คนก็พอ ตอนแรกก็ปิดข่าวยังไม่ให้ใครรู้ แต่พอจะไปหาฤกษ์มันก็ยุ่งยาก พี่เอ๋เลยบอกว่าเราฤกษ์ที่เราสะดวกนี่แหละ วันที่ 18 เดือน 9 แต่งเลย แต่เราไม่สะดวกไงคือเรามีบวงละครวันนั้นพอดี เราก็เลยไปบวงสรวงละครตอนเช้ากลับมาก็แต่งงาน ซึ่งงานแต่งเราดีนะ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานหมั้นช่วงเช้า หรืองานแต่งเป็นพี่ๆ สื่อมวลชนทั้งหมด

 

 

คนเม้าท์ว่าเป็นหนูตกถังข้าวสาร เป็นซินเดอเรลล่าเมืองไทย

กบ ปภัสรา : ใช่ๆ น่าจะเป็นเพราะเราเป็นนักแสดง แล้วเราไปแต่งงานกับตระกูลดังๆ คือพอไปเจอคำว่าตกถังข้าวสารก็จะนิดหนึ่งเพราะเราก็คิดว่าเราก็มีของเรา วันนั้นก็ยังไม่มีการจดทะเบียนสมรส เพราะวันนั้นเรามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว เรามีรถขับแล้ว เรามีเงินในบัญชีที่จะดูแลตัวเองได้ แต่พอผ่านไปได้สักพักก็มีการมาจดทะเบียนสมรสทีหลัง ตอนนี้ก็ผ่านมา 22 ปีแล้ว

 

ชีวิตเปลี่ยนอย่างไรบ้าง

กบ ปภัสรา : ไม่เปลี่ยนนะ เพราะเราสองคนห่างกัน 16 ปี เราสองคนไม่เคยมีอะไรเหมือนกันเลย อย่างเรื่องการกิน พี่เอ๋ไม่ทานปลาร้าแต่กบทาน กบไม่ทานเนื้อแต่พี่เอ๋ทาน ตอนแรกๆ เขาแคร์เรา เราก็แคร์เขา แรกๆ เราก็ถามว่าปลาร้าเราเอาเข้าบ้านได้ไหม เขาก็บอกว่าได้แต่ต้องอยู่ในครัวห้ามเอาขึ้นโต๊ะ เราก็เลยถามเขาว่าแล้วเนื้อล่ะ  เขาก็บอกว่างั้นก็ไม่ต้องเอาเนื้อขึ้นโต๊ะเหมือนกัน จะได้แฟร์ๆ แต่พออยู่ๆ กันไปสักพัก เราก็ให้เขาเอาเนื้อขึ้นโต๊ะได้เพราะเราไม่กิน ตอนหลังปลาร้าก็เอาขึ้นโต๊ะได้ หลังๆ พี่เอ๋เริ่มทานปลาร้าได้บ้างแล้ว  คือมันอยู่ที่ความเข้าใจ พอเข้าใจกันแล้ว อายุที่มันห่างกัน 16 ปี  มันก็ไม่ได้บ่งบอกว่า เราจะต้องมีสิ่งที่ไม่ตรงกัน ไม่เข้าใจกัน พี่เอ๋เขาก็มองกบเหมือนมองเด็ก

 

น้องเหนือ ลูกสาวอายุ 21 แล้วตอนนี้เรียนที่ไหน

กบ ปภัสรา : เรียนที่จุฬา คณะนิเทศน์อินเตอร์ เขาก็เป็นเด็กเก่ง เรียนดี กีฬาก็เก่งตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ส่วนเรื่องเข้าวงการบันเทิงนั้นเขาไม่ชอบ เอาเขามาเล่นเป็นเด็กวิ่งในกองถ่าย เขาก็ไม่ชอบ อย่างเรื่องกาเหว่า เราก็ขอให้เขามาเล่นสักฉากหนึ่ง คือเล่นง่ายๆ เข้าฉากแล้วตาย เขาก็เยอะ ก็มีถามว่าบทเป็นอย่างไร ต้องร้องไห้ไหมร้องไห้ไม่เอานะ ต้องเล่นอย่างไร คือเขาก็จะฟีลของเขา กว่าจะต่อรองให้เขาเล่นได้เป็นอาทิตย์กว่าจะยอมมาเล่นให้ เขาบอกว่าเขาไม่ชอบ

 

แล้วนิสัยเหมือนคุณพ่อหรือคุณแม่

กบ ปภัสรา : ก็เหมือนทั้ง 2 คน คือกีฬา เรื่องเรียนเก่งเหมือนคุณเอ๋  แต่ถ้าเรื่องความสวยต้องได้แม่ ถามว่ามีหนุ่มๆ จีบเขาเยอะไหม คือเขาก็จะใช้คำว่าเพื่อน เราก็ถามเขา เขาก็บอกว่าก็มีแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนกันทั้งนั้นแหละ คือเราก็บอกเขาว่าถ้าบางคนคุยแล้วโอเคก็ให้พามาเจอเรา เพราะอย่างน้อยจะได้รุ้ว่าเป็นใครไปไหน อะไรอย่างไร จะได้ดูแลกันได้

 

แล้วเรามีสเป็กเรื่องลูกเขยไหม

กบ ปภัสรา : กบก็บอกเขาว่าเรื่องแฟนของลูก แม่ขอเป็นคนดี ทำมาหากิน ดูแลเลี้ยงลูกได้ ไม่มาเอาของลูก แล้วสรุปว่าเอาอย่างนี้ เอาให้เหมือนป๊านี่แหละ เพราะป๊าเขาก็หวงเหมือนกัน คือพอบอกว่าเหมือนป๊าทุกคนก็บอกว่าเยอะ แต่สรุปแล้วมันก็เป็นเรื่องของเด็กๆ เพราะสุดท้ายแล้วการที่เขาจะหาใครสักคนมาอยู่ในชีวิตของเขา เขาเป็นคนเลือกดีที่สุด คือถ้าเราเลือกให้ก็คงไม่ดีเท่าเขาเลือกเดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องชอบไม่ชอบ ให้เขาเลือกเองดีที่สุด แต่ก็มีเวลาอีกเยอะ เพราะตอนนี้เขาเพิ่งจะอายุแค่ 21 เอง ตอนนี้กำลังจะขึ้นปี 3

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"