โควิดที่ต้องเข้าใจใหม่


เพิ่มเพื่อน    

        นี่คือข่าวอย่างเป็นทางการครับ

            วานนี้ (๘ กันยายน) คุณหมออุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (ศบค.)  พูดในหัวข้อ "ใช้ชีวิตมีคุณภาพอย่างไร...ถ้าโควิด-๑๙ ยังแพร่ระบาดไปอีกนาน" ผ่านทางสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ (NBT) 

            "...จากการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า การระบาดปัจจุบันสอดคล้องกับที่อู่ฮั่นระบาด ว่าคนที่ไม่มีอาการและไม่เคยไปตรวจโควิด-๑๙ เมื่อไปตรวจพบว่าเป็นโควิด-๑๙ อีกประมาณ ๕-๖ เท่าของตัวเลขผู้ติดเชื้อยืนยัน

                ยกตัวอย่างในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโควิด-๑๙ ยืนยันใน กทม.ประมาณ  ๒.๕ แสนคน เอา ๖ เท่าคูณ หรืออีกราว ๑.๕ ล้านคนซึ่งเรียกว่าติดเชื้อแฝง ไม่เคยไปตรวจ ไม่มีอาการ ไม่ใช่แค่วันละ ๔-๕ พันคน เหมือนตัวเลขที่เห็นในปัจจุบัน

                ตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมทะลุไป ๑.๒ ล้านคน ถ้าเอา ๕-๖ เท่าคูณ จะมีคนติดเชื้อประมาณ ๖-๗ ล้านคนที่แฝงอยู่ และสามารถแพร่เชื้อมาให้เราได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีการติดเชื้อจากคนใกล้ชิด แม้สนิทแค่ไหนก็ไว้ใจไม่ได้...”

            อย่าเพิ่งตกใจครับ

            เป็นการคาดการณ์ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะมีผู้ป่วยไม่แสดงอาการมากถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์คือมีอาการ

            ไม่เฉพาะประเทศไทย

            ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้

            ในทางกลับกัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่แสดงอาการ คนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันธรรมชาติ

            ฉะนั้น ขณะนี้คนไทยไม่ได้มีภูมิคุ้มกันเป็นศูนย์เหมือนช่วงโควิดระบาดใหม่ เพราะมีคนจำนวนมากได้รับวัคซีนไปแล้ว หรือไม่ก็ติดเชื้อไวรัสนี้ไปแล้ว

            ใน กทม.ประมาณ ๖-๗ ล้าน มีภูมิแล้ว

            แต่ปัญหาคือภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็ว

            คุณหมออุดม ยืนยันถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงภายในเดือนธันวาคม เราจะฉีดวัคซีน ๒ เข็มได้ตามเป้า มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรแน่นอน และจะฉีดเข็มที่ ๓ ได้ด้วย

                "ตอนนี้วัคซีนเพียงพอสำหรับเข็มที่สาม เพราะหลังจากเราติดตามพบว่า วัคซีนทุกตัว ทั้งซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ เมื่อฉีดไปแล้วสามเดือน ภูมิมันตกทุกตัว

                ถ้าภูมิมันตกไปมากจะสู้กับเดลตาไม่ไหว เราต้องสร้างภูมิให้มากขึ้นด้วยการฉีดเข็มที่สาม โดยตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปเราจะได้เข็มที่สาม เป็นแอสตร้าเซนเนก้าและไฟเซอร์ เราวางแผนไว้เรียบร้อย”

            ฉะนั้นสิ่งที่ประชาชนต้องรับรู้คือ โควิด-๑๙ จะไม่หมดไปจากโลก

            นี่คือทัศนคติที่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ 

            เราจะอยู่กับโควิดไปอีกนาน เหมือนอยู่กับไข้หวัด

            เราต้องฉีดวัคซีนโควิด-๑๙ ทุกปี เหมือนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ๔  สายพันธุ์

            พิจารณาตามไทม์ไลน์ วัคซีน นับจากเดือนนี้มีพอฉีดให้ประชาชนได้ครบตามเป้าที่วางไว้     

            กันยายนมี AstraZeneca ๗.๓ ล้านโดส เดือนตุลาคม ๑๑  ล้านโดส เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เดือนละ ๑๓ ล้านโดส

            Pfizer ที่จัดซื้อมาล็อตแรก ๒ ล้านโดสวันที่ ๒๙ กันยายน

            จากนั้นเดือนตุลาคม ๘ ล้านโดส พฤศจิกายน และธันวาคม เดือนละ ๑๐ ล้านโดส

            รวมแล้วไตรมาส ๔ มีวัคซีนให้ฉีดวันละเกือบ ๑ ล้านโดส

            วันนี้เรารู้จักโควิดมากขึ้น รวมทั้งผลกระทบในทุกด้านจากโควิด ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การชั่งน้ำหนักระหว่าง สุขภาพกับเศรษฐกิจ  เริ่มสมดุลขึ้น

            เข้มเรื่องสุขภาพมาก เศรษฐกิจพัง

            ถ้าปล่อยเศรษฐกิจเสรีเลย สุขภาพก็พัง

            เราน่าจะเลยจุดนั้นมาแล้ว และสิ่งที่ประชาชนต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือคือ "การผ่อนปรน" ต้องควบคู่กับ "การเคร่งครัด" เสมอ

            โควิดจะกลับมาวิกฤตอีกหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลหรือวัคซีนเป็นหลัก

            แต่อยู่ที่ประชาชน

            หากทุกคนเคร่งครัดจะเป็นการตัดวงจรการระบาดของโควิด-๑๙  อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

            ก็...ไม่ง่ายครับ

            ยกตัวอย่างการฉีดวัคซีน ในอเมริกา อิสราเอล สิงคโปร์ ประชาชนได้รับวัคซีน Pfizer ครบ ๒ เข็มร่วมๆ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่โควิดยังกลับมาระบาดอีก

            โดยเฉพาะอเมริกา ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันกลับไปอยู่หลักแสนอีกครั้ง

            ไทยควรทำให้ได้เหมือนอังกฤษในขณะนี้

            ฉีดวัคซีนให้เยอะที่สุด

            คลายล็อกธุรกิจต่างๆ ให้มากที่สุด ผู้ใช้บริการต้องมีหลักฐานการฉีดวัคซีนแสดง

            ผู้ป่วยรายใหม่มีแน่นอน แต่ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ

            การตายก็ยังมีอยู่ แต่จะน้อยลงไปมาก

            นั่นคือสิ่งที่อังกฤษเป็นอยู่ในขณะนี้ บนพื้นฐานความเชื่อใหม่ โควิด-๑๙ จะยังอยู่กับเราต่อไป

            ความคิดเรื่องล็อกดาวน์เข้มข้น เจ็บแล้วจบ ณ เวลานี้ เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว             

            และไม่น่าจะมีประเทศไหนทำอีก

            แต่ปัญหาซ้อนปัญหามันมีอยู่มากมายครับ เพราะโควิด-๑๙ ไม่มีพรมแดน เหมือนที่มนุษย์พยายามทำกันอยู่

            ใครที่บอกว่า วัคซีน ล้นตลาดแล้ว ตลาดไม่ได้เป็นของผู้ขาย อย่าไปเชื่อครับ

            โกหกทั้งเพ!

            ของจริงคือวานนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาประณามบรรดาประเทศร่ำรวยที่กักตุนวัคซีน และยารักษา

            ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับป้องกันไวรัสโควิด-๑๙ เป็นจำนวนมาก

            มากแค่ไหน?

            WHO ยืนยันว่ามากจนทำให้เกิดความล้มเหลวในการกระจายทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นธรรมไปยังประเทศยากจน

            ผลที่ตามมาคือ เป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ทั่วโลกยาวนานยิ่งขึ้น

            นั่นทำให้ไวรัสกลายพันธุ์ได้มากขึ้น

            มาเรีย แวน เคอร์คอฟ หัวหน้าด้านเทคนิคขององค์การอนามัยโลก พูดไว้ชัดเจน

                "การกักตุนทรัพยากรดังกล่าว โดยเฉพาะวัคซีน ไม่เพียงแต่ไม่ยุติธรรม หรือผิดศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังทำให้ไวรัสโควิด-๑๙ แพร่ระบาดยาวนานขึ้นด้วย ส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตมากขึ้น"

            ที่ผ่านมา WHO ได้เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวย ระงับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-๑๙ เข็มที่ ๓ (วัคซีนบูสเตอร์) ออกไปก่อนอย่างน้อย ๒ เดือน

            วัตถุประสงค์เพื่อกระจายวัคซีนไปยังกลุ่มประเทศรายได้ต่ำอย่างยุติธรรม

            และเท่าเทียมกัน

            นอกจากนี้ ทางองค์การอนามัยโลก ขอให้กลุ่มประเทศร่ำรวยช่วยบริจาควัคซีนส่วนเกินไปยังประเทศยากจน

            โดยหวังว่า จะสามารถฉีดวัคซีนได้ราวอย่างน้อย ๑๐% ของประชากรทุกประเทศภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

            การบริจาคเกิดขึ้นจริงครับ แต่ส่วนใหญ่เป็นการบริจาค เพราะวัคซีนที่กักตุนอยู่ใกล้จะหมดอายุ

            แต่การฉีดเข็ม ๓ ห้ามไม่อยู่ เพราะประเทศร่ำรวยหลายประเทศเริ่มวัคซีนบูสเตอร์แล้ว

            ขณะนี้อเมริกา ฉีดวัคซีนครบ ๒ เข็ม ให้แก่ประชาชนไปแล้วราว  ๕๓% ของประชากรในประเทศ

            ฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้แก่ประชาชนไปแล้วกว่า ๑.๓ ล้านคน

            ส่วนสหภาพยุโรป ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนครบโดสแล้วราว ๕๗% ของประชากรอียูทั้งหมด และเริ่มบูสต์เข็ม ๓ แล้ว

            ฉะนั้นอย่าโลกสวยครับ ความเหลื่อมล้ำระดับโลกยังมีอีกมาก แต่ละประเทศล้วนควานหาวัคซีนเพื่อให้ประชาชนของตนเองรอดจากโควิดกันทั้งนั้น

            แต่โควิดไม่มีพรมแดน

            ถ้าหมดก็ต้องหมดทั้งโลก

            ถ้ายังมีอยู่ ก็ไม่มีประเทศไหนรอด 

            จนกว่าจะมียารักษา และวัคซีนที่ดีกว่านี้.

           

 

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"