ล้มแผน“ซุ้มผู้กอง”สยายปีก 3ป.ร้าว-การเมืองไกลกว่าบัตร2ใบ


เพิ่มเพื่อน    

 

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ขอตอบแบบฟันธงตรงประเด็นว่าราชกิจจานุเบกษาประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน พ้นจากตำแหน่ง เป็นการ “ลาออก” หรือ “ปลดออก” แต่การชี้ให้ผู้สื่อข่าวไปดู มาตรา 171 ในรัฐธรรมนูญ ยิ่งจี้ไปที่กลางหัวใจของผู้ที่เพลี่ยงพล้ำในเกม “สวิงขั้ว” ทางการเมือง

ก่อนหน้านี้มีกระแสลือหนาหูมาตลอดเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถึงขนาดขุดรายชื่อที่อยู่ในข่ายบัญชี “คนใน” และ “คนนอก” ขึ้นมาตลอด โดยหลายคนเชื่อว่ามี “อภินิหาร” ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีตกเก้าอี้ได้ จนชัดเจนขึ้นช่วงต้นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ข่าวลือ “ขั้วผู้กอง” ในพรรคพลังประชารัฐ “ก่อขบถ” กระจายไปทั่ว แต่ “พรรคเล็ก” บางพรรคไม่เห็นด้วยกับการทรยศ เริ่มออกมายืนยันเรื่องการแจกกล้วยซื้อมือของนักการเมืองให้โหวตล้ม “ประยุทธ์” กลางสภา แผนทั้งหมดถูกล้มครืนปิดจ๊อบแบบเก็บเนี้ยบ เมื่อคนที่ชื่อ “ประยุทธ์” ออกมาแฉแผน “ผู้แอบอ้าง” ในที่แจ้ง พร้อมปฏิบัติการกระชับพื้นที่ “ยึดคืนอำนาจ” คุมเสียง ส.ส.ให้กลับมาหนุนตัวเองเพียงข้ามคืน

“ที่มีข่าวว่าจะมีการไปรวมคะแนนเสียงโหวต ซึ่งจริงไม่จริงผมไม่ทราบ ผมถือว่าไม่ใช่สุภาพบุรุษถ้าทำแบบนี้ ส่วนที่ 2 อาจจะมีการปล่อยข่าวว่าผมจะยุบสภา ทุกคนก็ตื่นตระหนกไปหมด และมีการไปพูดทำนองเรื่องของกำลังคน ทำให้นายกฯ ไม่มีอำนาจในการยุบสภา และเรื่องที่ 3 มีการแอบอ้างหรือเปล่า ผมยืนยันว่าทุกเรื่องแอบอ้างทั้งสิ้น"

เลยไปถึงการที่ “เสกสกล อัตถาวงศ์” หัวหมู่ทะลวงฟันของ “บิ๊กตู่” ออกมากระชากหน้ากาก “ปฏิบัติการจับมือศัตรู” ด้วยการปูดชื่อย่อ

“มีคนทางไกลชื่อย่อ “ท” “ด” กำลังเคลื่อนไหวผ่านกลไกพรรค “พ” ให้อดีตรัฐมนตรี “ว” ที่เป็นอดีต ส.ส.ภาคเหนือ ให้นำเงินมาวางให้พรรคเล็กพรรคน้อยแล้ว แต่ ส.ส.พรรคเล็กกำลังตัดสินใจว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไป จึงยังไม่กล้าไปรับเงินดังกล่าว โดยวางมัดจำก่อน 2 กิโลกรัม ซึ่งเงินมัดจำทั้งหมดวางที่บ้าน ส.ส.พรรคเล็กอักษรย่อ “พ” ซึ่งเป็นขบวนการที่ล้มนายกฯ ของคนทางไกลที่เตรียมเงินไว้ล้ม 2,000 ล้านบาท ประกอบกับความเคลื่อนไหวของม็อบที่สี่แยกอโศกฯ นำโดยอดีตรัฐมนตรี “ต” เพราะคาดว่าเกมนี้จะเดินสำเร็จ เป็นการเคลื่อนไหวนอกประเทศ บนถนนในสภา เพื่อล้ม พล.อ.ประยุทธ์ให้ได้ นี่คือวิธีการเล่นการเมืองด้วยวิธีเดิมๆ เหมือนในอดีตที่เคยไปลืมถุงขนมที่ศาลมาแล้ว

เรื่องไม่จบเพราะชื่อของ “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกดึงออกจาก 3 ป.ไปเป็นตัวประกัน "ล้มนายกฯ" แถมยังเป็นปริศนาคาใจว่าครั้งนี้ “พี่ป้อม” ไหลไปตามคำหวาน ตกกระไดพลอยโจรเป็นนายกฯ สักครั้งในชีวิต หรือยังยืนอยู่กับพี่น้องสายบูรพาพยัคฆ์ที่ผ่านความเป็นความตาย รักกันยิ่งกว่าพี่น้องท้องเดียวกันตามที่ “น้องตู่” บอกกันแน่

แต่ที่แน่นอนคือ “ปฏิบัติการจับขบถ” ที่ประยุทธ์ใช้อำนาจเต็มพิกัด สยบสถานการณ์ที่กำลังระส่ำได้อยู่หมัด หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่ามีผลกระทบต่อความรู้สึกของ “พี่ใหญ่” ที่ยืนยันว่า “ไม่เป็นนายกฯ" ตามด้วยการปลด “ธรรมนัส-นฤมล” ลูกรักที่ขยับขั้นสนิทสนมเข้ามาอยู่ “ห้องกระจก” ของมูลนิธิฯ โดยไม่บอกกล่าว เป็นการกระทำที่ “ไม่เห็นหัว” ทั้งที่ “พี่ป้อม” ดูแลพรรค บริหารการเมือง สร้าง “นั่งร้าน” ให้น้องได้เป็นนายกฯ มาหลายปี

สถานการณ์ที่ 3 ป.ร้าวนั้นมีผลกระทบวงกว้างมากกว่าตัดเส้นเลือดใหญ่อย่าง “ธรรมนัส” ออกไป ด้วยความเชื่อที่ว่าการสร้างเครื่องมือใหม่สามารถ “บายพาส” สร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาเลี้ยงพรรคด้วย “กลุ่มการเมือง” ที่ได้รับอานิสงส์ในรัฐบาลขณะนี้ได้ไม่ยาก

ต้องดูต่อไปว่าเรื่อง “ดวงชะตา” ที่ผูกกันไว้ตามคำ “หมอดู-หมอเดา” แล้ว ความผูกพันที่ยาวนานหลายสิบปีจะทำให้ “3 ป.” กลับมาคืนฟอร์มได้เร็วแค่ไหน เพราะถึงอย่างไร “น้องตู่-น้องป๊อก” ยังคือคนที่อยู่นอกเหนือคำว่า “วงใน-วงนอก” เพราะความผูกพันอยู่ในใจทั้งสามคน

แต่ที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือบทบาทของ “บิ๊กป้อม” ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่คงออกแรงเป็น “คนกลาง” ประคับประคองไม่ให้เกิดรอยปริร้าวที่เกิดขึ้นมากกว่านี้ จนกลายเป็นบาดแผลใหญ่จนยากเยียวยา สะสมศัตรูที่น่ากลัวเมื่อออกไปอยู่ห่างตัว

ถึงแม้จะกระแสข่าวในเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคด้วยการล้างไพ่ใหม่ ที่เหมือนกับการกดดันให้ปลด “ธรรมนัส” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ แต่การที่ “บิ๊กป้อม” ออกมาปฏิเสธอย่างทันควัน อาจเป็นเพราะว่าอยู่ระหว่างการพูดคุยเจรจา ซึ่ง "ธรรมนัส” เองก็คงรอดูปฏิกิริยาของ “บิ๊กป้อม” ต่อไปว่าจะหาทางออกในเรื่องนี้อย่างไร

หากในที่สุดสถานการณ์บีบรัด เข้าสู่ช่วงแตกหัก ก็คงต้องสลัดเก้าอี้แม่บ้านพรรคด้วยตัวเองก่อน และเดินออกมาทำพรรคการเมืองใหม่ที่เตรียมการไว้แล้ว

            มีการประมาณการว่า ส.ส.ที่จะรวมตัวเป็นก๊วนของ “ธรรมนัส” คงไม่มากนัก ที่คาดว่าจะไปจับมือกับ “ธรรมนัส” เช่น เอกราช ช่างเหลา, บุญสิงห์ วรินทรลักษณ์, เกษมสันต์ มีทิพย์ (พรรคก้าวไกล พิษณุโลก), จีรเดช ศรีวิราช พะเยา เขต 2, ไผ่ ลิกค์ กำแพงเพชร เขต 1, ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ตาก เขต 1, ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ตาก เขต 3, วัฒนา สิทธิวัง ลำปาง เขต 4, วัฒนา ช่างเหลา ขอนแก่น เขต 2 เมื่อไปรวมกับ “พรรคปัดเศษ” ที่ยกมือไม่ไว้วางใจ “บิ๊กตู่” ในเบื้องต้นประมาณกว่า 10 เสียง โดยขณะนี้มีข่าวพรรค “อีสานลานนา” ที่พร้อมรองรับการย้ายบ้านใหม่ไว้แล้ว

            และยังมีนักการเมืองอีกมากที่เริ่มเชื่อมั่นในศักยภาพของเขามากขึ้น จากการทำการเมืองแบบ “ใจถึง-พึ่งได้” รับเลี้ยงดูนักการเมืองที่ถูกทิ้งขว้างจาก “มุ้งใหญ่” ปลูกระบบอุปถัมภ์ สร้างบุญคุณ เพื่อดึงเข้ามาเป็นพวก กลายเป็นซุ้มการเมืองใหญ่ที่น่ากลัวในอนาคต

            ในมุมของ 3 ป.คงต้องประเมินต่อไปว่าจะเสี่ยงทำการเมืองต่อไปหรือไม่ เพราะนักการเมืองหลายคนผ่านพ้นสถานการณ์ “คดี” ค้ำคอไปแล้ว หากมีการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ได้มีหลักประกันว่า “พลังประชารัฐ” จะกลายเป็นพรรคที่รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเหมือนครั้งที่ผ่านมา เพราะบริบทในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก

            อีกทั้งความเคลื่อนไหวของ “พรรคฉิ่ง” เฉลิม พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกมองว่าจะเป็นพรรคสำรองของพลังประชารัฐกลับนิ่งเงียบ และเหมือนจะไม่ขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมอีกแล้ว

            และต่อให้รัฐสภาวาระ 3 เห็นชอบรัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้บัตร 2 ใบ โดยมองกันว่าพรรคใหญ่จะได้เปรียบ ไม่ต้องใช้วิธี “แตกแบงก์พัน” เหมือนเมื่อก่อน แต่ต้องยอมรับว่าปัจจัยทางการเมืองเปลี่ยนไปจึงไม่สามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นตัวชี้วัดได้

            ต้องยอมรับว่า “พรรคก้าวไกล” แม้จะเป็นของแสลงทางการเมือง แต่กลับเป็นพรรคที่น่ากลัว เพราะเลือกที่จะไม่เดินตามเส้นทางนักการเมืองอาชีพ การใช้บัตรสองใบและใช้วิธีคำนวณแบบเดิมจึงอาจไม่มีผลกระทบต่อพรรคก้าวไกลเท่าใดนัก ซึ่งน่าจะสร้างความกังวลใจให้กับพรรคการเมืองที่อยู่ในปัจจุบันไม่น้อย

            ส่วนม็อบสามนิ้วที่ล้มลุกคลุกคลาน แกนนำถูกจับกุมดำเนินคดี แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเก่าทั้ง “ตู่-เต้น” ก็เข็นม็อบไม่ขึ้น แต่กลุ่ม “ทะลุแก๊ส” ที่เกิดจากวัยรุ่นที่เน้นการต่อตีเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน กำลังสุ่มเสี่ยงที่จะได้ถูก “เทกโอเวอร์” เพราะเชื่อว่าแนวทางลักษณะนี้จะส่งแรงสั่นสะเทือนต่ออำนาจรัฐมากกว่า

            เมื่อสถานการณ์ในสภาไม่สามารถโค่นล้ม “ประยุทธ์” ได้ และอยู่ในช่วงที่ 3 ป.กำลังจัดระเบียบอำนาจและความสัมพันธ์กันอยู่ ขณะที่กลุ่มม็อบจัดตั้งนอกสภา รวมไปถึง “โทนี่ วู้ดซัม” นักโทษคดีที่เกิดอาการสตันท์นิ่งเงียบจากเหตุการณ์ฟ้าผ่า คงต้องรอประเมินสถานการณ์ให้ชัดกว่านี้

            จึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังจาก “เอฟเฟ็กต์” ที่เกิดขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะเกมใต้ดินที่มุ่งหวังล้มทั้งกระดานอำนาจ!!.


นี่... แสดงว่า "หมดท่า" กันแล้วจริงๆ โดยเฉพาะการเมืองฝ่ายค้าน สารพัดวิชามารที่มี ทั้งในระบบ-นอกระบบ งัดมาใช้จนหมดเกลี้่ยง แต่ก็ล้มประยุทธ์ไม่ลงซักที!

"อุตสาหกรรมภาพยนตร์"
เรื่องของ"กบเลือกนาย"
แซะจน "เสียมหัก" จนได้
"ก็...ไม่ได้กู้มาโกงนี่ครับ"    
"ข่าวนิมิต" ๒ ป.แตกกัน
๑๙ กันยา."วันรำลึกโกง"