‘บิ๊กตู่’หันเอาใจส.ส. กำชับครม.ฟังเสียงผู้แทน/‘ป้อม’หัวโต๊ะพปชร.ไม่เซตซีโรกก.บห.


เพิ่มเพื่อน    

“ประยุทธ์” อารมณ์ดีประชุมคณะรัฐมนตรีแบบครบองค์ครั้งที่ 2 เดินสายทักทาย รมต.และหัวหน้าส่วนราชการ  ตอกย้ำให้รับฟังความเห็น ส.ส.มากขึ้น  ยอมรับกลางวงกาแฟ “ผมยังอยู่ของผมอย่างนี้ ขอให้สามัคคีกัน เตรียมตัวเลือกตั้งกันไปอีกปีกว่าๆ” "บิ๊กป้อม" เตรียมนั่งหัวโต๊ะประชุมพรรค ส.ส.พรรค สยบแรงกระเพื่อมไม่มีเซตซีโรโครงสร้างพรรค “อนุทิน” ฟันธงสภาอยู่ไปถึงปี 2566 แต่ครบเทอมหรือไม่ต้องรอ “เพื่อไทย” อารมณ์ค้าง จัดเสวนาถล่มบิ๊กตู่-รัฐบาล  เชื่อซ้ำรอยยุค “บรรหาร-ชวน” แน่ เพราะเป็นคนป่วยโคม่า!
    เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ย. มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เต็มคณะเป็นครั้งที่ 2 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงเช้า โดยได้เดินทักทายรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รอบห้อง บางช่วงมีการแซวหยอกล้ออย่างเป็นกันเอง และเป็นที่น่าสังเกตว่ามีรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)พยายามเข้าหา พล.อ.ประยุทธ์มากขึ้น หลังจากเกิดเหตุปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากรัฐมนตรี โดยเฉพาะนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม รัฐมนตรีในกลุ่ม 4 ช. ที่ปกติไม่เคยเข้าหา ไม่เคยเดินตาม และไม่เคยเดินไปรับ-ส่ง พล.อ.ประยุทธ์เลย แต่จะคอยไปรับ-ส่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร.มากกว่า แต่ครั้งนี้เข้าหา พล.อ.ประยุทธ์จนเป็นที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน 
ขณะที่ช่วงท้ายการประชุม ปรากฏว่า เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ขอให้รับฟังความเห็น ส.ส. ซึ่งเคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อการประชุม ครม.สัปดาห์ก่อน โดยได้กล่าวกับ ครม.ว่า ขอบคุณที่ร่วมกันทำงาน มีความสามัคคี รัฐบาลต้องทำงานร่วมกับ ส.ส. ก็ขอให้ ครม.ได้รับฟังความเห็นของ ส.ส.มากขึ้น เพราะ ส.ส.เป็นตัวแทนประชาชน ขอให้ทำงานร่วมกันในพื้นที่ ส.ส.ต้องการรูปแบบไหนก็ขอให้ทำงานร่วมกันในพื้นที่ ต้องทำงานร่วมกัน ดูแลให้เหมาะสมตามกฎหมาย  
     ส่วนท่าทีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตรในที่ประชุม ครม.นั้น มีการหันไปพูดคุยกันเป็นระยะ บางช่วงมียิ้มแย้มและหัวเราะให้กัน รวมถึงช่วงพักเบรกการประชุม ทั้งสองคนก็นั่งอยู่ในห้องรับรองด้วยกัน โดยมีรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการเข้าไปพูดคุยหารือตามปกติ  
    นอกจากนี้ ในการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ถือโอกาสกล่าวอวยพรวันคล้ายวันเกิดย้อนหลังอายุครบ 55 ปีให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ที่มีวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 13 ก.ย. พร้อมกับอวยพรวันคล้ายวันเกิดล่วงหน้าอายุครบ 70 ปี ให้กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่มีวันคล้ายวันเกิดในวันที่ 15 ก.ย.  
    รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลและแกนนำรัฐบาลมาที่ห้องรับรอง เพื่อดื่มกาแฟและพูดคุยอย่างเป็นกันเอง โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้บอกกับทุกคนในห้องว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันให้มากๆ “ผมก็ยังอยู่ของผมอย่างนี้ ขอให้ทำงานกัน สามัคคีกัน แล้วก็เตรียมตัวเลือกตั้งกันไปอีกปีกว่าๆ”
ขอให้ช่วยงานนายกฯ ต่อ
    ส่วนบรรยากาศก่อนการประชุม ครม. ซึ่งโดยปกติตอนที่ ร.อ.ธรรมนัสและนางนฤมลไม่ถูกปลด รัฐมนตรีกลุ่ม 4 ช. มักไปเข้าพบ พล.อ.ประวิตรที่ตึกบัญชาการ 1 ก่อนเสมอ แต่ปรากฏว่าวันเดียวกันนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ในฐานะกรรมการบริหารพรรค พปชร., นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง รองหัวหน้าพรรค พปชร., นายอธิรัฐ, นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ และนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ ได้ขึ้นไปหารือกับ พล.อ.ประวิตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่ง พล.อ.ประวิตรได้กล่าวกับคนที่เข้าพบว่า "ขอให้ทำงานช่วยนายกฯ ต่อไป" โดยผู้เข้าพบกล่าวตอบไปว่า "ถ้ามีอะไรให้ท่านสั่งได้เลย ทุกคนพร้อมช่วยทำงาน"  
    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการหารือกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตร ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ว่า บรรยากาศแฮปปี้ๆ จากที่ได้คุยกับผู้ใหญ่ทั้ง 2 ท่านทุกอย่างปกติดี ไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคาดคิด ท่านยังคุยเรื่องการทำงานปกติ ไม่มีอะไรอย่างที่เป็นข่าว 
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีสัญญาณอะไรบ่งชี้หรือไม่ที่จะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ หลังจากที่รัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ นายวราวุธกล่าวว่า สัญญาณที่สำคัญคือปัญหาประเทศยังมีอีกเยอะ การเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่ หรือยุบสภาเมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องตัดสินใจ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐมนตรีคิดว่าปัญหาสำคัญคือการแก้ปัญหาของประเทศก่อน เรื่องการเมืองเดี๋ยวเราก็จะรู้เอง ซึ่งนายกฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร ท่านยืนยันว่าจากนี้ไปให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน นับเวลาก็เหลือปีกว่าๆ ที่จะครบวาระรัฐบาล
    เมื่อถามว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยที่ว่างลง 2 ตำแหน่งกระทบกับการทำงานในรัฐบาลถึงขั้นจำเป็นต้องปรับ ครม.หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะมานั่งคิด เป็นหน้าที่ซึ่งนายกฯ ต้องพิจารณา และทุกคนต้องให้สิทธิ์นายกฯ ตัดสินใจและพิจารณา เพราะเมื่อถึงเวลานายกฯ เป็นผู้เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายหรือจะไม่เสนอ แต่ในขณะนี้ส่วนตัวคิดว่าเมื่อเรามีกันอยู่เท่าไหร่ก็ทำงานเท่าที่มี และนายกฯ เองก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ และถ้าหากมีก็เป็นสัดส่วนของพรรค พปชร. และถ้าจะมีการปรับ ครม.จริงๆ ก็คงต้องมีการมาพูดคุยกัน
    ด้าน พล.อ.ประวิตรตอบข้อถามถึงการประชุม ส.ส.พรรค พปชร.ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ที่รัฐสภาจะเข้าร่วมการประชุมด้วยหรือไม่ว่า ห้ะ! เดี๋ยวต้องไปคุยกันก่อน และเมื่อถามต่อว่า พล.อ.ประวิตรยังเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. และ ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า เลขาธิการพรรคหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวตัดรำคาญว่า “เออ!”
    รายงานข่าวจาก พปชร.แจ้งว่า ในวันพุธที่ 15 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งเลื่อนจากเดิม 08.30 น. จะมีการประชุม ส.ส.พรรคที่ห้องพรรค พปชร.ชั้น 6 อาคารรัฐสภา ตึกสุริยันต์ โดย พล.อ.ประวิตรจะเป็นประธานการประชุมและพูดคุยกับ ส.ส.ด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความชัดเจนว่าจะไม่มีการปรับระบบหรือเปลี่ยนตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) หรือลาออกจากหัวหน้าพรรค หลังเกิดกระแสข่าวความขัดแย้งต่างๆ ภายในพรรค ทั้งนี้ พรรคได้แจ้งกำชับให้ ส.ส.ทุกคนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และเลขาธิการพรรค จะเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ขณะที่นางนฤมลที่เก็บตัวนิ่งเงียบหลังถูกปลดออกจากตำแหน่ง พบว่าปัจจุบันยังคงทำงานใกล้ชิด พล.อ.ประวิตรอยู่ แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องธุรการ เอกสาร ตลอดงานประชาสัมพันธ์ให้ พล.อ.ประวิตร
    ขณะที่นายชัยวุฒิ​ ธนาคมานุสรณ์​ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ (ดีอีเอส)​ ในฐานะ กก.บห.พรรค พปชร. กล่าวถึงการประชุมพรรคว่า จะหารือถึงวาระที่จะเข้าสภา ไม่ได้มีเรื่องการเมืองหรือการบริหารภายในพรรค มีแต่เรื่องการทำงานในสภา เพียงแต่เปลี่ยนที่ประชุมจากที่ทำการพรรคมาเป็นรัฐสภาเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช้ที่ทำการพรรค เนื่องจากอยู่ติด ถ.รัชดาภิเษก และเคยมีผู้ชุมนุมมาก่อกวนและประท้วงที่พรรค​ เกรงจะไม่ปลอดภัยต่อสมาชิก ช่วงนี้จึงย้ายมาประชุมที่รัฐสภา ไม่ได้มีผลจากเรื่องการเมืองใดๆ
“ชัยวุฒิ”ลั่นไม่มีเซตซีโร
    เมื่อถามถึงกระแสข่าว​ พล.อ.ประวิตรจะลาออกเพื่อปรับโครงสร้างพรรค เหมือนเป็นการเซตซีโร นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่มี​ ไม่ได้ยิน​ และไม่ได้มีการพูดคุยกัน ส่วนกระแสข่าวยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่นั้น ยืนยันว่ายังไม่มีเลือกตั้ง​ อีกนาน เพราะต้องแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ​ (พ.ร.ป.)​ ว่าด้วยการเลือกตั้งก่อน​ ถ้าตอนนี้ยุบสภาขณะที่กฎหมายลูกและกฎหมายเลือกตั้งยังไม่ได้ทำเลย ก็จะมีข้อขัดข้องเยอะในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต.)​ จึงคิดว่ายังไม่ใช่เวลายุบสภา ที่สำคัญพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ส.ทุกคนก็ให้ความร่วมมือในการทำงาน ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไรกัน เป็นแค่เรื่องของคนบางกลุ่ม ไม่มีผลต่อการทำงานของสภาหรอก ไม่ต้องซีเรียส
    เมื่อถามว่า​ พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับให้ดูแล ส.ส.ภายในพรรค พปชร.อย่างไรหรือไม่ นายชัยวุฒิ​กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับนายกฯ และนายกฯ ไม่ได้มาสั่งให้ทำอะไรภายในพรรค มีแต่สั่งงานในเรื่องของการทำงานของรัฐบาล แต่ไม่ได้สั่งงานเรื่องการเมือง และนายกฯ ไม่ได้เข้ามาบริหารจัดการการเมืองภายในพรรคอยู่แล้ว เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคและ กก.บห.พรรคดูแลกันเอง ยืนยันนายกฯ ไม่เคยเข้ามาแทรกแซง และ พล.อ.ประวิตรก็เป็นหัวหน้าพรรค ที่เป็นที่เคารพรักของเราทุกคน ยังเป็นหลักในการทำงานให้พวกเราทุกคนอยู่
    ส่วนนายสมศักดิ์กล่าวถึงการปรับโครงสร้างภายในพรรค ว่าถ้าฟังจากผู้บริหารยังไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แสดงว่าไม่มีการปรับอะไรทั้งสิ้น คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งแล้วค่อยพูดคุยกัน เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ ส่วนเรื่องที่พูดคุยกันเป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เช่น ฝนตก น้ำท่วม หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นต้น อย่าไปคิดอะไรที่เลยเถิด ไม่มีอะไร เป็นไปตามปกติ ให้คิดถึงเรื่องของประชาชน เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนเรื่องพรรคเป็นเรื่องรองลงไป  
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ของพรรคจะเรียกร้องให้นายกฯ กระชับมิตรกับ ส.ส.มากขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีระยะห่างกับพรรค นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส.ส.เรียกร้องอย่างนั้น แต่เรื่องนี้ไม่สามารถไปบอกหรือไปกดดันอะไร อยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละท่านที่มีชื่อถูกเรียกร้องให้เข้ามาช่วยดูแล แต่คงไม่สามารถไปกดดันท่านได้ แต่ถ้าท่านมาก็ดี 
เมื่อถามว่า มีสัญญาณการเปลี่ยนเลขาธิการพรรค พปชร.หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า “ไม่มีครับ เลขาฯ ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร คงยังเหมือนเดิมอยู่” 
    ถามว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแกนนำพรรค พปชร. จะทำอย่างไรให้ภาพของพรรคออกมาไม่แตกแยก เพราะที่ผ่านมามีภาพแตกแยกกันมาตลอด นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มีความระหองระแหงกันบ้าง ในเรื่องการนำนโยบายจากพรรคไปดำเนินการ เราก็ต้องถกเถียงกันระหว่าง ส.ส.กับผู้บริหารของพรรค โดยเราคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนไม่รู้สึกว่าห่างไกลกับเรา  
    ถามอีกว่า มั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรค พปชร.จะยังเป็นพรรคใหญ่ในการขับเคลื่อนการเลือกตั้ง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องเชื่อสิ เราจึงคิดถึงนโยบายว่าเราจะทำอะไร ถ้าผ่านโควิดไปแล้วต้องเข้าสู่โหมดเร่งรัดให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น มีเงินใช้หนี้ และมีเงินใช้จ่าย 
    เมื่อถามถึงกรณีการปรับ ครม.ในสัดส่วนของพรรค พปชร.ที่ว่างอยู่ 2 เก้าอี้ นายสมศักดิ์กล่าวว่า อำนาจการปรับ ครม.เป็นของนายกฯ เราไปพูดอะไรไม่ได้ และไม่ควรพูด  
เสี่ยหนูเชื่อสภาอยู่ถึงปี 2566
    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าว น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ที่ถูกพรรค พท.ขับออกจะย้ายมาอยู่พรรค ภท.ว่า ยังไม่ได้คุยอะไรกับใคร และ น.ส.พรพิมลยังไม่เคยมาติดต่ออะไร และต้องดูก่อน ไปบอกยินดีแล้วเขาไม่มาจะทำอย่างไร ส่วนพรรคพร้อมอ้าแขนรับ ส.ส.ฝ่ายค้านที่ถูกขับออกจากพรรคทุกคนหรือไม่นั้น ต้องดูทุกอย่าง รวมทั้งกฎหมาย แต่จากการติดตามข่าวยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เป็นเพียงแค่แนวคิด ซึ่งถือเป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่ต้องดำเนินการ ซึ่งพรรค ภท.ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เรื่องนี้ต้องดูเป็นวันๆ ไป
    เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวการยุบสภาทั้งที่กฎหมายลูกยังไม่เสร็จ ถือว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้คิดเลย แต่เราพร้อมทำตามกฎหมายและเราก็มีความพร้อม และไม่เคยคุยกับใครว่ามีสัญญาณยุบสภาหรือไม่ โดยมั่นใจว่าสภาจะอยู่ไปถึงปี 2566 ส่วนจะครบเทอมหรือไม่นั้น ไม่ทราบ แต่คิดว่าขณะนี้สภามีเสถียรภาพที่ดี และเพิ่งผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมา รัฐมนตรีทุกคนได้คะแนนออกมาดี สะท้อนได้ว่าตัวแทนปวงชนชาวไทยให้ความไว้วางใจให้รัฐบาลทำงานต่อไป ยอมรับว่าสภาพหลายๆ อย่างดูดีขึ้น เราก็ต้องรีบหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ให้เร็วที่สุด 
เมื่อถามย้ำถึงความเห็นว่าขณะนี้มีความเหมาะสมสำหรับการยุบสภาหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะพร้อมชี้นิ้วไปที่ตึกไทยคู่ฟ้า และระบุว่า "คนยุบสภาอยู่บนตึกโน่น ตึกนี้ (ตึกบัญชาการ) ไม่มีใครยุบสภาได้สักคน เรื่องนี้ไม่อยากให้ถาม เพราะถามแล้วก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา ต่อให้ตัวเองอยากยุบก็ทำไม่ได้ ก็เลยไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้"
     เมื่อถามว่าความขัดแย้งในพรรค พปชร.จะส่งผลให้ถึงขึ้นยุบสภาหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เรื่องของพรรคใครพรรคมัน ก็ต้องกลับไปดูพรรคตัวเองว่ามีความหวั่นไหวอะไรหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องไปทำความเข้าใจ และตอนนี้อยู่ในช่วงครึ่งเทอมหลัง ก็สั่งให้ลูกพรรคลงพื้นที่มากที่สุด รวมทั้งตนเองและรัฐมนตรีของพรรคก็ต้องลงพื้นที่ ถ้าใครไม่ลงก็น่าดู
    นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่ได้มีการพูดคุย และถ้าจะมีก็เป็นเรื่องของพรรค พปชร. ไม่ใช่เรื่องพรรคประชาธิปัตย์
    ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวถึงกระแสข่าวจะถูกโยกไปเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่าไม่มีเรื่องการโยกสลับกระทรวงแต่อย่างใด ส่วนตัวยังทำงานต่อไป ส่วนข่าวว่ามีคนพยายามจะเลื่อยขาเก้าอี้นั้นก็ยอมรับว่าจริง
    ส่วนความเคลื่อนไหวของนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์หลังจากพรรคเพื่อไทยมีมติขับออกจากพรรค โดยได้ไล่เรียงตั้งแต่เข้ามาทำงานตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยจนถึงปัจจุบัน พร้อมติติงการทำงานของพรรคว่าเป็นนักรบห้องแอร์  พูดเก่ง ได้แต่ประชุม และใช้พรรคเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ทางการเมืองให้ตัวเองและพวกพ้อง ทอดทิ้งประชาชน กล่าวอ้างอุดมการณ์เป็นเรื่องจอมปลอมทั้งสิ้น มีแต่แสวงหาความมักใหญ่ใฝ่สูง 
    วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทยมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “จนมุมกลางสภา แล้วยังกล้าไปต่ออีกหรือ?” โดยนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา แม้จะไม่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งทันที แต่เปรียบเหมือนคนป่วย คือตายคาที่ เพราะมีเสียงสนับสนุนยกมือโหวตในสภา เชื่อว่าจะตายระหว่างทางส่งโรงพยาบาลแน่นอน คล้ายกับกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ในปี 2535 กรณีที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งสุดท้ายนายชวนประกาศยุบสภา และอีกกรณีคือ สมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีการทุจริตธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) เมื่อปี 2539 จนทำให้รัฐมนตรีหลายคนลาออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมา ซึ่งทั้งสองกรณีเรียกว่าจนมุมในสภา แม้จะไม่ยุบสภาทันที แต่ทนเสียงกดดันของประชาชนไม่ไหว ประกาศลาออกและยุบสภาในเวลาต่อมา
เพื่อไทยอัดบิ๊กตู่มันปาก
     นายสุทินกล่าวต่อว่า การทำงานของฝ่ายค้านยุคใหม่ค่อนข้างยาก เนื่องจากการสื่อสารในปัจจุบันมีความรวดเร็ว จึงไม่จำเป็นต้องมีเซอร์ไพรส์ บอกข้อสอบให้หมด แต่สุดท้ายฝ่ายรัฐบาลก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ ไม่มีศิลปะในการตอบ ยังตอบคำถามแบบเดินลุยโคลน ไม่สนใจข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นโรคแพ้ไม่เป็น แม้เปิดเผยข้อมูลการกระทำที่อาคารรัฐสภาชั้น 3 และออกมาปฏิเสธในภายหลัง แต่พรรครู้ดีว่าในข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และแม้พรรคร่วมรัฐบาลยกมือโหวตแบบผิดๆ เมื่อถูกจับผิดได้ จึงปลด ร.อ.ธรรมนัสและนางนฤมลเป็นการนำวิธีทางทหารมาตัดสินทางการเมือง ปลดผู้อื่นเพื่อสังเวยความผิด เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ทำให้เกิดความปั่นป่วนภายในพรรค และเชื่อว่าจะเกิดอาฟเตอร์ช็อก จะมีการปลดคนในพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่มอีกแน่นอน และในที่สุดจะสะดุดขาตัวเองล้มลง เปรียบเหมือนเป็ดง่อย และคนซวยคือพี่น้องประชาชน  
     นายสุทินกล่าวว่า เหตุการณ์ที่ชั้น 3 คือเหตุการณ์ของแถมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น เป็นการทำลายสถาบันทางการเมือง เกิดวิกฤตศรัทธาจนประชาชนตั้งคำถามว่า ระบบรัฐสภาเป็นที่พึ่งพาได้หรือไม่ จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบสภา มันเป็นความผิดที่สภาไทยมีมนุษย์พันธุ์พิเศษเข้ามาบริหารประเทศก็เท่านั้น
    “อภิปรายขนาดนี้ยังปลดไม่ได้ คนยกมือให้คือจ้างมา รู้ตัวเลขด้วย ถามว่าเอาหลักฐานมาสิ ชอบท้า เรื่องอะไร ผมจะเอาหลักฐานมาให้คุณ ชั้น 3 ไม่มีกล้อง เพราะเรารู้ว่าคุณทำชั้นอื่น แต่หลักฐานการคุยกันมันมี บอกแค่นี้ อย่าท้ามาก  พวกคุณทำลายระบบการเมือง ทำลายระบบสภาให้ย่อยยับไปด้วย” นายสุทินกล่าว
         นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรค พท. กล่าวว่า เวลานี้รัฐบาลจนมุมในสภาแล้ว ไม่สามารถตอบคำถามของพรรคร่วมฝ่ายค้านและชี้แจงในสภาได้ ข้อมูลทุกด้านที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านอภิปรายในสภาจะถูกรวบรวมและนำไปสู่การตรวจสอบฝ่ายบริหาร  ผ่านกระบวนการยุติธรรมต่อไป     
    “มั่นใจว่าคนป่วยที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ตายก่อนถึงโรงพยาบาล แต่จะถึงโรงพยาบาลพอดีกับช่วงที่มีการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือน ต.ค.นี้” นพ.ชลน่านกล่าว  
        นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. เชียงใหม่ พรรค พท. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่ไม่มีความรู้ในการบริหาร ทำให้ประเทศมีหนี้สาธารณะสูงมาก โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านล้านบาท และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกู้เงินอีก 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นนายกฯ ที่ก่อหนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และไม่มีใครทำลายสถิตินี้ได้ ไม่มีแนวโน้มว่าจะใช้คืนเงินอย่างไร เหมือนปู่ใช้เงิน หลานปู่มาใช้หนี้
    “สุดท้ายพี่น้อง 3 ป.ก็กลับมารักกัน ป.ที่ 4 คือประชาชน ก็คงต้องอกหักต่อไป แต่พรรคเพื่อไทยยังยึดมั่นทำเพื่อพี่น้องประชาชน เราจะพาประเทศที่ดีกลับคืนมาให้ได้” นายจุลพันธ์กล่าว  
    น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรค พท. กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ตอกย้ำความล้มเหลวในการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยังมี 4 พฤติกรรม ที่ตอบคำถามไม่ชัดเจน ได้แก่ 1.ตอบก่อนถาม 2.ตอบแบบไร้ภูมิปัญญา 3.ตอบไม่ตรงคำถาม และ 4.ไม่ตอบเลย โดยฝ่ายค้านได้เปิดแผลและรวบรวมเป็นหลักฐานพร้อมยื่นต่อ ป.ป.ช. ซึ่งการกระทำของรัฐบาลจะเป็นข้อมูลชั้นดีให้ประชาชนตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า สภาพของ พล.อ.ประยุทธ์คือสินค้าหมดอายุ รอวันย่อยสลาย แม้ครั้งล่าสุดจะชนะในสภาไปแบบทุลักทุเล แต่จะไม่สามารถฝ่าด่านประชาชนกลับมาเป็นนายกฯ ได้อีกแน่นอน.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"