พลังของการใช้ภาษา


เพิ่มเพื่อน    

ยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องปกติที่เราจะพูดภาษา "พ่อขุนราม" กับเพื่อนๆ ของเรา หรือไม่ก็พี่น้องที่สนิทชิดเชื้อ ..ในที่รโหฐาน!! เนื่องจากเป็นอารมณ์ของความสนุกสนาน ผ่อนคลาย และแสดงออกถึงความรักความเป็นกันเอง
    แต่เวลาอยู่ในสาธารณสถาน หรือต้องอยู่ในสังคมที่เรารู้จักเป็นการผิวเผิน อีกทั้งอยู่ในพื้นที่ของผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักก็ตาม เราก็จะรักษามารยาทในการสื่อสารพูดคุย เพื่อมิให้เกิดบรรยากาศอึดอัด และดูเหมือนเป็นคนขาดการอบรมสั่งสอน และไร้ซึ่งการศึกษาว่าด้วยมารยาทในการเข้าสังคม
    ไม่ใช่ fake สร้างภาพ หรือเสแสร้ง ดัดจริตหรอกนะ แต่มันคือพื้นฐานของการรู้จักแยกแยะความถูกความผิด ความควรมิควร เคารพในความเป็นมนุษย์ของทุกผู้ทุกนาม อีกทั้งการคำนึงถึงกาลเทศะ
    โดยเฉพาะคนที่ได้รับการศึกษาย่อมถูกคาดหวังว่า จะต้องตระหนักรู้ถึงพลังของการใช้ภาษา และในทางตรงกันข้าม เมื่อระดับปัญญาชนใช้ภาษาหยาบคาย ถ่อย เถื่อน ในการสื่อสารในโลกสาธารณะ ก็จะถูกประณาม และถูกตั้งคำถามว่า ..ไปถึงจุดนี้กันได้อย่างไร?!? โดยไม่สะทกสะท้อนใจเลยหรือกับสุภาษิตที่เราได้รับการสั่งสอนมาต่อๆ กันว่า ..กิริยาส่อภาษา วาจาส่อสกุล ...
    คนรุ่นใหม่ที่ไม่เห็นด้วยกับมนุษย์ป้า ก็ไม่คิดว่าจะเสียเวลาไปคะคานตะแบงขีดผิดขีดถูกด้วยหรอกนะ แต่อยากจะให้เปิดหูเปิดตากันบ้างว่า ตอนนี้ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่คนยุคใหม่เชิดชูเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยนั้น เขากำลังจะมีการแก้ไขกฎหมายอันว่าเกี่ยวกับการใช้ภาษาที่ไปทำร้ายผู้คนในสังคม นั่นคือ การกำหนดโทษคนที่สนุกกับการใช้ภาษารุนแรง "บูลลี่" ชาวบ้านในโลกโซเชียล
    ดังนั้น ความกังวลของมนุษย์ป้าที่เด็กๆ เห็นว่าล้าหลังอยู่ในกะลาแลนด์นั้น ขอบอกว่าเป็นปัญหาระดับชาตินะจ๊ะ ขนาดสหรัฐอเมริกาจะเขียนกฎหมายใหม่เพราะตระหนักถึง Harmful Language กันเลยทีเดียว..ปัญหาของภาษาถ่อยเถื่อน หยาบคาย เป็นเรื่องเล่นๆ ที่ไหนกันล่ะ.

"ป้าเอง"  


นี่... แสดงว่า "หมดท่า" กันแล้วจริงๆ โดยเฉพาะการเมืองฝ่ายค้าน สารพัดวิชามารที่มี ทั้งในระบบ-นอกระบบ งัดมาใช้จนหมดเกลี้่ยง แต่ก็ล้มประยุทธ์ไม่ลงซักที!

"อุตสาหกรรมภาพยนตร์"
เรื่องของ"กบเลือกนาย"
แซะจน "เสียมหัก" จนได้
"ก็...ไม่ได้กู้มาโกงนี่ครับ"    
"ข่าวนิมิต" ๒ ป.แตกกัน
๑๙ กันยา."วันรำลึกโกง"