เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 ยังผันผวนสูง หวั่นปีหน้าดัชนีหลุด 1,500 จุด


   

บล.เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 ยังผันผวนสูง ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลผลกระทบจากสงครามการค้าโลกที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง หวั่นดัชนีหุ้นลดลงเหลือ 1,483 จุด ในปี 2562 ชี้เงินต่างชาติยังไหลออกต่อเนื่อง แต่จะเริ่มจำกัด

นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 61 เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น จากสงครามการค้าโลกที่ขยายวงกว้าง ซึ่งไม่ใช่แค่สหรัฐกับจีนเท่านั้นที่เป็นคู่พิพาทกัน แต่สหรัฐยังเปิดศึกการค้ากับยุโรป เม็กซิโก และแคนาดา ทำให้หลายประเทศดังกล่าว ตอบโต้ด้วยการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเช่นกัน หลังจากสหรัฐได้ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมทั่วโลกไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ จากการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าการกีดกันทางการค้าทุกๆ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อการค้าโลกปี 61 หดตัวประมาณ 9% ส่วนวงเงินกีดกันการค้าจากสหรัฐอาจขึ้นไปแตะ 250,000 ล้านเหรียญ ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น แต่ผู้ผลิตสินค้าสนับสนุนการส่งออกกระทบด้วย

“สงครามการค้าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกสัดส่วน 70% ของจีดีพี หากมูลค่าการกีดกันทางการค้าเพิ่มเป็น 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่านั้น จะทำให้กำไรตลาดต่อหุ้นในปี 62 ลดลง 20 % เหลือ 92.71 บาท เมื่อเทียบกับปีนี้ที่คาดว่ากำไรตลาดต่อหุ้นจะอยู่ที่ 110.72 บาท และจะส่งผลกระทบต่อดัชนีหุ้นไทยให้อยู่ในระดับต่ำว่า 1,500 จุด หรืออยู่ที่ 1,483 จุด”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลออก เนื่องจากสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นภูมิภาคเอเซียประมาณ 19,300 ล้านเหรียญ โดยหุ้นไทยถูกขายมากสุดในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) ทั้งนี้ มองว่าจากนี้ไปแรงขายหุ้นภูมิภาคน่าจะจำกัด สะท้อนจากการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 61 อยู่ที่ 23.2% รวมกับการถือผ่าน NVDR อีก 7.01% เป็น 30.20% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับสูงสุดที่ 36.88% เมื่อสิ้นเดือนมี.ค. 55

ขณะที่ ภาพรวมกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 2 ปี 61 จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมี จะได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้มีกำไรจากสต็อคน้ำมัน ทั้งนี้ ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรบจ.ปีนี้อยู่ที่ 1.10 ล้านล้านบาท จากประมาณการเดิมที่ 1.12 ล้านล้านบาท

“ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมามีการปรับฐานเกิดขึ้น และคาดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,771 จุด นอกจากนี้ ยังเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น 40% ของพอร์ต จากเดิม 30% โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ภายในประเทศใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มปลอดภาระหนี้ กลุ่มมีหนี้กับสถาบันการเงินน้อย กลุ่มมีภาระดอกเบี้ยจ่ายอัตราคงที่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่จะได้ประโยชน์จากความคืบหน้าการลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน ที่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่ให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจกระทบจากสงครามการค้า

อย่างไรก็ตาม มองว่าช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นตอบรับความกังวลจากประเด็นสงครามการค้าไประดับหนึ่งแล้ว”


ใน "ความสงบ" ที่ "ไม่เหงา" ของบ้านเมืองวันนี้"นิด้าโพล" เมื่อวาน (๒๓ ก.ย.๖๑)แต่งแต้มสีสัน "ประชาธิปไตยเลือกตั้ง" ให้แต่ละพรรคดูหน้าเด้งชวนพิศ-ชวนมอง

คุกกี้เสี่ยงทาย 'อภิสิทธิ์-วรงค์'
เบื้องหลังของการ "เกาะโต๊ะ"
'เกาะโต๊ะ' ประจานตัวเอง
๑๐ ปีของคนไม่มีแผ่นดินอยู่
ย่ำอยู่กับสถานะโจร
'มหกรรมดิจิทัลนานาชาติ'