มติ สนช. 3 วาระรวด รีเซตมหาเถรฯ


   

        คำชี้แจงอย่างเป็นทางการของ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในฐานะมือกฎหมายรัฐบาล คสช. กลางที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 5 ก.ค. ก่อนที่มติที่ประชุม สนช.จะเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ (คณะสงฆ์) พ.ศ.2505 ด้วยมติเห็นชอบ 3 วาระรวด สรุปประเด็นเหตุผลที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ดังกล่าว ในเรื่อง “ที่มา-โครงสร้างกรรมการมหาเถรสมาคม” (มส.) ที่นำไปสู่การรีเซต มส. หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

       “วิษณุ” ย้ำว่า สาเหตุที่ต้องเร่งเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องการให้ทันกับกรณีที่กรรมการ มส.ชุดปัจจุบันกำลังจะหมดวาระในอีกประมาณ 2 เดือน ขณะเดียวกันการปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ก็มีความเป็นจำเป็นเช่นกัน โดยเป็นการกำหนดให้ มส.ไปทำหน้าที่ในเชิงปฏิรูปและขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อไปในอนาคต

        พร้อมกับยอมรับว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 19 มิ.ย. ทางรัฐบาลได้เตรียมการตั้งแต่มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ โดยรัฐบาลเห็นว่ากลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปคณะสงฆ์ต้องอยู่ที่มหาเถรสมาคม แต่ในอดีตมีจุดอ่อน คือ การที่มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีความเหมาะสมตามหลักอาวุโส แต่ในระยะหลังกว่าที่พระภิกษุจะขึ้นไปถึงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาก็จะมีอายุมากและอาพาธ ทำให้ไม่สามารถประชุม มส.ได้ ดังนั้นถ้ามุ่งหวังจะให้ มส.เป็นผู้นำในการปฏิรูปนั้นต้องเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและที่มาใหม่

        “เดิมทีไม่ได้คิดเรื่องที่มา คิดถึงเรื่องคุณสมบัติ แต่ในระยะหลังมานี้เริ่มเกิดปัญหาขึ้น กรรมการ มส.บางรูป มีปัญหาต้องคดีและถูกกล่าวหา สั่นสะเทือนความรู้สึกความเลื่อมใสศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ตามรูปแบบปัจจุบันพอสมควรทีเดียว ดังนั้น ในที่สุดก็คิดกันว่ากลับไปดูรูปแบบใน พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้กันมาถึงรัชกาลที่ 8 ดูโบราณราชประเพณี ดูรัฐธรรมนูญที่ใช้ปัจจุบันที่กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และถอดถอนจากฐานันดรศักดิ์ ซึ่งหมายถึงฐานันดรศักดิ์พระและฐานันดรศักดิ์เจ้า ซึ่งหมายถึงกรณีสถาปนาอิสริยยศ จึงควรให้มีองค์ปกครองคณะสงฆ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งความเชื่อถือจะได้มาจากพรรษายุกาล หรือ อายุ จริยวัตร และควรได้มาจากที่มาอันเป็นที่ไว้วางใจ จึงควรย้อนกลับไปสู่การให้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต จนทำมาเป็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว"

        คำชี้แจงจาก "วิษณุ" กลางที่ประชุม สนช.

        จนสุดท้าย ที่ประชุม สนช.ลงมติเป็นเอกฉันท์ 217 คะแนน ผ่านร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 3 วาระรวด และขั้นตอนต่อไป ประธาน สนช.ก็จะส่งร่างฯ ไปให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

        สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่าเพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์คงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้ง มส.

        ขณะที่องค์ประกอบของ มส. ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควรและจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองสงฆ์ ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้

        ทั้งนี้ ในยุค คสช.จะพบว่า กระบวนการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา-คณะสงฆ์ ผ่านการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ตอนช่วงปลายปี 2559 ที่ สนช.รวม 48 คนเข้าชื่อกันเสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในมาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งตอนนั้น สนช.ก็เห็นชอบ 3 วาระรวด และล่าสุดก็มาในครั้งนี้ ที่มีการแก้ไขเรื่องโครงสร้าง-ที่มาของมหาเถรสมาคม

        ขณะเดียวกันกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูป-จัดระเบียบ เกี่ยวกับกิจการพุทธศาสนา-คณะสงฆ์ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ก็ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น การให้มีการตรวจสอบควบคุมบัญชีเงินของวัด เพื่อไม่ให้มีการรั่วไหลเกิดการทุจริต ใช้เงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนหรือเงินงบประมาณแผ่นดินที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติจัดสรรไปให้ นำไปใช้ในทางมิชอบ อย่างที่เกิดขึ้นกับกรณีทุจริตเงินทอนวัดที่พบว่า มีอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่-อดีตกรรมการ มส.เข้าไปเกี่ยวข้อง จนบางรูปอย่างอดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ต้องหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศอยู่จนถึงทุกวันนี้

        การสังคายนาวงการคณะสงฆ์ ปฏิรูปกิจการพุทธศาสนาลำดับต่อไปในยุค คสช.จะแตะไปที่จุดไหน จึงต้องรอดู เพราะอาจมีให้เห็นกันอีกหลายเรื่อง.


เรื่อง "พานไหว้ครู" นี่.........ใครก็อย่าไปโทษ "นายธนาธร" เลย! ดูตามรูปการณ์แล้ว คนพรรคอนาคตใหม่หรือตัวนายธนาธร ไม่ได้เป็น "ต้นคิด" หรือ "ต้นเรื่อง" แน่

ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน
'แก้รัฐธรรมนูญ' แก้เพื่ออะไร?