ดังแบบยั่งยืน ถาวร


   

      ก็คงต้องขอแสดงความดีใจ...ต่อ 4 หมูป่า ที่ถูกทยอยเอาตัวออกจากถ้ำ อย่างเป็นไปด้วยดี แต่พร้อมๆ กันนั้น...คงหนีไม่พ้นต้องแสดงความเสียใจต่อญาติมิตร ครอบครัวผู้เสียสละ อย่าง จ่าแซม หรือ จ่าเอกสมาน กุนัน ผู้พร้อมเอาชีวิตเข้าแลกกับความอยู่รอด ปลอดภัย ของทั้ง 13 หมูป่า ชีวิตมันก็เป็นเช่นนี้นั่นแหละทั่น คือมีทั้งดีใจ-เสียใจ ควบคู่กันไปเสมอๆ...

                                                                  -------------------------------------------------------

      ด้วยเหตุนี้...ระหว่างที่ดีใจ ก็พึงรั้งๆ สติ เอาไว้มั่ง มองให้เห็นถึงความเสียใจ ที่มันเป็นสิ่งซึ่งต้องดำเนินควบคู่ไปกับความดีใจ เหมือนความสุขที่มักต้องสอดแทรกความทุกข์ปะปนเอาไว้ด้วย เผื่อจะได้เห็นถึงโอกาสแห่งความสุข ที่มันไม่ถึงกับทุกข์จนเกินไป หรือ สุข แบบที่อภิมหาพระ อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเคยชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้ ว่าหมายถึง ทุกข์ที่พอรับได้ อันนั้นนั่นแหละ ถึงจะเป็นสุขแบบยั่งยืน ถาวร ไม่ใช่แค่วูบๆ ไหวๆ ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามกระแส...

                                                                   -----------------------------------------------------

      ก็เอาเป็นว่า...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด งานนี้....ทีม 13 หมูป่าอะคาเดมี ได้กลายเป็นตัวโฆษณา ประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ให้ดังระเบิดเถิดเทิงไปทั่วทั้งโลกแล้วจริงๆ เรียกว่า...ดังกว่า บอลไทยไปบอลโลก ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า แต่ก็นั่นแหละ...การดังในทางที่ดีได้แบบยั่งยืน ถาวรนั้น คงต้องอาศัยอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ วิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ที่ยังต้องควานหาความเสียสละ ความร่วมมือ ร่วมใจ ที่อาจหนักหน่วงซะยิ่งกว่าฉากสถานการณ์บริเวณถ้ำหลวง นางนอน อีกประมาณร้อยเท่า พันเท่า เป็นอย่างน้อย...

                                                                   -----------------------------------------------------

      ยังต้องการ ฮีโร่ ในแทบทุกๆ วงการ และยังต้องหาทางประคับประคองฮีโร่ ไม่ให้ต้องกลายสภาพเป็น ฮีโร่มัยซินเด้อ เอาง่ายๆ หรือยังต้องหาทางทำให้ คนดีมีโอกาสเข้ามามีบทบาท และ ขจัดขัดขวางไม่ให้คนไม่ดีขึ้นมามีอำนาจ อีกหลายยก หลายสมัยเผลอๆ...จนกระทั่งสมัยที่บรรดาหมูป่าอะคาเดมีเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ อาจยังคงไม่แล้วเสร็จเอาเลยก็ไม่แน่!!! เพราะแม้คนดีจะมีอยู่ทั่วไปในทุกๆ วงการ แต่บรรดาคนไม่ดีก็พร้อมที่จะสอดแทรกเข้ามาผสมผสาน และที่สำคัญเอามากๆ ก็คือ การแยกแยะความแตกต่างระหว่างคนดี-คนไม่ดีนั้น มันก็ยังเป็นอะไรที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศซะเหลือเกิน...

                                                                    --------------------------------------------------------

      ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากผู้คนในสังคมยังคงวูบๆ ไหวๆ ยังขึ้นๆ ลงๆ ไปตามกระแส ไม่ได้รั้ง สติ เอาไว้ให้มั่น จนสามารถเปิดโอกาสให้ ปัญญา เติบโตขึ้นมาได้อย่างมั่นคง แข็งแรง อันนี้...ก็คง ฮีโร่มัยซินเด้อ กันไปตลอด คือคงต้องหนุมานถวายแหวน จระเข้ฟาดหาง หรือหักงวงไอยรา จนกว่าจะเข้าตากรรมการ หรือกว่าจะน็อกกันกลางอากาศ ถึงมีสิทธิ์ได้รับรางวัลอภินันทนาการจากฮีโร่มัยซิน หรือจากแอนตาซิล ก็แล้วแต่ พูดง่ายๆ ว่า...กว่าคนดีจะขึ้นมามีบทบาท หนีไม่พ้นต้องฝ่าด่านอำนาจ ฝ่าเครือข่ายอิทธิพลของคนไม่ดี รวมทั้งฝ่าฟันต่อความไม่เข้าใจของผู้คนในสังคม ที่ยังขาดมาตรฐานในการแยกแยะความดี-ความไม่ดี ออกจากกันให้เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด...

                                                                     ------------------------------------------------------

      เรียกว่าขนาด พระ ที่ถือเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความดี-ความไม่ดี โดยมีขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หรือมีถ้อยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวรองรับ ไปๆ-มาๆ ยังแทบแยกไม่ออก ว่าองค์ไหนไหว้ได้-ไม่ไหว้ได้ เอาเลยถึงขั้นนั้น ถึงพยายามทำใจว่าถือเป็นการ ไหว้จีวร แต่ถ้าหากหลวงพี่ หลวงพ่อ ท่านหันไป รับทรัพย์ เป็นสิบร้อย ร้อยล้าน พันล้าน เผลอๆ ถึงหมื่นล้านก็ยังมีอันนี้...ยังไงๆ ก็คงทำใจไม่ไหว การ ปฏิรูปพระ ที่กำลังอุบัติขึ้นมา ณ ช่วงขณะนี้ จึงอาจถือเป็นการช่วยให้การกำหนดมาตรฐานความดี-ความไม่ดี พอได้ชัดเจน แน่นอน ขึ้นมามั่ง แต่จะไปได้ถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ พระ โดยลำพังแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับ ฆราวาส อย่างเราๆ-ทั่นๆ ว่าจะ เข้าถึง-เข้าใจ ในสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ มาก-น้อยเพียงใด???

                                                                     ---------------------------------------------------------

      ธรรมะที่มี สติ นั่นแหละ...เป็นเครื่องเหนี่ยว เครื่องรั้ง ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ กรณี จนก่อให้เกิด ปัญญา ในการใคร่ครวญ พิจารณาในแต่ละเรื่อง หรือทุกๆ เรื่อง ได้อย่างกระจ่างแจ้ง ชัดเจน ไม่วูบๆ ไหวๆ เลื่อนๆ ไหลๆ ไปตามกระแส โดยเฉพาะ กระแสโลก ที่มันมีฤทธิ์ มีเดช มีอำนาจ อิทธิพล ระดับสามารถหันซ้าย-หันขวาแต่ละประเทศ ไม่ว่าประเทศเล็ก ประเทศน้อย หรือประเทศใหญ่ๆ ก็ตามแต่ จนส่งผลให้ โลกาใกล้จะวินาศ เต็มที ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ซึ่งย่อมไม่ได้มีที่ตั้งอยู่บนอวกาศ จะมีสิทธิ์ดำรง รักษา ความเป็นชาติบ้านเมือง ไม่ให้ตกเหว ตกนรก ตามใครต่อใครไปด้วย สามารถสุข สงบ ร่มเย็น เพราะทุกข์น้อย หรือเพราะไม่ถึงกับทุกข์ยากลำบากจนเกินไป ได้อย่างยั่งยืน ถาวร หรือไม่-เพียงใด อันนี้...ก็ขึ้นอยู่กับว่า ศีลธรรมจะกลับมา สู่สังคมไทยได้มาก-น้อยเพียงไหน นั่นแล...

                                                                       ----------------------------------------------------

      ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าเกิดฉากเหตุการณ์แบบไหน อย่างไร ขึ้นมาก็ตามแต่ พึงอาศัย สติ และ ปัญญา นั่นแหละ เพ่งพินิจ พิจารณาใคร่ครวญกันไปตามสภาพ อย่าดีใจจนเกินไป และอย่าเสียใจจนเกินไป ยิ่งถ้ามองให้ทะลุถึงขั้นว่า...ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเป็นไป หรือเพราะ มันเป็นเช่นนั้นเอง อันนี้รับรองว่า...ไทยแลนด์คงสู้ๆ ต่อไปได้อีกต่อเนื่อง ยาวนาน...

                                                                         ------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้...จาก John Stuart Mill (อีกครั้ง)... I have learned to seek my happiness by limiting my desires, rather than in attempting to satisfy them.- ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะแสวงหาความสุขด้วยการจำกัดความอยากของข้าพเจ้า แทนที่จะพยายามสนองตอบต่อความอยากนั้นๆ...

                                                                           --------------------------------------------------------


ที่ว่า "หนัก" เพราะอะไร? เพราะเราแบกมันไว้ จึงหนัก แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก....... ก็เบา!

"ทำบุญไว้เถิด" จะเกิดผล
นึกว่าดี 'อยากลองดี' ก็เชิญ!
คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร