สั่งล้อมคอกเรือล่ม/จ่อฟันทัวร์จีน


   

    นายกฯ บินภูเก็ตปลอบขวัญเหยื่อเรือล่ม ยันไทย-จีนพี่น้องกันดูแลเต็มที่ ลั่นต้องไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก พบศพเพิ่ม 1 รอดชีวิต 5 ติดอยู่ใต้เรือ 1 เหลือผู้สูญหาย 4 ราย จ่ายเยียวยาผู้ประสบภัย 63 ล้าน  ตร.ลุยเอาผิดทัวร์ศูนย์เหรียญ ล้างบางนอมินีต่างชาติฝั่งอันดามัน 
    เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และคณะ เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์เรือล่มกลางทะเล 
    โดยทันทีที่ถึงท่าอากาศยานภูเก็ต นายกฯ ได้ตรวจเยี่ยมด่านตรวจคนเข้าเมือง พร้อมพูดคุยสอบถามการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยขอให้ดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวกลางทะเลในช่วงนี้ควรมีการแจ้งเตือนและกำชับห้ามนำเรือท่องเที่ยวออกอย่างเด็ดขาด  และให้เรือตรวจการณ์ในทะเลคอยตรวจสอบ หากพบมีเรือฝ่าฝืนออกให้เร่งนำเรือเข้าฝั่งโดยทันที เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเรือล่มเหมือนที่ผ่านมา พร้อมกันนี้นายกฯ ยังสั่งให้เพิ่มแสงสว่างภายในอาคารด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกด้วย
    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางไปประชุมและรับฟังความคืบหน้าของสถานการณ์ ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่มจังหวัดภูเก็ต ที่ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง โดยนายกฯ กล่าวในที่ประชุมว่า การบูรณาการเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์ทั้งหมดในระดับพื้นที่ ส่วนรัฐบาลในฐานะหัวหน้าใหญ่จะดูแลภาพรวมทั้งหมด แต่ต้องสั่งการตามลำดับขั้นตอนลงมา โดยต้องให้เกิดความปลอดภัยให้มากที่สุด 
    ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกฯ ได้เยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยสอบถามว่าจำเป็นต้องมีระบบใดบ้าง เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ก่อนกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า "หรือมีแค่นี้ก็พอใจแล้ว ควรจะมีระบบอื่นอะไรอีกไหม เคยไปดูงานต่างประเทศหรือเปล่า แล้วใครไปดูงานต่างประเทศ ก็ลูกพี่คุณไงเล่า หากไม่มีอะไรมาเปลี่ยนให้คุณ ก็ต้องไปด่าลูกพี่คุณ เข้าใจหรือเปล่า คุณต้องรู้ว่าเรือมันอยู่ตรงไหน ถ้าไม่มีก็ขอมา มีแต่ขอบ้าบอคอแตก อย่าเถียง ถ้าผมพูดไม่ถูกก็ว่ามา แต่ถ้าผมพูดถูก อย่าเถียง"
    ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า วันนี้น่ายินดีที่ได้พบกับทูตจีน รวมถึงตัวแทนฝ่ายจีน พร้อมนำความจากประธานาธิบดีจีนมาถึงตน โดยไม่มีการกดดันใดๆ เพียงแต่ขอให้มีการดูแลผู้ประสบเหตุอย่างเต็มที่  ซึ่งตนได้ส่งหนังสือแสดงความเสียใจไปแล้ว ซึ่งประธานาธิบดีจีนขอบคุณในการดูแลของเรา ทั้งนี้ได้ฝากบอกทูตจีนด้วยว่าไทยกับจีนเป็นพี่น้องกันเสมอมา ดังนั้นไม่ว่าจีนหรือไทยถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน เราได้ดำเนินการช่วยเหลือตามมาตรฐานสากล ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้นจะต้องมีการเพิ่มเติมในด้านของเทคโนโลยี โดยปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจีนยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือ ขอให้ทุกคนเชื่อฟังประกาศของทางราชการ และที่เกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีการตรวจสอบว่าออกเรืออย่างถูกต้องหรือไม่ มิเช่นนั้นความผิดจะกลับมาที่เจ้าหน้าที่ เราไม่สามารถหยุดการสูญเสียที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ แต่จะต้องทำให้ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
    "เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ สิ่งสำคัญคือความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายอย่างถูกต้องทุกประการเพื่อให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่าคนยิ่งมากความเสี่ยงก็ยิ่งมาก  ไม่ลงทุนอะไรเลย ไม่มีการซักซ้อม ไม่ตรวจสอบ ความสูญเสียจะเกิดขึ้นมากกว่านี้อีก วันนี้มาเพื่อให้กำลังใจ ไม่ได้ต้องการตำหนิใคร ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงเป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี จึงขอร้องเจ้าหน้าที่ให้ทำให้ดีที่สุด อย่าทำอะไรที่ไม่ควร เราต้องเป็นเจ้าภาพที่ดี  และต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อวางแผนงานต่อไป" พล.อ.ประยุทธ์ระบุ พร้อมกับกล่าวขอบคุณคนจีนเป็นภาษาจีนด้วยว่า "เซียะเซียะ" 
บิ๊กตู่เยี่ยมเหยื่อเรือล่ม
    จากนั้นนายกฯ และคณะเดินทางเข้าเยี่ยมผู้ประสบภัยและครอบครัวของผู้ประสบภัย ที่โรงพยาบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยมอบกระเช้าดอกไม้และกระเช้าผลไม้แก่ผู้ป่วยและญาติ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสอบถามว่าต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องไหนบ้าง ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และแพทย์ดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างดีที่สุด รวมถึงการส่งศพของผู้เสียชีวิตกลับประเทศ ภายหลังตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลเรียบร้อยแล้ว โดยนำเครื่องบินซี 130  ส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศทันที
    นอกจากนี้ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานญาตินักท่องเที่ยวชาวจีนที่ประสบเหตุเรือล่ม โดยสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนการทำงานและความคืบหน้า รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ของญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังมีผู้เสียชีวิต 7 รายที่ยังไม่มีญาติมาติดต่อ และ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้พูดคุยกับล่ามอาสาสมัครแปลภาษาจีน พร้อมปลอบขวัญและให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิตชาวจีนที่กำลังร้องไห้ ก่อนตรวจเยี่ยมห้องสืบสวนสอบสวนที่อยู่บริเวณชั้น 2 ของโรงพยาบาล
    สำหรับบรรยากาศภายในโรงพยาบาล ระหว่างที่นายกฯ เดินเยี่ยมชมจุดต่างๆ มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและประชาชนที่มาใช้บริการมาต้อนรับและให้กำลังใจ ซึ่งนายกฯ ได้ขอให้ช่วยกันสวดมนต์ให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วย
    ในช่วงเช้าวันเดียวกัน นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แถลงว่าจากการทำงานร่วมกันระหว่างกงสุลจีน ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปข้อมูลล่าสุดว่าวันที่เกิดเหตุ 5  ก.ค. มีนักท่องเที่ยวลงเรือฟีนิกซ์ทั้งหมด 89 คน เป็นนักท่องเที่ยวยุโรป 2 คน และจีน 87 คน โดยไม่ได้ลงเรือ 4 คน ดังนั้นเท่ากับรอดชีวิต 37 คน เสียชีวิต 41 ราย สูญหาย 11 ราย ในจำนวนที่สูญหายอยู่ระหว่างตรวจสอบได้มีการพบตัวแล้ว 5 คนรอดชีวิต แต่ต้องมีการยืนยันร่วมกันระหว่างกงสุลจีนกับไทย และตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง จึงมีคนสูญหาย 6 คน ในจำนวนนี้มี 1 รายที่ถูกเรือทับอยู่ต้องกู้ศพขึ้นมา
    พล.ร.ท.สมนึก เปรมปราโมทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 กล่าวว่า การค้นหาผู้สูญหายจะขยายพื้นที่ออกไปให้ครอบคลุมในพื้นที่ จ.กระบี่ ตรัง สตูล ทำการลาดตระเวนทางเท้า ชายฝั่ง และลาดตระเวนทางเรือตามเกาะแก่งต่างๆ รวมทั้งประสานกับสมาคมประมงต่างๆ ช่วยตรวจสอบในพื้นที่ทำประมง และเครือข่าย ทสปช.ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันค้นหาในพื้นที่ด้วยแล้ว ส่วนศพที่ถูกเรือทับอยู่นั้น  จะเก็บกู้โดยนักประดาน้ำกองทัพเรือ ใช้วิธีการพ่นทรายแล้วดึงศพออกมา 
    พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ได้มีการตรวจชันสูตรพลิกศพ พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจำนวน 41 ราย ทำเสร็จแล้วจำนวน 37 ศพ ในจำนวนนี้รู้ว่าเป็นใครและมีญาติมายืนยันแล้ว 33 ราย ยังไม่ยืนยัน 4 ราย ในส่วนที่พิสูจน์และยืนยันแล้วพร้อมมอบศพให้ญาติรับไปดำเนินการต่อได้
    ต่อมาเวลา 14.00 น. เรือ ต.113 ของกองทัพเรือซึ่งออกลาดตระเวนค้นหาร่างผู้สูญหายตามที่ได้รับแจ้ง จนพบศพลอยอยู่บริเวณเกาะไม้ท่อน 1 ราย จึงเข้าทำการกู้ขึ้นบนเรือก่อนนำเข้าฝั่งที่ถ้าเทียบเรือศูนย์วิจัย เพื่อส่งต่อเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพลำเลียงต่อไปยังโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดย น.อ.ภุชงค์ รอดนิกร ผู้อำนวยการกองยุทธการ ทัพเรือภาค 3 เปิดเผยว่าผู้สูญหายรายนี้เป็นเพศหญิง 
จ่ายเยียวยา 63 ล้าน
    นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงมติการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกรณีพิเศษเร่งด่วน เพื่อพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่มที่ จ.ภูเก็ตว่า ที่ประชุมอนุมัติงบช่วยเหลือเยียวยาแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่ม รวม 63,960,000 บาท ดังนี้ 1.กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยารายละ 1 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 56 ล้านบาท 2.ค่ารักษาพยาบาลรายละไม่เกิน 500,000 บาท  เบื้องต้นจำนวน 10 คน 3.กรณีฟื้นฟูสภาพจิตใจหรือค่าทำขวัญ จำนวน 74 ราย จะได้รับเงินเยียวรายละ 20,000 บาท 4.กรณีหยุดชะงักของการเดินทาง จะได้รับเงินเยียวยารายละ 20,000 บาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะทำพิธีมอบผ่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เร็วที่สุดภายในวันที่ 12  ก.ค. ที่ จ.ภูเก็ต 
    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) กล่าวถึงการดำเนินคดีกับนอมินีบริษัททัวร์ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวในไทยว่า ที่ผ่านมานายกฯ ได้สั่งการให้ปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินีข้ามชาติอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2558 หลังจาก บช.ทท.ใช้วิธีการปราบปรามการสวมบัตรประชาชนอย่างจริงจัง นายทุนเหล่านี้จึงเปลี่ยนมาเป็นการจ้างให้คนไทยเป็นเจ้าของกิจการแทน หลังเกิดเหตุเรือล่มครั้งนี้เจ้าของกิจการคนไทยที่เป็นเจ้าของจริงๆ ได้ให้ข้อมูลมากมาย ต่อจากนี้เราจะดำเนินการไล่ทั้งหมดทั้งเรื่องการตรวจสอบภาษี เงินทุนเอามาจากไหน  ใครจะมาจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว จะถูกตรวจสอบว่าปีที่ผ่านมามีการเสียภาษีเท่าไหร่ มีรายได้เท่าไหร่  ต้องดำเนินคดีกับคนไทยทั้งหมดที่ทำอย่างนี้ ขอเตือนคนไทยที่เป็นนอมินีให้เตรียมตัวได้เลย จะใช้มาตรการกฎหมายอย่างเด็ดขาด 
    "ชื่อนายทุนที่เป็นชาวต่างชาติมีข้อมูลหมดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิม มีบางส่วนที่เป็นกลุ่มใหม่  ต้องเอาออกนอกประเทศให้หมด เราจะดำเนินการตรวจสอบทั้งหมดในฝั่งทะเลอันดามัน ถ้าไม่ปราบปรามตั้งแต่วันนี้ วิธีการอย่างนี้จะเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศและนำเงินออกไปนอกประเทศ การกระทำดังกล่าวคนไทยจะไม่มีที่ยืน ไกด์คนไทยจะไม่มีงานทำ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวต้องหมดไปจากประเทศไทย จะต้องไม่มีบริษัทอย่างนี้ สำหรับผู้จัดการบริษัท เลซี่ แคท ทราเวล ที่เช่าเรือเซเนเรต้าซึ่งเป็นคนจีน ผมได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ดำเนินการเพิกถอนวีซ่าไปแล้ว และนำตัวไปควบคุมที่ห้องกักของ ตม.ภูเก็ต พร้อมแจ้งข้อหากระทำการโดยประมาท" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ระบุ 
    ทางด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบริษัทนำเที่ยว 2 บริษัท คือ บริษัท เลซี่ แคท ทราเวล จำกัด และบริษัท ทีซี บลู ดรีม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่ล่มที่จังหวัดภูเก็ตแล้วว่าเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเป็นใคร โดยเบื้องต้นได้รับรายงานว่าทั้ง 2 บริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและเป็นบริษัทคนไทย จึงขอให้ตรวจสอบเชิงลึกหาเบื้องหลังการทำธุรกิจว่าทำตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ หรือทำธุรกิจผิดกฎหมายการท่องเที่ยวหรือไม่ 
    นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ จะลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานราชการในจังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทุกกรณีและตรวจสอบว่าเป็นนอมินีหรือไม่ หากพบว่ามีคนไทยถือหุ้นแทน กรรมการบริษัทจะต้องรับผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี  หรือปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละ 1-5 หมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่.


"พลเอกประยุทธ์" นี่.....ชะตาเข้าเกณฑ์ "พระรามเดินดง" จริงๆ!กว่าจะลุยป่าได้นั่ง "เก้าอี้นายกฯ" เรียกว่าบักโกรกเลือดโชกแสนสาหัส     ครั้นขึ้นนั่ง.......

"ขายชาติ" ปรากฏว่า "ขาดทุน"
'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?