ผุด‘กม.ประชารัฐสวัสดิการ’


เพิ่มเพื่อน    

 “ประยุทธ์” ร่ายผลงานด้านสังคม ลั่นดูแลกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เกิดจนตาย สั่ง มท.เพิ่มช่องทางพีอาร์ เล็งคลอดกฎหมายประชารัฐสวัสดิการ  แจงอนาคตประเทศต้องครอบคลุม 6 ด้าน ชี้ยุทธศาสตร์ 20 ปีแก้ได้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดงาน "Thailand Soical Expo 2018" เพื่อแสดงผลงานด้านสังคมของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลทำงานหนักมา 3-4 ปี กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเก่าให้ผ่านพ้นไปให้ได้ และต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการปฏิรูป เพราะเราจะเป็นประเทศไทย 4.0 ช่วยกันทำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันหน้า เพื่อไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้หายไป  
“ผมอยากเห็นสังคมไทยมีความสุข ประชาชนมีความรักความสามัคคีปรองดอง ทุกคนต้องมีความเท่าเทียม สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ วันนี้ปัญหาของประเทศไทยเปลี่ยนรูปแบบทุกวัน โดยเฉพาะในสื่อโซเชียล ที่มีทั้งวิกฤติและโอกาส โดยเฉพาะภัยความมั่นคงในรูปแบบใหม่ ในอนาคตเราต้องมีแนวทางแก้ไขให้ได้ ทุกคนก็ต้องทำงานเชิงรุก ทำงานอย่างหนัก รวดเร็วในเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุการณ์ ต้องประเมินสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า เจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องเตรียมความพร้อมในทุกเรื่อง และต้องจริงใจในการมาร่วมพัฒนาบ้านเมือง”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เราจัดระเบียบสังคม จากที่ก่อนหน้ารัฐบาลนี้เข้ามามีปัญหาหลายประการ รัฐบาลแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน นโยบายด้านสังคมรัฐบาลเน้นลดความเหลื่อมล้ำ แต่หลายอย่างแก้ไปแล้วประชาชนไม่รู้ช่องทาง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ใช้วิธีออกมาร้องทุกข์ร้องเรียน แต่ก็ต้องเห็นใจบางคนไม่ได้ฟังข่าว ไม่รับรู้ข่าวสาร วันนี้ต้องปรับช่องทางการรับรู้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเพิ่มช่องทางเหล่านี้ไว้ ทุกคน ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ทุกพื้นที่ แม้แต่ กทม.ต้องหาวิธีการนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่เข้าใจอะไรคือประชารัฐ แล้วกลายเป็นว่ามาเรียกร้องรัฐบาลอย่างเดียว วันนี้ไม่ต้องเรียกร้อง รัฐบาลทำให้ รัฐบาลเอาใจใส่ทุกงาน ไม่ใช่ทำส่งๆ เพียงต้องใช้เวลาแก้ปัญหาในหลายเรื่อง และระหว่างนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายประชารัฐสวัสดิการ เพื่อให้การทำงานเป็นระบบ
“ต้องดูแลทุกกลุ่มเป้าหมาย จนสุดท้ายของชีวิต เพราะท้ายสุดกลับสู่แผนดินหมด และแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อตายจะเผาหรือฝัง ผืนดิน แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์จะทำอะไรต้องเคารพด้วย นึกถึงบุญคุณของแผ่นดินด้วย เพราะเรายังมีที่ยืนอยู่โดยไม่ต้องไปเช่าใคร ภูมิใจตรงนี้ อย่าไปโทษว่าจน ถ้าอย่างนั้นก็จนอยู่อย่างนั้น ต้องเปิดหูเปิดตาให้มากขึ้น” นายกฯ กล่าว
จากนั้น นายกฯ เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานจากหน่วยงานต่างๆ และทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน
ในเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า   ในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ทุกภาคส่วนต่างก็มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ แต่การจะแก้ปัญหาให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยการทำงานบูรณาการให้กลมเกลียวอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เน้นย้ำอยู่เสมอ และพยายามปรับวัฒนธรรมการทำงานของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานและขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไปด้วยกัน ทั้งนี้ ในการสร้างความตระหนักรู้ และความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายนั้น จำเป็นต้องมีหลักคิด ที่ตรงกัน 
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึงอนาคตของประเทศไทย หลายท่านอาจจินตนาการนึกถึงภาพที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการจะเดินไปสู่อนาคตที่ดี เป็นประเทศที่ดีของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สามารถทำได้ โดยประชาชน 70 ล้านคนต้องรับรู้เข้าใจตรงกันในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่จะมาช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยการกำหนดเป้าหมาย และภาพอนาคตที่เราต้องการเห็นในอีก 20 ปีข้างหน้า
    นายกฯ ย้ำว่า ยุทธศาสตร์ 20 ปีได้ออกแบบเป้าหมายที่ต้องบรรลุเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ให้เป็นอนาคตของประเทศ 6 ด้าน เริ่มจาก 1.คนไทยอยู่ดีมีสุขและสังคมไทยสงบ มั่นคง ปลอดภัย 2.ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้ที่เหมาะสม 3.ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและทั่วถึง 4.สังคมไทยมีความเท่าเทียมและความเสมอภาค 5.ประเทศมีความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ และ 6.การบริหารจัดการของภาครัฐมีประสิทธิภาพ และประชาชนเข้าถึงสะดวก
“ยุทธศาสตร์ประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศมีและได้ใช้มานานแล้ว เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่เราจะมีแผนพัฒนาประเทศในทุกมิติในระยะยาว ซึ่งผมและรัฐบาลนี้ตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเร่งดำเนินการตามแผนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประเทศมีรากฐานและเป้าหมายในการทำงาน ให้สามารถเดินหน้าและต่อยอดในระยะต่อไปได้ และไม่ได้เป็นการล็อก หรือบังคับให้ใครต้องทำอะไร อย่างที่หลายฝ่ายนำมาบิดเบือนโจมตี ในขณะนี้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้วว่า เมื่อสถานการณ์หรือปัจจัยแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้องค์ประกอบเปลี่ยนไป ยุทธศาสตร์ชาติก็สามารถปรับปรุงให้เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ได้” นายกฯ ย้ำ
นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายและน่ากังวลมากกว่า ก็คือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สำเร็จผลตามที่กำหนดไว้ เพราะไม่ว่ายุทธศาสตร์ชาติจะเขียนดีแค่ไหน มีการปรับให้ทันสมัยเพียงใด แต่หากทุกคนไม่ยอมรับ ไม่ช่วยกันนำไปขับเคลื่อน ตามภาระหน้าที่ เป้าหมายหรือภาพอนาคตที่วาดหวังไว้นั้น ก็คงเป็นได้แค่เพียงความฝัน 
พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการพัฒนาประเทศด้วยแนวคิดไทยนิยมว่า ไม่ใช่การสร้างกระแสชาตินิยม และก็ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นแนวคิด หรือ way of thinking ในการขับเคลื่อนงานต่างๆ บนพื้นฐานของความต้องการ ความนิยมของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเป็นความนิยม หรือความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ที่ถูกที่ควร ช่วยกันสร้างค่านิยมในสิ่งดีๆ บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมและจริยธรรมด้วย ไม่ใช่ว่านิยมอะไร อยากได้อะไร ได้มาไม่ว่าถูกหรือผิด ก็รับได้หมด คงไม่ใช่แบบนั้น 
“ไทยนิยมยังเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาและสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยึดความต้องการของคนในพื้นที่ เรากล่าวมานานแล้วนะครับ ความต้องการของ Area Base ในพื้นที่น่ะ พูดมานานแล้ว วันนี้เราจะทำให้เป็นจริงเป็นจังมากยิ่งขึ้น ความต้องการของคนในชาติเป็นหลัก สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ร่วมกันแก้โจทย์ หรือปัญหาที่เป็นอัตลักษณ์ เฉพาะของแต่ละชุมชนแต่ละพื้นที่ที่เรียกว่าศักยภาพด้วยกลไกของประชารัฐ” นายกฯ ระบุ
นายกฯ กล่าวต่อว่า ไทยนิยมจึงเป็นการต่อยอด ขยายผลจากประชารัฐ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการระเบิดจากข้างใน การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบร่วม ซึ่งเมื่อมองในภาพรวมของประเทศ กระบวนการไทยนิยมนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย พัฒนาให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพสังคมของประเทศเรา ไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่เพียงเปลือกนอกที่สนใจแต่การเลือกตั้ง และให้ความสำคัญแต่เสียงส่วนใหญ่โดยไม่สนใจเสียงส่วนน้อยเหล่านี้
“หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา วันนี้ทุกอย่างค่อยๆ ปรับดีขึ้น ประเทศได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศมากขึ้น การขยายตัวเศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนและการส่งออก นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ประเทศกำลังทยอยเดินหน้าต่อเนื่อง ส่วนใครจะวิ่ง จะเดิน จะบินไป ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการ และศักยภาพของแต่ละคนที่จะไปถึงเป้าหมาย แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่ที่ต้องคอยประคับประคองให้คนที่ยังอ่อนแอ หรือแข็งแรงน้อยกว่าได้มีโอกาสพัฒนาและก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เพราะเราไม่ต้องการทิ้งใครไว้ข้างหลัง" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"