ลูบหน้าปะจมูก


เพิ่มเพื่อน    

     สำนวนไทย "ลูบหน้าปะจมูก" น่าสงสัยว่าเด็กยุคดิจิตอลเขาเข้าใจหรือเปล่าหนอ???

     ไม่เข้าใจ แล้วอยากจะเข้าใจ ก็เชื่อว่าเด็กๆ คงเข้าไปถาม "อากู๋" เพื่อนคู่กายของคนสมัยนี้ได้ ว่ามันไม่แตกต่างจากสถานการณ์ยามนี้ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เราเรียกกันว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นนั้น แตะไปตรงนั้นก็ส่งกลิ่นทะแม่งๆ จนแทบจะเป็นหน่วยงานที่ล้มละลายทางด้านความน่าเชื่อถือกันเลยทีเดียว

     ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ แทบทุกวันก็คงจะเป็นข่าวคราวข่าวคาว คดีฆาตกรรมต่างๆ ที่กลายเป็นว่า "ทนาย" กลายเป็นพระเอก มีความรู้ความสามารถในการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงมากกว่าตำรวจที่ร่ำเรียนมาโดยตรงในด้านการสืบสวนสอบสวนเสียอีก

     แล้วจะมีตำรวจไปหาพระแสง...อะไรกัน???

     การปฏิรูปตำรวจคงไม่ใช่แค่เรื่องของปรับกระบวนการแต่งตั้งโยกย้าย การให้คุณให้โทษตามลำดับชั้น อาวุโส หรือความรู้ความสามารถเท่านั้น แต่ต้องผ่าตัดกันตั้งแต่เส้นทางของการเป็นตำรวจ ว่าพวกคุณมีจิตสำนึกของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เฉกเช่นเดียวกับรูปปั้นที่อยู่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือเปล่า???

     ทุกวันนี้ ...คิดกันแค่ว่าได้ใส่ชุดตำรวจมันคือ อำนาจในมือ เงินทองที่กำลังจะเข้ากระเป๋าในอนาคตอันใกล้...ใช่หรือไม่???

     เปล่าหรอกนะ!!! มนุษย์ป้าก็ไม่ได้คิดว่าจะติเรือทั้งโกลน แต่มันสงสัยจนหงุดหงิดเหลือเกินว่าขับรถผ่านถนนหลังสวน ข้างสวนลุมพินีทีไร ก็ได้เห็นเด็กผู้หญิงนุ่งสั้นห่มน้อยยืนตามเสาไฟฟ้ากระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม่แตกต่างจากยุค 20 ปีที่แล้วที่เราจะเห็นภาพผู้หญิงตามต้นมะขามบ้างต้นขนุนแถวสนามหลวงและคลองหลอด

     ผู้หญิงอย่างป้ายังเดาออกเลยว่า ผู้หญิงข้างเสาไฟฟ้าเขามาทำอะไรกันแถวนั้น

     แล้วขอโทษทีพ่อเจ้าประคุณตำรวจม๋าต๋าที่ห่างถนนเส้นนั้นไปแค่ไม่ถึง 200 เมตร จะไม่รู้อีโหน่อีเหน่กันเชียว หรือว่าถนนเส้นนั้นมีธุรกิจอะไรที่ผิดกฎหมายอยู่บ้าง

     เจ้าหน้าที่ตำรวจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก...ใช่ไหม??? แล้ววันหนึ่งเกิดปัญหาขึ้น จะโทษว่าใครได้ล่ะ โทษระบบการเมือง ปัญหาสังคมหรือโทษเศรษฐกิจ

     นี่มันไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกนะ เหมือนกับกรณี "น้องหญิง" แถวเมืองเก่าอยุธยานั่นแหละ ตำรวจรู้ๆ อยู่ แล้วเคยสนใจทำอะไรมากกว่า เป็นเสมียนในโรงพักไหม..มนุษย์ป้าล่ะเซ็งจริงๆ.          

                                                                                                                                                "ป้าเอง"


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.