บีซีพีจีเซ็งสภาพแสงแดดไม่เป็นใจ ทำกำไรหด


   

บีซีพีจี โอดผลการดำเนินงานหด กำไรไตรมาส 2 ของปี 61 อยู่ที่ 419 ล้านบาท ลดลง 9.4% ชี้เป็นผลจากความเข้มข้นของแสงอาทิตย์ไม่ดีฉุดกำลังการผลิตหด การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หวังครึ่งปีหลังจะเติบโตจากโครงการโซลาร์รูฟที่เริ่มซีโอดี


นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาสที่ 2  ของปีนี้ บริษัทฯ มีการรับรู้ผลการดำเนินงานจากการจำหน่ายไฟของบริษัทฯและรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทย่อย โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขายไฟฟ้าประมาณ 874 ล้านบาท ลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุเกิดจากความเข้มของแสงอาทิตย์ในไตรมาสที่ 2/2561 ลดลงทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นส่งผลให้กำลังการผลิตไม่ดีเท่าที่ควร

ขณะที่ไตรมาส 2/61 มีกำไรสุทธิ 419 ล้านบาท ลดลง 9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกําไร 462.5 ล้านบาท มาจากปีที่แล้วมีการบันทึกรายการพิเศษจากการเข้าซื้อกิจการในประเทศญี่ปุ่น 139.9 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจากการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ และมีการบันทึกกําไรพิเศษจากการดำเนินงานในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศฟิลิปปินส์จำนวน 53.1 ล้านบาท ขณะที่ งวดครึ่งปีแรกปี 61 มีกำไรสุทธิ 770.14 ล้านบาท ลดลง 25.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,039.66 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งสิ้น 66.7 ล้านบาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ลดลง 27.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิประมาณ 419 ล้านขณะที่ไตรมาสที่ 2/61 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 33,388 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.8% เทียบกับสิ้นปีก่อน สำหรับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 18,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% เทียบกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.32 เท่า ณ สิ้นไตรมาส เพิ่มขึ้นล็กน้อยจาก 1.23 เท่า ณ สิ้นปีก่อน

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 บริษัทฯ ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปภัมภ์ (อผศ.) ของบริษัทฯ ที่จังหวัดสระบุรีและกาญจนบุรี ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(ซีโอดี) ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา และเริ่มรับรู้รายได้ด้วยอัตราการรับซื้อไฟฟ้าแบบฟีดอินทารีฟ(FiT) ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยมีกำลังการผลิตตามสัญญาที่ 8.94 เมกะวัตต์

ส่วนการขยายธุรกิจยังคงเป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ อาทิ การดำเนินการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในโครงการต่างๆ  การดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ โดยโครงการนี้ได้รับอัตราการรับซื้อไฟฟ้าแบบอัตราส่วนเพิ่ม (adder) ที่ 3.5 บาท จากค่าไฟฐาน
 


ก็ ๑๐ ปีแล้ว......... นึกย้อนทีไร บาดแผลอัปยศเมื่อครั้งไทยเป็น "ประธานอาเซียน" เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ปวดแปลบทีนั้น! ยิ่งเห็นประเทศไทย โดย "พลเอกประยุทธ์" ในฐานะนายกฯ รับมอบตำแหน่ง "ประธานอาเซียน" ต่อจาก "นายลีเซียนลุง" นายกฯ สิงคโปร์ เมื่อ ๑๕ พ.ย.๖๑

ไม่มีอะไรที่"ทำแล้ว"คนไม่ต้าน
จาก 'มิ่งขวัญ' ถึงคน 'หน้านิ่ง'
'ดูเขา-ดูเรา' ประชาธิปไตยใบสั่ง
ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย