ทวงสัญญา'แบม'ไม่ได้งาน 'ไก่อู'แจงเข้าปปท.เร็วๆนี้


   

    เราจะทำตามสัญญา? "น้องแบม" ทวง พม. ไหนบอกจบแล้วได้งานทำเลย โทร.ไปหาได้รับคำตอบให้สมัครสอบตามขั้นตอน แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ เศร้าเหมือนถูกทอดทิ้ง เผยยังหวาดระแวงจากการถูกข่มขู่ 
ขณะที่ "วิษณุ" ฟุ้งผลงานเงินทอน โกงคนจน ระบบราชการใสสะอาด ป.ป.ช.โต้ "ประมนต์" ยันทำงานเร็วไม่ตามกระแส
    เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือ น้องแบม อดีตนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตโครงการสงเคราะห์ผู้ป่วยยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จนมีการตรวจสอบและพบว่ามีการทุจริตจริง ก่อนมีการขยายผลตรวจสอบไปในภาพรวมทั่วทั้งประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สำเร็จการศึกษาแล้ว และมหาวิยาลัยรังสิตได้ประสานเรื่องการให้ทุนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทตามที่เคยแจ้งไว้ และได้ศึกษาต่อเทอมแรกที่วิทยาลัยนวัตกรรม สาขาผู้นำสังคม ธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    ส่วนการทำงานตามที่ภาครัฐและเอกชนเคยบอกไว้นั้น ขณะนี้โรงแรมโฆษะได้รับเข้าทำงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ส่วนกระทรวงหรือหน่วยงานราชการที่เคยแจ้งไว้ว่าจะรับเข้าทำงานนั้น ได้รับการติดต่อจากค่ายประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี เพื่อรับเข้าทำงาน แต่เนื่องจากว่าปัจจุบันสุขภาพของบิดามารดาไม่แข็งแรง บิดาต้องเดินทางไปพบแพทย์บ่อยครั้ง อีกทั้งมีความตั้งใจว่าอยากเป็นนักพัฒนาชุมชนที่ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยากไร้ตามชนบท จึงไม่ได้เข้าทำงานตามที่ถูกเรียกตัว
    “ได้ประสานไปยังผู้ใหญ่ในกระทรวง พม.ตามที่เคยรับปากไว้ต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าเมื่อเรียนจบจะรับเข้าทำงาน และถ้าพร้อมทำงานให้โทรศัพท์แจ้งได้ ซึ่งผู้ใหญ่ในกระทรวง พม.ได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เมื่อเคลียร์ทุกอย่างลงตัว จึงโทรศัพท์ไปหา พร้อมแจ้งความประสงค์ว่าอยากทำงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น แต่คำตอบที่ได้คือ ถ้ามีประกาศรับสมัครคนเข้าทำงานให้สมัครเข้ามาตามขั้นตอน และสอบตามขั้นตอน แต่ยังไม่ทราบว่าจะประกาศรับสมัครเมื่อใด คำตอบที่ได้ทั้งทางโทรศัพท์และทางไลน์ ทำให้รู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ เพราะเมื่อเปรียบกับผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษรายอื่นๆ ตัวเองเหมือนถูกทอดทิ้ง ทำให้รู้สึกน้อยใจเหมือนกันที่ไม่เป็นไปตามที่หวังและที่ได้ยินจากปากของผู้ใหญ่ที่ได้กล่าวไว้ต่อหน้าผู้นำประเทศ” 
    น.ส.ปณิดากล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันครอบครัวยังต้องอยู่อย่างระมัดระวังตัวกว่าเดิม ถึงแม้การข่มขู่จากเสียงที่มองไม่เห็นไม่มีมานานแล้ว แต่ยังคงหวาดระแวง เพราะไม่รู้ว่าในสังคมที่เราเจอ มีใครเป็นมิตรหรือแอบแฝงอะไรอยู่หรือไม่
    นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า นี่คือระบบของข้าราชการไทยที่ไม่ดี แต่ถ้ามีผู้ใหญ่ฝากไปก็จะได้ทันที เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของพล.อ.ประยุทธ์ แต่จริตของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่มีสัจจะ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ สั่งคำไหนคำนั้นอย่างแน่นอน มีอำนาจเต็มตาม ม.44 ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ แต่เรื่องนี้อาจจะช้าสักหน่อย เพราะ น.ส.ปณิดาเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่นามสกุลใหญ่โต กอปรกับระบบข้าราชการเช้าชามเย็นชามอยู่แล้ว ไม่ใช่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างที่โฆษณาไว้ แต่สุดท้ายในระบบราชการต้องมีที่ว่างสำหรับบัณฑิตที่มีอุดมการณ์อย่าง น.ส.ปณิดา
    วันเดียวกันนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) การเสริมสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐ 4 หน่วยงาน ได้แก่ นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน, นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
    จากนั้นนายวิษณุกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ประชาชน ภาครัฐโปร่งใส ร่วมพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา มีรายงานว่ามีการทุจริตใหญ่เป็นคดีความอยู่กว่า 30 เรื่อง บางเรื่องมีมูลค่ามหาศาลเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการมันสำปะหลัง โดยเมื่อรายงานคณะรัฐมนตรีแล้ว ก็ได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ย้ำว่ารัฐบาลใส่ใจกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้รวดเร็วในพริบตาเดียว หากไม่ปรับปรุงวิธีการทำงาน 
    ดังนั้นวันนี้จึงต้องเสริมคน เงิน และอำนาจเข้าไป แต่ก็ยังไม่พอ เพราะที่สำคัญจะต้องสร้างเครือข่ายทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ประชาสังคม และประชาชน ฉะนั้นทุกหน่วยงานจึงต้องแสวงหาความร่วมมือ ขออย่าท้อถอยต่อการแก้ปัญหาการทุจริต เราจะต้องทำให้เข้มแข็งขึ้น มีช่องโหว่ต้องอุด มีช่องว่างต้องเอาอะไรมาถม เหมือนกับที่ ป.ป.ช.ตั้งเป้าว่า ในปี 2564 ประเทศไทยต้องได้คะแนนดัชนีการทุจริต (ซีพีไอ) 50 คะแนน เพราะมีผลอย่างมากต่อการลงทุนของต่างชาติ
    รองนายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกัน การที่มีข่าวตรวจสอบทุจริตที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นคดีเงินทอนวัด เงินใต้โต๊ะ หรือเงินคนไร้ที่พึ่ง พยายามขุดคุ้ยเรื่องเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย แต่ต้องทำ เชื่อว่าจะสำเร็จได้ หากทำได้ระดับหนึ่ง ก็จะทำให้ระบบราชการใสสะอาดและประเทศดีขึ้น
    หลังจากนั้น นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสวนาในหัวข้อ “เครือข่ายเข้มแข็ง ภาครัฐโปร่งใส ใครได้ประโยชน์” ตอนหนึ่งว่า ตอนนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เปิดตำแหน่งไว้จำนวน 100 อัตรา เพื่อรองรับผู้ที่ถูกปรับย้ายจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 เพื่อเปิดทางตรวจสอบการทำงาน หรือถูกร้องเรียนในประเด็นต่างๆ ซึ่งขณะนี้ใช้ไปแล้ว 40 อัตรา เหลืออีก 60 อัตรา โดยต้องถูกย้ายให้มานั่งทำงานภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล แต่ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวคับแคบไม่เพียงพอ จึงได้ไปเช่าพื้นที่ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เพื่อรองรับกรณีมีผู้ถูกโยกย้ายตามคำสั่งดังกล่าวเพิ่มเติมแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอให้ข้าราชการและผู้ปฏิบัติงานทำงานบนหลักธรรมาภิบาลและโปร่งใส
    นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ระบุการทำงานของป.ป.ช.ล่าช้าว่า การทำงาน ป.ป.ช.ไม่ได้ล่าช้าตามที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เพราะยึดหลักการในเรื่องหลักฐานที่จะต้องมีเวลาและขั้นตอน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทำให้บางครั้งจะต้องใช้เวลา เช่น เรียกพยานมาสอบ บางครั้งพยานจะขอเลื่อน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ต้องการให้ ป.ป.ช.ทำงานเร็วขึ้น คือทำงานให้แล้วเสร็จภายในสองปี ขยายได้ 1 ปี ไม่เกิน 3 ปี ก็จะทำให้ ป.ป.ช.ทำงานเร็วขึ้น มีการวางกฎเกณฑ์ ระเบียบใหม่ เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่สำคัญ โดยไม่กระทบความเป็นธรรม  
    เขายังกล่าวถึงความคืบหน้าคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่าอยู่ระหว่างการรอหลักฐานจากต่างประเทศ เพราะได้มีการส่งหนังสือไปยังต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลนาฬิกาที่สมบูรณ์ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
    อย่างไรก็ตาม นายวรวิทย์ไม่ยอมพูดถึงความเห็นของนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. ที่เปรียบเทียบเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 (GT200) เหมือนพระเครื่องว่า เป็นความคิดของท่าน อย่าให้ตนไปพูดถึงความเห็นนี้เลย
    ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อฟังเหตุผลของกรรมการ ป.ป.ช.ท่านนั้นแล้วรู้สึกช็อก หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก เราจะจับทุจริตได้อย่างไร หรือคือวิธีดองเรื่อง หรือสองมาตรฐาน นึกไม่ถึง ป.ป.ช.ใช้เวลานานหลายปียังชี้มูลความผิดคดี GT200 ไม่ได้ เพราะจากความเชื่อดังกล่าวอย่างนั้นหรือ สำหรับการตรวจสอบ GT200 ในต่างประเทศ ศาลอังกฤษได้ตัดสินจำคุกประธานบริษัทผู้จำหน่าย  GT200 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาฉ้อโกง ยึดทรัพย์อีกเกือบ 400 ล้าน เพราะตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่าเป็นสินค้าหลอกลวง ไม่มีคุณภาพตามโฆษณา โดยหลังศาลอังกฤษตัดสินคดีดังกล่าว คนไทยเรียก GT200 ว่า ไม้ล้างป่าช้าลวงโลก
    "สังคมคาดหวังการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.อย่างเที่ยงตรง ไม่สองมาตรฐาน ที่สำคัญศาลอังกฤษได้ลงโทษจำคุกผู้ผลิตฐานผลิต GT200 สินค้าลวงโลกไปนานแล้ว  แต่องค์กรในการตรวจสอบของประเทศไทยยังมะงุมมะงาหราแค่การตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว จึงไม่แปลกใจที่จะถูกวิพากษ์ว่าสองมาตรฐาน แล้วบ้านเมืองจะเรียกว่าปกครองโดยธรรมได้อย่างไร ทางแก้ ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ด้วยการตรวจสอบอย่างมีองค์ความรู้ ยุติธรรม ไม่สองมาตรฐาน บ้านเมืองถึงจะได้ชื่อว่าปกครองโดยธรรม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในการสร้างความปรองดองของประชาชนในชาติ" นายชวลิตกล่าว
    นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน 35 กล่าวว่า ตามที่นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันออกมาให้คะแนนรัฐบาลเรื่องต่อต้านการทุจริตเต็ม 100 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 และภาคประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง รัฐบาลสอบตกเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนยังคาใจในปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันรัฐบาลนี้หลายเรื่อง เช่น เรื่องนาฬิกา พล.อ.ประวิตรที่ ป.ป.ช.ยังยื้อเวลาการตรวจสอบ ปัญหาการทุจริตในองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) เรื่องการขุดลอกคลอง ปัญหาการทุจริตช่วยคนลำบากของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปัญหาทุจริตในกระทรวงศึกษาฯ ข้อสงสัยปัญหาทุจริตในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ปัญหาการเอื้อประโยชน์นายทุนขนาดใหญ่ ปัญหาทุจริตร้านธงฟ้าประชารัฐขายเกินราคา ปัญหาการเอาที่ดินมักกะสันรวมเข้ากับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัญหาทุจริตในกองทุนอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงาน ปัญหาการซื้อหุ้นเหมืองถ่านหิน และปัญหาทุจริตโรงไฟฟ้าชีวมวลของกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น.


ท่าจะรอดยาก เรื่องตัวเองยังไม่รู้ แล้วจะให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไรกัน ครับ...วานนี้ (๑๘ ตุลาคม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน

ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา
ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี
ความพิเศษของ "บิ๊กแดง"