สามมิตร...ไร้มิตร


   

      กลุ่มสามมิตร เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ 3 นักการเมืองใหญ่คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ผู้มีบารมีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ช่วยกันวางแผนและหาผู้สมัคร ส.ส.บรรจุพรรคพลังประชารัฐ ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ด้วยเกมการเมืองสร้างสรรค์ มุ่งความปรองดองลดความขัดแย้ง และเป็นมิตรกับทุกพรรคการเมือง

      แต่บัดนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ นอกจากหามิตรทางการเมืองไม่เจอแล้ว ยังเปิดศึกกับมหามิตรอย่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่วิเคราะห์กันว่าได้ทำสัญญาหมั้นล่วงหน้าหลังนายเนวิน ชิดชอบ เปิดบ้านบุรีรัมย์รับ ครม.บิ๊กตู่เมื่อวันที่ 7-8 พ.ค.ที่ผ่านมา อย่างยิ่งใหญ่อลังการ

      สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการเมืองแบบเก่า ที่ส่ง “แรมโบ้อีสาน" นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต นปช.สายฮาร์ดคอร์ และแนวร่วมกลุ่มสามมิตรเปิดฉากให้ กกต.ยุบพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างว่าผู้สมัคร ภท.ในจังหวัดนครราชสีมาเก็บบัตรประชาชนล่วงหน้า

      ล่าสุดผู้มีอำนาจในกลุ่มสามมิตร ผู้เกี่ยวโยงกับโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือโครงการ EEC ส่งสมาชิกกลุ่มสามมิตรระดับปลายแถว จ.สุรินทร์ และ จ.ร้อยเอ็ด เวียนหน้าขึ้นมาถล่มนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังเสนอความโครงการ EEC ขอให้นำกฎเกณฑ์ใน EEC ไปปรับใช้กับส่วนอื่นของประเทศ ทุกจังหวัดจะได้น่าลงทุนเท่ากันหมด  โดยที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านโครงการแต่อย่างใด  และดูจะเป็นการติเพื่อก่อ มิใช่ยอเพื่อทำลาย

      แต่ผู้มีอำนาจกลับใจแคบ รับไม่ได้ คอมเมนต์ไม่ตรงกับใจ ทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้ควรจะคิดถึงงานใหญ่ “สงบ นิ่ง” มิใช่เปิดเกมทำลายล้างไม่เว้นแม้แต่มหามิตรตัวเอง

      เนื่องจากสิ่งที่กังวลและน่าห่วงกว่าคือ ฝ่ายตรงข้าม อาจหยิบปัญหาโครงการ EEC ที่เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง จากภาควิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรวิชาชีพต่างๆ มาจุดชนวนดิสเครดิตรัฐบาล คสช.ในช่วงเลือกตั้ง

      อาทิ เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติทำสัญญาเช่าที่ดินครั้งแรกได้ไม่เกิน 50 ปี และขยายเวลาได้ไม่เกิน 49 ปี รวม 99ปี คือข้อกล่าวหา ขายชาติหรือไม่, ให้สิทธิพิเศษต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพสถาปนิก วิศวกรต่างด้าวไม่ต้องมีใบอนุญาต หรือขอจดทะเบียน และยังยกเว้นการรับโทษกฎหมายอาญา มาตรา 227 หากผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาตกระทำการให้เกิดความเสียหาย ไม่ต้องจำคุกรวมถึงปรับขั้นรุนแรง โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ายกอำนาจอธิปไตยให้ต่างชาติไปแล้วหรือไม่

      ต่อด้วยเปิดศึกแย่งชิงน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรม โดยที่ประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเพราะขาดการมีส่วนร่วม และเปิดให้พัฒนาอุตสาหกรรมหนัก โดยไม่สนใจต้นทุนเดิมในพื้นที่ เช่น ท่องเที่ยว ประมง เกษตร  สุขภาพ ที่อาจก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เกิดมลพิษทั้งทางน้ำ ทางทะเล ทางบก และทางอากาศ เป็นต้น

      กลับมาที่สถานการณ์การเมืองก็น่าวิตก แม้ผลโพลจะยืนยันว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำอันดับหนึ่ง แต่หากไปดูความนิยมพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยยังมัดใจคนส่วนใหญ่เช่นเดิม    

      แม้กลุ่มสามมิตรพยายามปั่นตัวเลขว่าชนะเลือกตั้ง 200 เสียง ด้วยแนวทางหาเสียงแบบเนียนๆ อ้างรับฟังปัญหาจากชาวบ้าน พร้อมพลังดูด ส.ส.ฝ่ายตรงข้าม ควบคู่กับรัฐบาล ลุงตู่ อัดฉีดงบประมาณผ่านโครงการประชารัฐ และไทยนิยมยั่งยืนอย่างเข้มข้น ผ่านบัตรสวัสดิการคนจน 11.4 ล้านคนทุกสัปดาห์ 

      ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐ ที่มีเครื่องหมายเผด็จการ จะได้เสียงตามที่คุยโวโอ้อวดเอาไว้ เว้นเพียงทหารซื่อๆ อ่อนชั้นการเมือง อาจหลงกลและถูกหลอกจากเขี้ยวลากดินที่ยืนอยู่ข้างกาย 

      ตรงกันข้ามกับนักการเมืองต่างๆ กลับถูกบีบด้วยกฎ กติกา และกฎหมาย พร้อมวิชามารสารพัด ผลักให้ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม หลัง คสช.เปลี่ยนบทบาทจากกรรมการ มาเป็นคู่แข่งขันเสียเอง จนเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจาก 2 ขั้วพรรคการเมืองใหญ่ทันที  

      ล่าสุด นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวในงานเสวนาแห่งหนึ่ง จุดพลุชักชวนพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านร่วมกันเพื่อต้านเผด็จการทหาร เช่นเดียวกับท่าทีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำชัดทุกครั้งว่า ไม่ขอร่วมงานกับการสืบทอดอำนาจโดย คสช.ทุกรูปแบบ

      ย้อนกลับมาดูกลไกของรัฐธรรมนูญ 60 ได้ถูกออกแบบมาให้เกิดรัฐบาลผสม ป้องกันเสียงข้างมากเด็ดขาด  ฉะนั้นหากพรรคพลังประชารัฐโดยกลุ่มสามมิตรไม่ได้ร่วมจับมือกับพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งและพรรคขนาดกลาง ก็เกิดปัญหาทันที เพราะเสียงอาจไม่ถึง 250 เสียง เพราะไร้นั่งร้านที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ   

      จนอาจเหลือตัวเลือกสุดท้าย โดยพรรคพลังประชารัฐ ต้องพยายามรวมเสียงพรรคขนาดกลาง พรรคเล็กพรรคน้อย อาทิ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคประชาชนปฏิรูปของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ไม่ทราบจะมี ส.ส.จำนวนเท่าไหร่หลังเลือกตั้ง    ไปรวมกับ ส.ว. 250 ที่แต่งตั้งจาก คสช. ให้เสียงเกิน 376 เสียง ดันก้น พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำอีกครั้งภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อย และสุดท้ายต้องจบชีวิตทางการเมืองเพราะแพ้เสียงสภาล่าง 

       ดังนั้น ก่อนยุทธศาสตร์ 20 ปีของ คสช. จะพังทลายก่อนวันเลือกตั้ง กลุ่มสามมิตรควรเลิกสร้างศัตรูและกลับมารักษามหามิตร เริ่มต้นจากพรรคภูมิใจไทยเป็นอันดับแรก มิใช่มุ่งกดหัวให้หมอบราบคาบอย่างที่เป็นอยู่.


"แอมเนสตี้" ถอด "อองซาน ซูจี" พ้นทูตแห่งมโนธรรมสำนึกเห็นหัวข่าวนี้ปุ๊บ.........ความรู้สึกตอบสนองเกิดกับผมปั๊บ "โธ่...ไอ้องค์กรสถุล"!

ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย
"เลือกตั้ง" มีอะไรมากกว่าที่คิด?
จากบ้อง(ทำท่า)สู่อุตสาหกรรม
'กัญชากับท่าทีใหม่รัฐบาล'