ทุ่มงบแจกรากหญ้า นำร่อง200ล.ผุดสภาตำบลแก้จน/'สะสมทรัพย์'โผล่ภท.


เพิ่มเพื่อน    

 

     "บิ๊กตู่" แจงตั้ง "สนธยา" นั่งนายกฯ พัทยาเพื่อความเหมาะสม เลือกคนคุ้นเคยพื้นที่ให้ดู "อีอีซี"  อย่ามองทุกเรื่องการเมืองไปหมด อดีต ส.ส.หญิง ปชป.เตือนใช้ ม.44 สร้างฐานอำนาจตัวเองจะเป็นโทษมหันต์   จับตารัฐบาลตั้ง “สภาพัฒนาตำบล” ผุดกองทุนพัฒนาเชิงพื้นที่โครงการละ 1-2 แสนบาท ประเดิม 10 จว.ยากจน "นิกร" ชี้ความต่างรัฐบาล คสช.ช่วงเลือกตั้งมีอำนาจเต็ม แถมมี ม.44 ระวังใช้อำนาจบาดมือตัวเอง "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ภูมิใจไทย 2 ต.ค.เปิดตัวตระกูล “สะสมทรัพย์” พร้อมดูด “ชาดา-ลูกชายไพโรจน์” โผล่ซบ  
     ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 26 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงคำสั่ง คสช.ที่ 15/2561 แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง ดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา แทน พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี ว่าเรื่องการแต่งตั้งใครก็ตามอย่างเช่นที่พัทยา จะเห็นว่าครั้งที่แล้วตนก็แต่งตั้งขึ้น แต่วันนี้ปรับย้าย ไม่ใช่เพราะเขามีความผิดอะไร เพียงแต่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ผ่านมาอาจจะเน้นเรื่องความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก ขณะนี้กำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจ เรื่องโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนที่มีความชำนาญเรื่องเหล่านี้ มีความคุ้นเคยกับพื้นที่ ก็มีคนอีกเยอะแยะ ก็ให้ทำไปก่อน เพราะนี่เป็นการแต่งตั้งด้วยอำนาจที่ตนทำไป วันหน้าก็เปลี่ยนแปลงได้หมด
    "ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองหมดสิ เพราะถ้ามองเป็นการเมืองไปหมดก็ทำอะไรไม่ได้ ขยับอะไรก็เป็นการเมืองหมด ไม่ได้หรอก เพราะคนที่ทำงานก็มีอยู่ไม่กี่คนที่จะเข้ามาช่วยผม มันมีอีกเยอะไหม หลายคนก็เป็นห่วงเป็นใยผมว่าทำไมต้องเอาคนโน้นคนนี้เข้ามา แต่ผมถามแล้วท่านจะเข้ามาเองไหม เขาก็ไม่เข้า ก็โอเค ผมก็รับฟังทุกท่าน ก็คอยดูแล้วกันว่าทำได้ดีหรือไม่ดีอะไรมา พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอด"
    ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิเคราะห์ว่าการแต่งตั้งครั้งนี้เพราะกลุ่มชลบุรีสนับสนุนนายกฯ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นตนก็ต้องตั้งให้ทุกคนเลยสิ เขาสนับสนุนตนตรงไหนยังไม่รู้เลย เพราะตนยังไม่ได้อยู่ตรงไหน เดี๋ยวถ้าไปกลุ่มนั้นกลุ่มนี้สนับสนุนตน ก็ต้องมาตั้งคนทุกกลุ่มเลยสิ มันคนละเรื่องกันมั้ง ตนก็รู้จักคุ้นเคยกับคนในพื้นที่มาก่อน อยู่ชลบุรีมา 10-20 ปีมั้ง
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ที่นายกฯ ใช้ ม.44 ตั้งนายสนธยาเป็นนายกเมืองพัทยา จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งว่า ไม่มีอะไร เพราะนายสนธยาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีมานาน นายกฯ เลยอยากให้มาปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว เพราะตอนนี้ดูแล้วมันยังไม่ค่อยดี นายกฯ ท่านได้พิจารณาแล้วว่า นายสนธยามีความเหมาะสมที่จะทำในตรงนี้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ รวมทั้งมีความรู้ในการพัฒนาเศรษฐกิจด้านตะวันออก (EEC) เป็นอย่างดี ส่วนจะเป็นการสะท้อนในเรื่องของพรรคพลังชลในอนาคตหรือไม่นั้น ก็ชัดอยู่แล้วว่าพรรคพลังชลก็มาทำงานกับทางรัฐบาล อยู่แล้ว
    ด้านนายสนธยาให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง นายกเมืองพัทยา โดยตนก็จะเข้าไปทำหน้าที่ภายในสัปดาห์นี้เลย เมืองพัทยาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอีอีซี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน พัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยจะมีการเรียกหัวหน้าส่วนราชการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยรอบเข้ามาร่วมมือ จัดให้มีกิจกรรมภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร จัดทำโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาเมืองให้ทันสมัยระดับนานาชาติ 
ม.44 สร้างฐานอำนาจ
    ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เป็นอีกหนึ่งเหตุผลหรือไม่ ที่ท่านนายกฯ ไม่ลาออกจากหัวหน้าคสช. แม้จะสนใจจะเล่นการเมือง เพราะได้ใช้มาตรา 44 ไปเรื่อยๆ ก่อนเลือกตั้ง เช่น คราวนี้ใช้ปลดนายกเมืองพัทยา แล้วตั้งนายสนธยาเป็นนายกเมืองพัทยาแทน ก่อนหน้านี้เคยปลดคนนามสกุล "คุณปลื้ม" ตอนนี้กลับมาปลื้ม "คุณปลื้ม" คืออยากจะปลดก็หาเหตุมาปลด อยากจะตั้งก็หาเหตุมาตั้ง มาตรา 44 ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษควรใช้อย่างมีเหตุผล ขอให้ใช้อำนาจพิเศษนี้โดยชอบธรรม ไม่ใช่ใช้ตามความชอบใจ เพราะมาตรา 44 ควรใช้เพื่อแก้ปัญหาจำเป็นเร่งด่วนที่คาราคาซังในระบบราชการที่เรื้อรัง แก้ไม่ได้ในเชิงโครงสร้างของระบบก็คงจะเกิดประโยชน์ แต่กลับถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะกับนักการเมืองหน้าเดิมที่ท่านเองเคยรังเกียจเดียดฉันท์เพียงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในการสร้างฐานอำนาจให้ตัวเองก็จะเป็นโทษมหันต์
    ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ครั้งที่ 6/2561 ภายหลังการประชุม นายกอบศักดิ์แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง พ.ศ..... โดยเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและแผนการปฏิรูปประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนระดับตำบล ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ ให้ชุมชนได้ส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริมภูมิปัญญา ฯลฯ โดยจัดให้มีสภาพัฒนาตำบล เป็นกลไกในการปรึกษาหารือ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการให้ความเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมของหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
    “สภาพัฒนาตำบลจะเป็นเวทีของชุมชน หน่วยงานราชการ ในการรวมตัวปรึกษาหารือ ประสานงาน ดำเนินการจัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของของสมาชิกในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน ถือเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยในชุมชน โดยจะเสนอที่ประชุม ครม.ภายใน 2 เดือนนับจากนี้” 
    นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาคน โดยดำเนินโครงการในลักษณะกองทุนสำหรับการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างผู้นำชุมนุมที่มีศักยภาพ สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน เน้นให้คนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและคัดเลือกโครงการเพื่อพัฒนาชุมชน โดยให้มีการตั้งกองทุนสำหรับการพัฒนาเชิงพื้นที่ งบประมาณเริ่มต้น 2,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ช่วงปีแรกจะเริ่มดำเนินการกับจังหวัดที่ยากจน 10 จังหวัด 700 ตำบล งบประมาณไม่เกินตำบลละ 500,000 บาท หนึ่งตำบลสามารถเสนอได้ ไม่จำกัดโครงการภายใต้กรอบงบประมาณ ทั้งนี้ จะเสนอขอความเห็นชอบ ครม.ภายใน 2 เดือนนี้
    ต่อมา ผอ.สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งสื่อมวลชนเพื่อขอแก้ไขตัวเลขเรื่องสภาพัฒนาตำบลว่า งบประมาณของสภาตำบล ขอแก้ไขเป็นงบประมาณเบื้องต้นในปีแรก 200 ล้าน (ไม่ใช่ 2,000 ล้าน) โดยจะให้กับโครงการ โครงการละ 1-2 แสนบาท (ไม่ใช่ตำบลละ)
    ขณะที่นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ไม่ปิดกั้นรัฐมนตรีไปร่วมงานกับพรรคการเมืองว่า โดยพฤตินัยหรือโดยข้อกฎหมายแล้วไม่มีปัญหาใดๆ แต่มีข้อพิจารณาอยู่ว่าประเด็นที่อ้างอิงว่ารัฐบาลก่อนๆ เขาทำกันนั้น รัฐบาลชุดก่อนเป็นรัฐบาลรักษาการถูกต้องตามกฎหมาย อำนาจในการกำหนดงบประมาณแผ่นดิน การทำโครงการใหญ่ การแต่งตั้งโยกย้าย ไม่มี ยกเว้นกรณีที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องขอพิเศษจาก กกต. 
    "แต่ในกรณีรัฐมนตรีรัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการตามนัยที่ว่านั้น แต่เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ดังนั้น เท่ากับว่าในการกำหนดงบประมาณ หรืออนุมัติโครงการใดทำได้เต็มที่ การแต่งตั้งโยกย้ายใดก็ทำได้เต็มที่ เพราะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ นอกจากนั้นยังมีมาตรา 44 ที่เป็นตัวอำนาจเต็มอยู่อีก ที่ครอบคลุมทุกมิติด้วย การใช้อำนาจใดๆ จึงต้องพึงระมัดระวังอย่างยิ่ง อาจจะเกิดปัญหาในเรื่องความชอบธรรมในวงกว้างขึ้นมาก็ได้ สิ่งที่จะต้องระมัดระวังมากกว่านี้ คือเหมือนการถือดาบเปล่าที่ไม่มีฝักอยู่ในมือ ซึ่งมันคมมากเดี๋ยวจะบาดมือเข้า อาจเป็นผลลบที่สะท้อนถึงรัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษนี้อยู่ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก” นายนิกร กล่าว
มั่นใจ"บิ๊กตู่"ลุยการเมือง
    ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า ในการประชุมสภากลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ประธานที่ประชุม ได้ให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพเตรียมสนับสนุนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในการจัดเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป ให้เกิดความเรียบร้อยและเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับ เชื่อมั่นจากทุกฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ ขอให้เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน ได้ร่วมเรียนรู้บทเรียนและร่วมรักษาบรรยากาศความรักความสามัคคีของสังคมในทุกพื้นที่ไปด้วยกัน เพื่อมิให้เกิดเงื่อนไขและอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง 
     พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศสนใจด้านการเมืองว่า ในส่วนของตนนั้นต้องดูว่านายกฯ มีอะไรจะใช้เราหรือไม่ ถ้าไม่มีก็กลับบ้าน ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกฯ ในส่วนทหารและความมั่นคงนั้น ก็มีคนช่วยดูแลเยอะแยะ ส่วนเรื่องที่จะโดนแรงเสียดทานนั้น คงไม่มีอะไร ทำงานผ่านมา 4 ปี ก็โดนมาเยอะแล้ว คิดว่ามีความแข็งแกร่งพอ เพราะโดนมาเยอะและคงจะรับได้ 
    “ผมสนับสนุนนายกฯ เล่นการเมือง ส่วนจะสังกัดพรรคการเมืองใดนั้น ก็เป็นเรื่องของนายกฯ เอง และผมก็ไม่มีความเป็นห่วงอะไรนายกฯ เพราะมั่นใจในตัวนายกฯ" 
    เมื่อถามว่า หากไม่มีอำนาจพิเศษแล้วลงไปเล่นการเมืองแบบประชาธิปไตยจะเกิดแรงปะทะหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่เป็นอะไร เพราะเป็นเรื่องของความจริง ส่วนการตอบรับจากประชาชน หากดูผลสำรวจของโพล ก็คิดว่าน่าจะดี เพราะเป็นการสำรวจผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา 4 ปี เมื่อนายกฯ ทำให้ประชาชนรัก และท่านอยากจะสานงานต่อ ก็ไม่เห็นมีอะไรที่ท่านจะทำอีก 4 ปี คนที่ตั้งใจทำไว้ก็กลัวที่จะเสียของ และคนที่จะมาทำต่อก็ไม่รู้ว่าจะทำเสียหรือเปล่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะให้การต้อนรับหรือเปล่า หากนายกฯ ชวนชงเล่นการเมืองก็จะขอดูก่อน หากให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองตนไม่อยากเป็น เพราะไม่อยากเล่นการเมือง แต่มาทำการเมืองให้ได้ 
    ถามว่า ในส่วนของรัฐมนตรีที่มาเล่นการเมือง จำเป็นจะต้องลาออกจากรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เขาคงไปทำงานด้านธุรการ เพื่อเป็นการวางฟอร์มพรรค คิดว่าไม่น่าจะไปเล่นเรื่องของการเมือง ซึ่งคิดว่าเขาก็คงระมัดระวังตัวและรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอะไร 
    ส่วนจะมีการเรียกประชุม ครม.-คสช.และ สนช. เพื่อทำแผนการเลือกตั้งตามคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่ต้อง แต่เราจะมีการเชิญพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยอีกรอบหนึ่ง แต่ยังไม่ระบุวันและระยะเวลา โดยมีนายกฯ เป็นประธาน เพราะยังมีเวลาอีก 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมกดปลดล็อกช่วงเดือนธันวาคม 61 เพื่อจะเป็นการกำหนดวันปลดล็อกว่าวันที่เท่าไร
     มีรายงานจากสำนักงาน กกต.ระบุว่า มีพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองตอบรับเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจการแก่พรรคการเมืองและผู้ขอแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ที่สำนักงาน กกต. จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 ก.ย.นี้แล้ว
    นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.) เปิดเผยว่า ระหว่างนี้ก่อนถึงวันประชุมใหญ่ 2ตุลาคม ยังมีประชาชนสนใจทยอยสมัครสมาชิกพรรคอย่างต่อเนื่อง แต่ในวันประชุมใหญ่ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 09.00 น. จะมีสมาชิก 500 คนเข้าร่วม แต่จะใช้สมาชิก 300 คนในการโหวตรับรองกรรมการบริหาร จะมีการเพิ่มเติมกรรมการบริหารจากเดิมที่มีอยู่ 9 คน ให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงกรรมการชุดเดิมที่มีอาจมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งให้เหมาะสมตามหน้าที่ แต่ที่จะยังคงไว้แน่นอนคือตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่มีคุณอนุทิน ชาญวีรกูล และเลขาธิการพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และในวันประชุมใหญ่ จะมีผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรคเดินทางมาด้วย ซึ่งจะเป็นใครต้องมารอดูว่าจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์" หรือไม่ 
"สะสมทรัพย์"ซบ ภท.
    มีรายงานว่า ในการประชุมใหญ่พรรค ภท. ในวันที่ 2 ต.ค. ที่ทำการพรรค ภท. จะมีบรรดาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บางส่วนมาแสดงตัว โดยเฉพาะจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์เป็นนักการเมืองดังแห่ง จ.นครปฐม ตระกูลสะสมทรัพย์ นำโดยนายไชยา สะสมทรัพย์ อดีต รมว.สาธารณสุข มาร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรค ภท. เนื่องจากเป็นพรรคที่ดำเนินการเมืองสายกลาง เน้นความปรองดอง  และไม่เป็นปรปักษ์กับ คสช. แม้จะมีการโชว์ภาพก่อนหน้านี้ 4 พี่น้องตระกูลสะสมทรัพย์จะเคยถ่ายรูปร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์และคณะ คสช.ในระหว่างมาตีกอล์ฟนิกันติ ต.ธรรมศาลา อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม เมื่อช่วงเดือน ธ.ค.60 มาก่อนหน้านี้ก็ตาม อีกทั้งพรรค ภท.ที่สำคัญไม่มีภาพเผด็จการที่ชัดเจน ที่จะกระทบต่อฐานเสียง เพราะชาวบ้านยังไม่ชอบทหาร นอกจากนี้ การย้ายมา ภท.ยังเป็นการประนีประนอมกับพรรคเพื่อไทย และลดความขัดแย้งกับนายทักษิณ ชินวัตร อีกทางด้วย
    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอนุทินได้เดินทางไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดปีที่ 66 ของนายไชยา ที่บ้านพัก จ.นครปฐม บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น  ขณะเดียวกันตระกูลสะสมทรัพย์ยังมีความสัมพันธ์กับนายเนวิน ชิดชอบ เป็นอย่างดี  ในสมัยที่นายเนวินและคนในตระกูลชิดชอบประสบวิบากกรรมคดีกล่าวหาว่าซื้อเสียงใน จ.บุรีรัมย์ จนเป็นที่อื้อฉาวในปี 2538  และไม่มีพรรคใดกล้ารับเข้าเป็นสมาชิก แต่ในขณะนั้น ตระกูลสะสมทรัพย์ได้อ้าแขนรับเข้ามาอยู่พรรคเอกภาพในปี 2539 จนสามารถทำให้คนในตระกูลชิดชอบกลับเข้ามาเป็น ส.ส.อีกครั้ง
    ในวันดังกล่าวคาดว่ายังมีการเปิดตัวนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทย ที่จะย้ายมาร่วมงานพรรค ภท. เพราะมีความสัมพันธ์อันดีกับนายเนวิน และสายสัมพันธ์อันดีกับบิ๊ก คสช.ด้วย
    ยังมีรายงานว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา และบุตรชายว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตแกนนำกลุ่ม 3 พี และ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (อบจ.) จะเข้าร่วมสังกัดด้วย เนื่องจากยังหาพรรคสังกัดไม่ได้ หลังจากเคยย้ายออกจากพรรคชาติไทยพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ไปอยู่กับเพื่อไทย ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พ.ค.2557  ต่อมาในช่วงกระแสพรรคพลังประชารัฐเริ่มก่อร่างสร้างตัว ตระกูลสุวรรณฉวีกลับแสดงท่าทีประกาศจะไปอยู่กับพรรคทหาร แต่ปรากฏว่าไม่มีพื้นที่ลง เพราะกลุ่มสามมิตรจองโควตาผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมาทั้ง 14 เขตไว้หมดแล้ว ขณะที่พรรคชาติพัฒนาและพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ไว้แทนแล้วเช่นกัน 
    ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายกลิน ที. เดวีส์  เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ จากนั้นนายกลินให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้มาอำลานายกฯ ได้พูดคุยในหลายๆ ประเด็น รวมทั้งยังได้พูดถึงช่วงเงื่อนเวลาทางการเมือง เน้นย้ำความหวังของสหรัฐที่อยากให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย อยากให้มีเวทีทางการเมืองที่เปิดกว้างในเร็วๆ นี้ เพื่อคนไทยจะได้มีโอกาสออกมาอภิปรายกันด้วยความเคารพ และมีส่วนในการตัดสินใจกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ
    เมื่อถามว่า มองอย่างไรหลังไทยประกาศโรดแมปเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.62 นายกลินกล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจที่จะตอบ แทรกแซง หรือคาดการณ์อนาคตได้ พูดได้เพียงแต่ว่าสหรัฐเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เก่าแก่ เชื่อมั่นในประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นในฐานะที่สหรัฐเป็นเพื่อนกับประเทศไทยมายาวนาน ก็หวังให้ประเทศไทยแข็งแกร่ง มีเสรี อิสระ และมีความเจริญรุ่งเรือง หวังว่าในวันข้างหน้าประเทศไทยจะมีรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตย และหวังว่าไทยจะมีเวลาพอที่จะให้คนไทยออกมามีส่วนร่วมทางการเมือง. 


"เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์-อานนท์" วันนี้คึกเขาน่าจะรู้...คึกวันนี้ แต่คุกพรุ่งนี้!เพราะเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นทนาย เป็นนักศึกษาปริญญาตรี-โท ยกเว้นนายไมค์ ศึกษาขยะศาสตร์ ในมหา'ลัยชีวิตจริง 

ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!