‘มิ่งขวัญ’ซบพปชร. ฟุ้งดูดเพื่อไทยอีกเพียบ!‘ธนาธร’วางระเบิดเวลา


   

 ตั้งระเบิดเวลา! "ธนาธร" คิดการใหญ่ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพื่อหยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และล้มล้างมรดกคณะรัฐประหาร ซัดรัฐบาลบิ๊กตู่ไร้ธรรมาภิบาล "ชาญวิทย์" โผล่ตามเชียร์ศิษย์รักสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ "สามมิตร" จ่อเปิดตัวเพิ่มก่อนซบพลังประชารัฐ พร้อมเซอร์ไพรส์ใหญ่ ฮือฮา "มิ่งขวัญ" ขอร่วมทีมดึงอดีต ส.ส.เพื่อไทยออกอีกจม ส่วนทักษิณปักหลักรอสมุนหารือ

    มีความเคลื่อนไหวของนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย ที่จะเดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นักโทษหนีคุกคดีโกงที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า การเดินทางมาของนายทักษิณในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากที่ผ่านมากลุ่มอดีต ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยประมาณ 40 คน มองว่าฝ่ายผู้มีอำนาจในขณะนี้ไม่กล้าที่จะยุบพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน แต่การวางยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยกลับกำลังจะทำให้พรรคเพื่อไทยเสี่ยงต่อการถูกยุบ 
    ดังนั้นนายทักษิณจึงอยากทราบเหตุผลจากกลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน ว่าทำไมจึงมองว่ายุทธศาสตร์ที่พรรคกำลังทำอยู่ในขณะนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบเพราะในจำนวน 40 คนนี้ หลายคนเป็นอดีต ส.ส.ที่ชนะการเลือกตั้งมานับครั้งไม่ถ้วน และเป็นระดับแกนนำภาคอีสาน 
    จึงได้ประสานมายังแกนนำพรรคเพื่อไทยเพื่อแจ้งไปยังกลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน ให้ส่งตัวแทนไปพบที่ฮ่องกงเพื่ออธิบายให้นายทักษิณฟังถึงที่มาที่ไปของแนวคิดดังกล่าว ก่อนที่จะวางยุทธศาสตร์สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งต่อไป
    พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องข้อกฎหมายในการติดตามตัวนายทักษิณนั้น เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคงดำเนินการไปตามหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้มีนโยบายอะไรออกมาเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เพราะเวลานี้นายกฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการติดตามคดี
          ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้จะเข้าข่ายครอบงำพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หรือไม่ พล.ท.สรรเสริญตอบว่า เป็นหน้าที่พิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องไปว่ากัน รัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งอะไรทั้งสิ้น และรัฐบาลก็ไม่สามารถสั่งอะไรได้อยู่แล้ว
          ที่อาคารไทยซัมมิท ชั้น 5 ถนนเพชรบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคอนาคตใหม่ได้เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการในวันแรก มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้าร่วมเปิดรับสมัครสมาชิกพรรค โดยมีประชาชนสนใจเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 300 คน
    นายธนาธรให้สัมภาษณ์ว่า เราไม่ได้เกณฑ์คนมา  ทุกคนเดินเข้ามาเอง รู้สึกตื่นเต้น พร้อมปฏิบัติกับสมาชิกที่เข้ามาเท่าเทียมกันทุกคน ส่วนคนเด่นดังที่จะมาร่วมกับเราก็มี ยกตัวอย่างเช่นนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ส่วนอดีตนักการเมืองก็มีเยอะ ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ แต่วันนี้รับสมัครสมาชิก ยังไม่ได้รับสมัครผู้แทนของพรรคเพื่อลง ส.ส. ซึ่งการรับสมัครเพื่อลง ส.ส. จะเปิดโต๊ะรับในวันที่ 18 ต.ค. และขอยืนยันเหมือนเดิม อนาคตใหม่จะส่งให้ครบทั้ง 350 เขต เพื่อเป็นพรรคระดับชาติ 
    "ถ้างานหาผู้สมัคร ส.ส.ไม่ครบ ก็คงทำงานตามความฝันไม่ได้ โดยมุ่งเน้นทั้ง 2 แบบ ไม่ใช่แค่แบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่ภายนอกประเมินเราว่าจะได้แต่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่การประเมินและวิเคราะห์ของพรรคเองพบว่ามีหลายเขตมากที่มีศักยภาพจนได้ ส.ส.เขตด้วย"
ต้องเป็นนายกฯ เท่านั้น
    นายธนาธรกล่าวว่า เร็วเกินไปที่จะถามว่าเราได้เท่าไร อนาคตใหม่มีเป้าหมายอยู่ ทุกวันนี้แกนนำและเครือข่ายพรรคยังทำงานอย่างหนัก แต่ก็เร็วเกินไปที่จะตอบ ยังมีเวลาเหลืออีก การลงพื้นที่ของเรานั้นเพื่อ เผยแพร่อุดมการณ์และหาคะแนนเสียงด้วยกิจกรรม ทำตามกฎกติกา ไม่กังวลเรื่องการทำผิดกฎหมายที่สร้างปัญหาให้แก่พรรคการเมืองทั้งหมด อนาคตใหม่ขอทำตามกติกา เพื่อชนะในเกมของ คสช. เพื่อให้ไร้ข้อโต้แย้ง ตอนนี้น่าจะยากแล้วที่จะเลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 62 ที่กระแสสังคมตอบรับไปแล้ว คสช.คงอธิบายยากหากเลื่อน
    เขากล่าวว่า ไม่เคยพูดถึงการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ขอย้ำอีกครั้งว่า การประกาศปักธงการเมืองกับเรื่องคะแนนเสียงเป็นเรื่องเดียวกัน เราไม่ได้มองแค่อำนาจ แต่มีเป้าหมาย 3 ข้อคือ 1.หยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. 2.แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และ 3.ล้มล้างมรดกคณะรัฐประหาร 
    "ผมต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นจึงทำได้ เราไม่ได้ฝันอยากมีอำนาจเพื่อมีอำนาจ แต่อยากมีเพื่อเอาอำนาจนั้นไปเปลี่ยนแปลงสังคม นายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นกระบวนการ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.62 เป็นต้นไป อนาคตใหม่จะเปิดรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่มีเงื่อนต้องใช้เสียง ส.ว.แต่งตั้ง 1 ใน 3 ในการเห็นชอบด้วย เพราะหลังการเลือกตั้งแล้ว องค์กรที่เรียกว่า คสช.จะหายไป ถ้าประชาชนลุกขึ้นมาเป็นล้านคนได้ การกดดันให้ ส.ว.แต่งตั้งเห็นพ้องกับประชาชน ต้องยกมือเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็เป็นไปได้ คะแนนเสียงอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องทำให้อุดมการณ์คู่ไปกับการหาคะแนนเสียง" 
    เมื่อถามถึงกรณี 4 รัฐมนตรีสังกัดพรรคพลังประชารัฐโดยไม่ลาออกนั้น นายธนาธรกล่าวว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ใช้ข้ออ้างเรื่องธรรมาภิบาล ความวุ่นวาย ยึดอำนาจเข้ามา แต่ก็ชัดเจนว่าไม่มีธรรมาภิบาลในรัฐบาลชุดนี้ ในเมื่อรัฐบาลที่พูดเรื่องนี้ทุกวันไม่ทำตัวให้เป็นตัวอย่าง ตนก็ขอไม่ก้าวก่ายทำงานของพรรคการเมืองพรรคใด แต่นักการเมืองควรต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างของสังคม ให้เห็นว่ามาตรฐานของสังคมไทยเป็นอย่างไร 
    นายชาญวิทย์ ซึ่งเดินทางมาสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกสมัครสมาชิกกับอนาคตใหม่ เพราะต้องการช่วยลูกศิษย์ คือนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ด้วยหรือไม่ อดีตอธิการบดี มธ.ตอบว่า ตนแก่เกินไปแล้ว สิ่งที่จะได้คงเป็นการให้คำปรึกษา ส่วนจะชักชวนคนในแวดวงวิชาการมาช่วยพรรคอีกหรือไม่ คงไม่อุทิศตัวขนาดนั้น และนักวิชาการก็ไม่ได้เป็นกลุ่มเป็นก้อน 
    เขาบอกว่า ทั้งนายธนาธรและนายปิยบุตรเป็นคนที่ชัดเจน ไม่ต้องอ้อมค้อมหรือคิดมากจึงถูกใจตน แม้ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย 
ไม่ฝันแล้วจะทำไปทำไม
    ถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าพรรคอนาคตใหม่ทำการเมืองในรูปแบบอุดมคติมากเกินไป นายชาญวิทย์ ตอบว่า คนที่รู้จักกับตนก็เสนอความเห็นแบบนี้ แต่ตนก็มักจะบอกว่าถ้าคุณไม่ฝัน แล้วคุณจะทำไปทำไม ไม่อย่างนั้นเราก็จะเหมือนกับสิ่งทั่วไป ซึ่งเราไม่ต้องการ เราต้องการอะไรที่มากกว่าที่เคยมีมา 
    สำหรับรูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในปี 2562 นั้น อดีตอธิการบดี มธ.บอกว่า ทำนายยากมาก พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อสนับสนุนคณะทหาร มองย้อนไป เช่น พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร ล้วนไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้บอกว่าคนที่เป็นตัวแทนของระบบราชการ ไม่ว่าจะทหาร ตำรวจ หรือตุลาการ จะไม่ประสบความสำเร็จในการมาเล่นการเมืองประชาธิปไตย ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนเป็นส่วนใหญ่ เพราะความเป็นเจ้าคนนายคนทำให้เขาพูดกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง
     นายชาญวิทย์มองพรรคพลังประชารัฐว่า คงไม่ง่าย เพราะจุดขายไม่ค่อยมี ดูแล้วน่าเห็นใจ ส่วนพรรคอนาคตใหม่จะได้คะแนนเสียงมากแค่ไหนนั้น ไม่ทราบและไม่กล้าลงรายละเอียดตัวเลข แต่มีความรู้สึกว่าในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นั้น พรรคเพื่อไทย  ยังมีน้ำหนักสูงมาก จะก้าวข้ามหรือก้าวให้พ้นนั้นทำได้ยาก ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่จึงต้องทำงานหนัก
    เขากล่าวว่า เราย่ำอยู่กับที่มานาน จนคนมีบทเรียนและเข้าใจการเมือง โซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เช่น เมื่อดูการเลือกตั้งของมาเลเซีย จะพบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเขาเริ่มต้นที่ 21 ปี แต่ของไทยเริ่มต้นที่ 18 ปี ถือว่าเราก้าวหน้ากว่า และด้วยเสียงของคนรุ่นใหม่ในมาเลเซียนี่เองที่ทำให้เกิดสึนามิมาเลเซียถล่มทลาย 
    "ผมยังขอภาวนาให้ฝ่ายประชาธิปไตยของไทยชนะอย่างถล่มทลาย เพราะจะทำให้เราสามารถเปลี่ยนผ่านไปได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้ออย่างที่ผ่านมา ถ้าเราไม่ฝัน ไม่หวัง เราก็บินไม่ได้” นายชาญวิทย์กล่าว
    วันเดียวกันนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ในฐานะผู้สมัครเข้ารับการหยั่งเสียงเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวก่อนเข้าร่วมงานคืนสู่เหย้าโรงเรียนเบญจมบพิตร 118 ปี ยอมรับว่า ตนเป็นมวยรองเมื่อเทียบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ดังนั้นจึงต้องขยันให้มากขึ้น โดยเดินหน้าพบปะกับประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และเชื่อว่าจะไม่เสียเปรียบเมื่อถูกมองว่าเป็นมวยรอง เพราะมองว่าประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับประชาชน จึงเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ โดยเฉพาะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการคนมุ่งมั่นตั้งใจ เอาจริง ทำจริง และขยัน แม้ว่าตนเองจะเป็นมวยรองในช่วงแรก แต่ช่วงหลังก็ขยัน เราก็สามารถชนะได้ 
"หมอวรงค์" พร้อม
    นพ.วรงค์ยังกล่าวถึงกรณีการพูดคุยของอดีต ส.ส.ในกลุ่มไลน์พรรคมีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสนับสนุนผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างดุเดือดนั้น ได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจให้คำนึงถึงภาพลักษณ์พรรคหรือไม่ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นพรรคที่สำคัญของประเทศ เพราะนี่คือการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยภายในพรรค ดังนั้นตนเองจะพยายามไม่วิพากษ์วิจารณ์ และจะพยายามทำให้พรรคได้ประโยชน์มากที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมยอมรับว่าการวิพากษ์วิจารณ์ย่อมมีขึ้นเรื่อยๆ และถือว่าเป็นเรื่องปกติ จึงเพียงบอกให้เพื่อนสมาชิกระมัดระวังการวิจารณ์ เพราะเป็นช่วงละเอียดอ่อน ยืนยันว่าในวันที่ 8 ต.ค.นี้ มีความพร้อมในการลงสมัครเข้ารับการหยั่งเสียงเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีการเปิดโอกาสให้สมาชิกออกเสียงอย่างกว้างขวาง และพร้อมรับทุกกติกา โดยคาดว่าจะเข้าไปสมัครในเวลาประมาณ 08.30 น. โดยไม่ได้ถือฤกษ์แต่อย่างใด 
    นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้พบอดีต ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ปชป.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ปัตตานี เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค และฟังสรุปการเคลื่อนไหวของพรรคคู่แข่ง เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย
    เขากล่าวว่า พรรคได้วางผู้สมัครเกือบครบ 100% แล้วทั้ง 50 เขต ยกเว้น 2 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มี จ.นราธิวาส ที่มีกระแสข่าวว่าอดีต ส.ส.ย้ายพรรค 3 เขตคือ เขต 2, เขต 3 และเขต 4 ซึ่งมีว่าที่ผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว ส่วน จ.ปัตตานี 2 เขต คือเขต 3 และเขต 4 วางตัวผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่
          “มาถึงวันนี้ผมยังมั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคยังได้รับความไว้วางใจเข้าไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนเดิม ถึงแม้ภาคใต้ ส.ส.ลดลง 3 คนก็ตาม ยังไม่กระทบต่อคะแนนเสียง” นายนิพิฏฐ์กล่าว
    นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมใหญ่วันที่ 26 ตุลาคมนี้ว่า ขณะนี้มีทั้งคนใหม่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค คนเก่าออกไปอยู่พรรคอื่นบ้างตามกระแสการเมือง วันประชุมใหญ่คงไม่เห็นตัวบุคคลเท่ากับกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ ที่ระบุให้ต้องเป็นสมาชิกพรรคก่อนวันเลือกตั้ง 90 วัน ซึ่งหากในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง คนที่จะลงเลือกตั้งได้จะต้องเป็นสมาชิกพรรคก่อนวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ 
    ดังนั้น การเปิดตัวสมาชิกวันประชุมใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะลงเลือกตั้งกับพรรคนั้นจริงๆ เพราะยังเปลี่ยนใจได้จนถึง 23 พฤศจิกายนนี้ วันนี้อะไรก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่ตลอด คนที่ไปเปิดตัวกับพรรคอื่นอาจจะกลับมาอยู่กับ ชทพ.ก็ได้
เข้าใจเพราะเตี่ยไม่อยู่
          กรณีที่มีอดีต ส.ส.ชทพ.ไหลออกไปอยู่พรรคอื่นหลายคนนั้น นายวราวุธกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ตนเข้าใจดีว่า ในวันที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีไม่อยู่แล้ว หลายคนคงตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง การเลือกตั้งสมัยนี้ตนอาจเป็นผู้นำพรรคสมัยแรก ชทพ.อาจจะเล็กลงก็เป็นเรื่องปกติ แต่เชื่อมั่นว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป ตนจะสร้าง ชทพ.ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่งได้
    ขณะที่นายจองชัย เที่ยงธรรม แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า จะไม่พูดว่าใครจะอยู่ใครจะย้าย  ให้ดูว่าพื้นที่ใครพื้นที่มัน เราจะไม่ระรานกัน ให้รักษาพื้นที่ไว้ ส่วนจะอยู่พรรคไหน จะไปจะอยู่ก็ต้องอยู่ในพื้นที่ของตนเอง แต่ยืนยันว่าตนเองอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา
          "ในความเห็นของผม ถ้าคนในพรรคชาติไทยพัฒนาย้ายไปอยู่พรรคอื่น เราจะไม่ส่งคนเข้าไปแข่ง เพราะถือว่าเป็นสมบัติประจำตระกูล เช่น กรณีณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ถ้าจะไปอยู่พรรคอื่นเราก็ควรจะปล่อยเขา และไม่ส่งคนเข้าไปแข่ง"
           เขาบอกว่า มีพรรคอื่นมาทาบทามมากมาย แต่ตนไม่มีเงื่อนไขอะไรที่จะเปลี่ยนแปลง เชื่อว่า ส.ส.เก่า ส.ส.ใหม่ทั้งประเทศต้องมีคนมาทาบทาม เพราะฤดูกาลเลือกตั้งจะเป็นแบบนี้มาโดยตลอด ไม่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ เรียกว่าพลังดูดมีมาตลอด
    นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร เตรียมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ในนามกลุ่มสามมิตรเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า โดยส่วนหนึ่งเป็นอดีต ส.ส.กลุ่มกลุ่มมัชฌิมา และยังมีนักธุรกิจรวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่วนปัญหาพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากมีผู้ต้องการลงสมัคร ส.ส.ในนามกลุ่มเป็นจำนวนมากนั้น กลุ่มสามมิตรได้ทางออกแล้ว โดยจะมีการทำโพลถามความเห็นของประชาชนในพื้นที่ว่าต้องการให้ใครลงสมัครรับเลือกตั้ง 
    โดยเฉพาะใน 13 เขตภาคอีสาน ที่มีนักการเมืองและภาคประชาชนสนใจเข้ามากับกลุ่มสามมิตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งการทำโพลจะเป็นทางออกของเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ที่กลุ่มสามมิตรได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งกลุ่มสามมิตรแสดงความชัดเจนว่าจะเข้ามาร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ยิ่งมีคนสนใจร่วมงานกับเรามากขึ้นตามลำดับ
    นายธนกรกล่าวว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ ยืนยันจะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ โดยมีการพูดคุยกับแกนนำพรรค พปชร.เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแกนนำพรรค พปชร.ตอบรับนโยบายบางส่วนของกลุ่มสามมิตร จากที่เสนอไปทั้งหมด 10 เรื่อง คาดว่าเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กตต.) รับรองพรรค พปชร. กลุ่มสามมิตรก็จะเข้าร่วมกับพรรค พปชร.อย่างเป็นทางการ
"มิ่งขวัญ" จ่อซบ พปชร.
    "ตอนนี้กลุ่มสามมิตรมีแนวร่วม 70 คน เป็นอดีต ส.ส. 30 คน และต้องไม่ลืมว่าท่านสมศักดิ์ยังไม่เปิดเผยเซอร์ไพรส์ใหญ่ ดังนั้นจึงเชื่อว่าในเวลาอันใกล้นี้จึงไม่ได้เห็นบิ๊กเซอร์ไพรส์แน่นอน"
          เขากล่าวว่า นายสุริยะและนายสมศักดิ์มีความเชี่ยวชาญและคร่ำหวอดในการเมืองมานาน นายสุริยะเคยเป็นเลขาฯ พรรคไทยรักไทย ขณะที่กลุ่มของนายสมศักดิ์ไม่เคยแพ้เลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อทั้ง 2 คนมาตั้งกลุ่มสามมิตร จึงมั่นใจได้ว่าสมาชิกกลุ่มสามมิตรจะได้รับการเลือกตั้งแน่นอน
       มีรายงานว่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ได้ติดต่อพูดคุยกับผู้ประสานงานพรรคพลังประชารัฐบางคน เพื่อขอร่วมงานทางการเมือง พร้อมทั้งยืนยันว่าสามารถดึงสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายรายให้ไปร่วมงานด้วยได้
    ที่ห้องประชุมชุดา 2 ชุดาปาร์ครีสอร์ แอนด์ โฮเท็ล ต.บ้านค้อ อ.เมืองฯ จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคพลังเพื่อไทยได้จัดการประชุมเพื่อชี้แจงนโยบายพรรค และเปิดตัวทีมบริหารพรรคสำหรับการเตรียมการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางความสนใจของสมาชิกพรรคจากทั่วทั้งภาคอีสานที่มารับฟังนโยบายกว่า 300 คน
      นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคไม่ใช่นอมินีของพรรคเพื่อไทย หรืออยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของนายทักษิณ  อย่างชัดเจน ซึ่งการรวมตัวของทีมบริหารพรรคที่ยอมรับว่าพรรคพลังเพื่อไทยนี้นั้น เป็นพรรคน้องใหม่ เป็นพรรคคนดี 
    "เชื่อว่าพรรคจะมี ส.ส.ในสภาไม่น้อยกว่า 30 คน และเมื่อการเลือกตั้งแล้วเสร็จพรรคก็จะมาดูว่าจะไปในทิศทางใด แต่โดยภาพรวมเราต้องการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อทำงานให้กับประชาชนและแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ และหากได้โควตารัฐมนตรี พรรคยืนยันชัดเจนในการขอทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นงานที่ตรงกับนโยบายของพรรคเท่านั้น” นายเอกวรพงศ์กล่าว
42 ปี 16 ตุลา
    ที่บริเวณสวนประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานครบรอบ 42 ปี 6 ตุลา 2519 โดยมีผู้ทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ โดยเวลา 07.30 น. มีการตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป โดยมีผู้ร่วมทำบุญจำนวนมาก
    ส่วนที่ห้องประชุม LT1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “เหตุการณ์ 6 ตุลากับอาจารย์ป๋วย” วิทยากร อาทิ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และนายจอน อึ๊งภากรณ์ 
    ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าวว่า  ควรตั้งคำถามว่า เหตุใด 42 ปีผ่านไป สังคมไทยยังอยู่ที่เดิม ทุกวันนี้การผลิตซ้ำความเท็จยังมีประสิทธิภาพ สร้างความเกลียดชัง มีการตัดต่อภาพ ใกล้เลือกตั้งยิ่งมีการป้ายสี สาดโคลน
         ด้านนายจอน อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า พ่อเป็นเป้า ถูกกระทำตลอด แต่มีเพื่อนช่วยเหลือเสมอ ความมีมนุษยสัมพันธ์ของพ่อสามารถทำให้รอดในเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่ไม่สามารถช่วยนักศึกษาและประชาชนได้ นี่คือเรื่องที่น่าเสียดาย 
    "หลัง 6 ตุลา ผมและพี่น้องรวม 3 คน แม้มีแนวคิดทางการเมืองไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความรักในประชาธิปไตย” นายจอนกล่าว
    วันเดียวกันนี้ สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน หรือชื่อจัดตั้งว่า "สหายพันตา" ครั้งเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ว่า "6 ตุลาคม 2519 วงคาราวาน วงโคมฉาย ทำหน้าที่อยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เราตะลอนก่อนหน้านั้น 2-3 วัน โดยการนำของ ศนท. เช่ารถบัสแบบ บขส.ไม่มีแอร์คอนดิชั่น ตระเวนปลุกระดมความคิดจากโคราช ไปอุบลราชธานี แล้วมาจบที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีวงกรรมาชนประจำการที่ธรรมศาสตร์ มีการคาดคะเนล่วงหน้าแล้วว่าจะโดนปราบหนัก
          เป้าหมายภาระหน้าที่ของเราจึงตกอยู่รอบนอก(อันนี้ผมคิดเอาเอง) คืนวันที่ 6 ตุลา เพื่อนของเราซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของตำรวจมือปราบใหญ่ (ภายหลังเขาได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ) พากลุ่มของเราเข้าป่าในคืนนั้น โดยมุ่งหน้าไปทางภูกระดึง เข้าไปกินข้าวต้มในจังหวัดเลยตอนกลางดึก ก่อนจะได้ไปจบที่กระท่อมเลี้ยงงัวของชาวบ้านที่เป็นสายให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตอนสายๆ เรารอจนสหายชุดเขียวหมวกดาวแดงมารับ เขาชื่อสหายดิน กับสหายธันวา(หญิง) สหายดินเป็นสหายนำเขตภูซาง 3 จังหวัดเชื่อมต่อ เลย อุดร หนองคาย
    ชีวิต    ป่าเขาของผมและเพื่อนเริ่มต้นตรงนี้ มาหวนคิดอีกที ถ้าอยู่ที่สนามบอลธรรมศาสตร์คืนนั้น วันนั้นก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไร…หลังจากนั้นอีกเกือบ 6 ปี ผมจึงได้กลับคืนเมืองโดยออกมาทางจังหวัดน่าน หลังจากที่เดินป่าหลายวันจากผาจิ ผาช้างเขตอำเภอปง จังหวัดพะเยา มาโผล่ไม่ห่างจากสนามบินจังหวัดน่านมากนัก เรื่องสั้นๆ ของผมก็มีเพียงแค่นี้แหละครับ".
 


เก็บมาเล่า..... วันเสาร์ที่ผ่านมา มีคนบอกว่า โลกหมุนรอบ "ธนาธร-ปิยบุตร" เพราะ ๒ คนนี้คือผู้นำเหล่านักรบต่อสู้กับเผด็จการ เป็นผู้กอบกู้ประชาธิปไตยจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจทหาร

แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร
"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!