ถอดหัวโขนลงพื้นที่ 3รมต.อ้างเข้าใจบทบาทดี ดูดลูกกำนันเซียะซํ้า'เป๊าะ'


เพิ่มเพื่อน    


    3 รัฐมนตรีพลังประชารัฐเดินสายการเมืองแล้ว ลงพื้นที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมรับฟังปัญหา  ชี้มาในฐานะพรรคถอดหัวโขน รมต.แล้ว ยันเข้าใจบทบาทตัวเองดี “อุตตม” ลั่นมีแผนเดินสายวันหยุดอีก เผยเหตุ “โพธิพิพิธ” ยกครัวมาซบเพราะผู้ใหญ่อ้างจะช่วยเหลือเหมือนกรณี “กำนันเป๊าะ” หากปักธงเมืองกาญจน์ยกจังหวัด มาร์ครู้ปัญหาแต่ไม่ขอพูดมาก พื้นที่สระบุรีเดือด “อดิเรกสาร” มึนดูดจนพื้นที่ทับซ้อน 
    เมื่อวันจันทร์ถือเป็นครั้งแรกที่ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศไปร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ลงพื้นที่ระดมสมองและรับฟังปัญหาที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซึ่งนายชวน ชูจันทร์ ว่าที่กรรมการบริหาร พปชร.และประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลาดน้ำคลองลัดมะยมได้จัดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน
    โดยก่อนเริ่มกิจกรรม นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรค พปชร. และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ว่าที่โฆษกพรรค พปชร.ได้เยี่ยมชมซุ้มต่างๆ ที่นำมาแสดงและได้ทดลองนวดแผนไทยด้วย ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ว่าที่เลขาธิการพรรค พปชร.กล่าวก่อนเริ่มกิจกรรมว่า ขอทำความเข้าใจวันนี้ไม่ได้มาในนามรัฐมนตรี แต่มาในนาม พปชร. จึงอยากให้ทุกคนสบายใจ ไม่ได้มีหัวโขนติดมา โดยอยากมาฟังพี่น้องประชาชนจากตัวแทนกลุ่มต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกัน
    “เราจะรวบรวมสิ่งเหล่านี้สู่การขับเคลื่อนในระดับนโยบาย เพราะสิ่งเหล่านี้หากได้ทำจะช่วยพี่น้องประชาชน ช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศ ช่วยคนข้างล่างได้มีโอกาส นี่คือสิ่งที่ตั้งใจมา” นายสนธิรัตน์กล่าว
    ต่อมาในวงหารือเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆ กว่า 200 คนได้มีการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม และส่ง 3 รัฐมนตรีเข้ารับฟัง โดยมีตัวแทนผู้นำชุมชนแสดงความเห็นทีละคน ซึ่งส่วนใหญ่ชื่นชมการทำงานของรัฐบาล พร้อมขอบคุณรัฐมนตรีที่ใช้แนวทางประชารัฐแก้ไขปัญหาให้ชุมชน ทั้งนี้นายภานุมาศ แก้วนอก  ตัวแทนชาวนาจาก จ.นครราชสีมา เรียกร้องให้เร่งทำพื้นที่ภาคอีสานเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตข้าว  โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำ ซึ่งหาก พปชร.ผลักดันจริงจัง เชื่อว่านายอุตตมจะได้เป็นนายกฯ แน่นอน  และ พปชร.จะได้ใจคนอีสานทั้ง 20 จังหวัด นอกจากนี้ตัวแทนยังเรียกร้องให้ปลดหนี้เกษตรกร, ทำให้ชาวนามีเงินเดือน 3,000 บาทต่อครอบครัว และส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยววิถีชุมชน รวมถึงการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งจากตัวแทนเกษตรกร 
    นายอุตตมกล่าวว่า ยินดีที่ประชาชนตื่นตัว ตื่นรู้ว่าอยากได้ประเทศและคนที่ขึ้นมาดูแลบริหารประเทศอย่างไร การพูดคุยวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อการเมืองต่อไปในอนาคต และทุกเรื่องวันนี้จะรับไปดำเนินการเลย 
    ภายหลังวงหารือเสร็จสิ้น นายชวนได้ร้องเพลงอยากให้ความรักที่แต่งขึ้นเอง พร้อมแต่งกลอนพลังใจ ก่อนระบุว่าชุมชนไม่ต้องห่วงถ้ายังมีพวกเราอยู่ ประเทศไม่ต้องห่วงถ้ายังมีพวกเรา
    นายสนธิรัตน์ให้สัมภาษณ์ถึงการวางตัวในบทบาทรัฐมนตรีและผู้บริหารพรรค พปชร. หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าไม่ควรใช้ที่และเวลาราชการในการสัมภาษณ์การเมืองว่า เราเข้าใจบทบาทตัวเองอยู่แล้ว จึงใช้โอกาสวันหยุดมารับฟังประชาชน ยืนยันว่าไม่ได้ใช้เวลาหรือทรัพยากรของรัฐมาใช้ ในเวลาราชการจะไม่คุยเรื่องการเมือง เราระมัดระวังมากเรื่องการตอบคำถาม เพราะอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎกติกา จึงขอให้สบายใจได้ว่าจะเข้มงวด ไม่คิดจะใช้ความได้เปรียบของตำแหน่งและบทบาทหน้าที่รัฐมนตรีไปสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง แต่จะเดินหน้าทำงานโดยไม่เอาบทบาทรัฐมนตรีไปสร้างประโยชน์
    เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ 4 รัฐมนตรีเข้าไปพูดคุยกันในห้องทำงานของนายสมคิด จาตุศรีทักษ์ รองนายกฯ ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ นายสนธิรัตน์ตอบว่าไปคุยกันเรื่องงาน ต้องดูว่าทำในบทบาทใด ถ้าคุยการเมืองเราจะไปประชุมข้างนอก เพราะไม่ถูกต้องที่จะใช้สถานที่ราชการ ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าการลงพื้นที่ต่างๆ เป็นการหาเสียงล่วงหน้านั้น ยืนยันไม่ได้หาเสียง เพียงแต่มาประชุม หากกลุ่มใดเชิญไปเราก็จะไป 
    เมื่อถามว่ากลัวกระแสต่อต้านการดำเนินงานของพรรคจะบานปลายและกระทบพรรคหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ทุกอย่างมีกรอบและหลักเกณฑ์ ที่การเมืองบอบช้ำนั้นเพราะไม่ได้อยู่บนหลักการ สิ่งที่เราทำในอดีตก็เคยทำกันมา เราเข้ามาทำย่อมลำบากใจมากกว่านักการเมืองในอดีตแน่นอน ซึ่งเราจะระมัดระวังมากที่สุด และเวลาที่เหลืออยู่จะทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีให้ดีที่สุด โดยจะยุติบทบาทรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อถึงเวลานั้นจะเดินหน้าทางการเมืองเต็มตัว เวลานี้ยังไม่ถึงเวลา 
    ส่วนนายอุตตมกล่าวว่า มาในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่จะมาทำงานให้ชาติ และเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ได้เห็นคนไทยทำอะไรดีๆ เพื่อประเทศ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้มารับฟัง และไม่ใช่มาในนามพรรคการเมืองหรือมานำเสนอนโยบาย เพราะพรรคยังไม่เกิด ซึ่งการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเห็นประชาชนนั้น เบื้องต้นเป็นไปได้ที่จะลงพื้นที่เพิ่มเติมช่วงวันหยุดราชการ เพื่อนำประเด็นที่ได้จากการพูดคุยไปใช้ในการทำนโยบายในอนาคต ส่วนจะลงพื้นที่ไหนหรือจังหวัดนอกพื้นที่ กทม.หรือไม่ ขอพิจารณาตามโอกาสอีกครั้ง
    เมื่อถามถึงการดึงตัวอดีต ส.ส.พรรคการเมืองอื่นเข้าร่วม นายอุตตมกล่าวว่า เป็นปกติของนักการเมืองที่จะย้ายพรรค แต่กลุ่มไม่ได้ทำสิ่งใดที่เกินเลย ส่วนเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้  แต่สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาว่าข้อกล่าวหาที่มีเชื่อถือได้หรือไม่ 
    เมื่อถามว่าล่าสุดพบว่ามี 3 อดีตสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาร่วมฟังความเห็นครั้งนี้ด้วย ถือเป็นการเปิดตัวเข้าร่วมหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่าไม่ขอแสดงความเห็น ส่วนกรณี นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นั้น มีการส่งตัวแทนมาพูดคุย แต่ยังไม่ได้พูดคุยโดยตรง
    ทั้งนี้ ในงานเครือข่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากชุมชน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม มี ส.ก.ของพรรค ปชป.ที่มีข่าวว่าได้ย้ายมาสังกัด พปชร. 3 คน ได้แก่ น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ อดีต ส.ก.พระนคร,  นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา อดีต ส.ก.คลองเตย และนางกนกนุช กลิ่นสังข์ อดีต ส.ก.ดอนเมืองมาร่วมด้วย โดยนางกรณิศระบุว่าการตัดสินใจย้ายจาก ปชป.ไม่ใช่เพราะคำชวนของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์  รองเลขาธิการนายกฯ แต่ตัดสินใจเอง หลังจากเห็นแนวคิดและแนวทางการทำงานที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ ส่วนจะถึงขั้นลงเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแกนนำพรรค และไม่ทราบว่าจะมี ส.ก.ปชป.ย้ายมาสังกัดอีกหรือไม่
    ด้านนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึง 3 รัฐมนตรีลงพื้นที่พบประชาชนที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมว่า เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นไม่ใช่แค่ 100% แต่เป็น  10,000% เพราะเอาเปรียบตั้งแต่คิดตั้งพรรคการเมืองในทำเนียบรัฐบาล ชวนคนเข้าไปในทำเนียบฯ เอาเปรียบมาเป็นปีแล้ว ครั้งนี้จะเอาเปรียบอีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร หากไม่อาย สังคมจะต้องมองเรื่องนี้ให้ละเอียด 
“ท่านไม่ได้มาจากฐานของประชาชน แล้วยังเอาอำนาจที่มีอยู่ไปหาเสียงโดยอ้างประชาชน แล้วจะให้ประชาชนยอมรับได้อย่างไร การจะไปบอกให้ 3 รัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเป็นการสีซอเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์” 
    นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีในรัฐบาลเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่พบประชาชน แต่อ้างว่าไม่ได้สวมหัวโขนรัฐมนตรีนั้น ความเป็นจริงคนเป็นรัฐมนตรีแล้วมีอำนาจบริหารถึงอย่างไรก็ไม่สามารถปฏิเสธการเป็นรัฐมนตรีได้ จึงถือเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นที่ถูกแช่แข็งไม่ให้เคลื่อนไหวอย่างยิ่ง ถ้าอยากแข่งขันกันแฟร์ๆ คสช.ก็ควรเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมเช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ
    นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า อยากให้ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังกับนโยบายสร้างความปรองดองให้คนในชาติ เพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองขัดแย้งมานาน  แต่พอจะมีการเลือกตั้ง การสร้างความปรองดองกลายเป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น เพราะเริ่มสาดโคลนใส่กันทันที อยากให้เล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เน้นการแข่งขันกันทางนโยบาย และหยุดความขัดแย้งไว้ก่อน เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้พี่น้องประชาชน
"การเลือกตั้งก็สู้กันด้วยนโยบาย แพ้ชนะแล้วจบ เพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า แต่ถ้าหากปล่อยไปเช่นนี้หลังเลือกตั้งประเทศก็คงจะมีความขัดแย้งอีก" โฆษกกลุ่มสามมิตรกล่าว
    วันเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวในกรณีการย้ายพรรคอีก โดยเฉพาะกรณีนายธรรมวิชญ์ และนายอัฏฐพล โพธิพิพิธ บุตรชายนายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซียะ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี ปชป.จะย้ายไปพรรค พปชร. โดยมีรายงานแจ้งว่ามีการเจรจาโดยใช้เงื่อนไขคดีบุกรุกที่ดินราชพัสดุ ซึ่งนายประชาถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน และหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยยื่นข้อเสนอผ่านนางเขมพร ต่างใจเย็น หรือซ้อเขม ภรรยากำนันเซียะที่หลบหนีไปด้วย โดยประสานงานกว่า 2 สัปดาห์ เพราะผู้ใหญ่ใน พปชร.ตั้งเป้าต้องปักธงที่กาญจนบุรีให้ได้ 
    “มีการอ้างถึงผู้มีอำนาจว่าจะช่วยดูแลให้ในลักษณะเดียวกับนายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะที่ได้รับการพักโทษไปก่อนหน้านี้ และกลุ่มพรรคพลังชลของนายสนธยา คุณปลื้ม จะเข้าซบ พปชร. ซึ่งลูกชายกำนันเซียะต้องย้ายพรรค โดยได้แจ้งให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรค ปชป.ที่ทั้งสองให้ความเคารพรับทราบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา”
    รายงานแจ้งอีกว่า พปชร.ยังมีความพยายามที่จะดูดอดีต ส.ส.กาญจนบุรี ปชป.อีก 2 คน คือ นายปารเมศ โพธารากุล หรือกำนันบอย และนายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ให้ไปร่วมงานด้วย โดยมีซ้อเขมเป็นผู้ประสานงาน และขอร้องเพื่อช่วยกำนันเซียะกลับไทยเร็วขึ้น เนื่องจากมีการตั้งเงื่อนไขว่าต้องได้ยกจังหวัด 
นายปารเมศยอมรับว่าถูกทาบทามจากผู้มีอำนาจหลายด้าน ทั้งตำรวจ ทหาร และผู้ใหญ่ที่นับถือว่าขอให้ย้ายไปอยู่ พปชร.เพื่อพัฒนาจังหวัดในทิศทางเดียวกัน จะได้ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งตนยังไม่ได้ตัดสินใจ
    ส่วนนายฉัตรพันธ์กล่าวว่า มีการทาบทามให้ไปสังกัด พปชร.จริง แต่จะยืนหยัดอยู่กับ ปชป.ต่อ  เนื่องจาก ปชป.ให้โอกาสได้เกิดทางการเมือง 
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และหัวหน้า ปชป.กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รับทราบถึงสถานการณ์และเงื่อนไขของอดีต ส.ส.กาญจนบุรีทั้งสองคนเป็นอย่างดี จึงไม่อยากพูดอะไรมาก ขอให้ไปสัมภาษณ์นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคกลางแทน อย่างไรก็ตามไม่หนักใจต่อกระแสดูดที่ยังคงมีการดึงตัวอดีต ส.ส.ของพรรคไปสังกัด พปชร.อย่างต่อเนื่อง
    ด้าน ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อดีต ส.ส.สระบุรี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรค พปชร.กล่าวถึงกระแสข่าวแกนนำ พปชร.ทาบทาม น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย อดีต ส.ส.สระบุรี ปชป.มาร่วมงาน จนอาจส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่เลือกตั้งสระบุรีเขต 1 ว่า ถ้าเป็นจริงจะทำให้เกิดปัญหาแน่นอน เนื่องมีฐานเสียงตรงข้ามกันมาตลอด ซึ่งบางทีคนในพรรคอาจไม่เข้าใจตรงนี้ลึกซึ้ง และได้วางตัวทีมงานลงแทนในเขตนี้ไว้นานแล้ว คือนายปริญญา วันทา ที่ปรึกษา อบจ.สระบุรี และเคยพานายปริญญาไปพบผู้ใหญ่ในพรรค  รวมถึงให้ความเห็นชอบแล้วด้วย แต่ถ้าจะเปลี่ยนเเปลงอะไร แกนนำพรรคต้องมาบอกกล่าวให้รับทราบก่อน
    นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าไม่ควรพูดเรื่องการเมืองในทำเนียบฯ ว่า ทำเนียบฯ เป็นสถานที่บริหารราชการแผ่นดิน หากจะแยกแยะไม่ให้พูดเรื่องการเมืองอาจเป็นเรื่องยาก แทนที่ กกต.จะไปจับตาตรงนั้น อยากให้ กกต.ไปจับตาในพื้นที่ทั่วประเทศด้วย เพราะขณะนี้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองกัน ล่าสุดวันที่ 14 ต.ค.ได้รับแจ้งจากอดีต ส.ส.ของพรรคในพื้นที่ จ.พะเยา ว่าตัวแทนพรรค พปชร.มีการแนะนำว่าที่ผู้สมัครของพรรค พปชร.เขต 1 จ.พะเยา โดยจัดให้มีการชุมนุมของประชาชนและผู้นำท้องถิ่น ทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านเข้าร่วมหลายร้อยคน ถือเป็นการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.หรือไม่ ตรงนี้อยากให้ กกต.เข้าไปตรวจสอบด้วย หากพรรคการเมืองหนึ่งทำได้ แต่อีกพรรคทำไม่ได้ จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง  
    ส่วนนายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการ พท.กล่าวถึงกรณีนายชูกัน กุลวงษา อดีต ส.ส. นครพนม เขต 4 ย้ายไปอยู่ พปชร.และทำให้ตนเองอาสามาลงเขตดังกล่าวแทนว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ได้ลงพื้นที่รับทราบปัญหาประชาชน แต่มีทหารสองนายนอกเครื่องแบบตามประกบถึงในห้องประชุม ซึ่งคาดว่าจะมีทหารชั้นผู้น้อยได้รับคำสั่งเช่นนี้ทุกเขตเลือกตั้ง ทุกจังหวัด ซึ่งน่าจะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของทหารซึ่งเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงของชาติ 
    “ขออนุญาตฝากท่านผู้บังคับบัญชา ควรมอบหมายภารกิจให้ถูกต้องกับหน้าที่ของทหาร ผมหวังที่จะเห็นทหารที่ลงตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศขณะนี้ได้กลับกรมกอง บ้านเมืองมิได้มีภัยคุกคามใดๆ  เลย ตรงกันข้ามถ้าทหารยังอยู่ตามตำบลหมู่บ้านในช่วงเวลานี้ จะถูกสังคมกล่าวหาว่าบล็กพรรคการเมืองอื่น แต่ปล่อยพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล การเลือกตั้งจะไม่เสรีและไม่เป็นธรรม อันจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นประเทศถดถอย จึงขอฝากให้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม" นายชวลิตกล่าว.


เห็นมั้ย........ ไอ้ตัวอยู่เบื้องหลัง "ขบวนการสามนิ้ว" ที่ใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ "ล้มสถาบันกษัตริย์"

ปริศนา"I Roam Alone"? 
ชีวิตรอได้"เพื่อวัคซีนไทย"
ตลกเทพของ "ป๋าเทพ"
เหรียญทองที่เหนือทอง
“พระผู้เพียรเพื่อพสกสุข”
มิติสะท้อน"น้องเทนนิส"