'จาตุรนต์'เผยความเห็นต่างในเพื่อไทยไม่ถึงขั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องตัดสินใจ


   

6 พ.ย.61- นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวนักการเมืองพรรคเพื่อไทยและมีชื่อตนจะไปอยู่พรรคไทยรักษาชาตินั้น ขอชี้แจงว่าการที่นักการเมืองของพรรคเพื่อไทยไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ทั้งที่ตั้งไปแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกจะเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม แต่เท่าที่ทราบ ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งภายในพรรคอย่างที่เป็นข่าว ความขัดแย้งแตกต่างในพรรคการเมืองทุกพรรคย่อมมีอยู่เป็นธรรมดาไม่เว้นพรรคเพื่อไทย 

แต่ความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดไม่ได้เป็นสาเหตุถึงขั้นที่จะทำให้ถึงขั้นจะอยู่ร่วมพรรคกันไม่ได้และถ้ามีการหารือเคารพความเห็นที่แตกต่างกันตามสมควร ทำงานอย่างเป็นประชาธิปไตย ความขัดแย้งแตกต่างๆทางความคิดก็จะไม่เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ถูกกระทำมากที่สุดจากระบบและกติกาภายใต้ยุทธศาสตร์ การรัฐประหารครั้งนี้ต้องไม่เสียของ และคสช.ต้องสืบทอดอำนาจยาวนาน   ยุทธศาสตร์เหล่านี้มุ่งขัดขวางสกัดกั้นไม่ให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลและทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ 2 ประการคือ 

1.ความเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยทั้งๆที่จนถึงขณะนี้ไม่มีข้อเท็จจริงหรือปัญทางกฎหมายใดๆที่จะใช้ยุบพรรคเพื่อไทยได้เลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาการยุบพรรคการเมืองบางพรรคก็เกิดขึ้นทั้งๆที่ไมได้ทำผิดอะไร เมื่อมีข่าวว่ามีความพยายามที่จะยุบหรือมีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาทางยุบพรรคเพื่อไทย หลายคนก็ยังมั่นใจว่าไม่มีทางถูกยุบ แต่ก็มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยเห็นว่าไม่มีหลักประกันใดๆว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ถูกยุบ ควรเตรียมทางหนีทีไล่ไว้โดยไม่ประมาท 

2.ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ถูกออกแบบเพื่อทำให้พรรคการเมืองทั้งหมดอ่อนแอ พรรคเล็กๆเสียเปรียบ พรรคขนาดกลางๆได้ประโยชน์ แต่หาทางป้องกันไม่ให้พรรคขนาดใหญ่ได้เสียงมากอย่างที่เคยได้ พรรคที่ได้เสียงจากเขตเลือกตั้งเกินครึ่งซึ่งปรกติต้องถือว่าชนะท่วมท้นกลับมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นพรรคเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฏร พรรคใดยิ่งได้สส.เขตมากก็ยิ่งมีโอกาสได้สส.บัญชีรายชื่อน้อยหรือไม่ได้เลย พรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากระบบเลือกตั้งที่แปลกประหลาดนี้มากที่สุด 
    
นายจาตุรนต์กล่าวว่าเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ที่นักการเมืองพรรคเพื่อไทยจะหาทางป้องกันไม่ให้ถูกกระทำหรือพยายามลดความเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะการแสวงหาช่องที่ที่นักการเมืองแต่ละคนจะสามารถทำงานในระบบรัฐสภาได้ต่อไป ส่วนสาเหตุที่การดำเนินการต่างๆดูจะเป็นไปอย่างสับสนก็น่าจะมาจากสภาพต่างคนต่างทำการขาดการหารือวางแผนร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ.


ก็ ๑๐ ปีแล้ว......... นึกย้อนทีไร บาดแผลอัปยศเมื่อครั้งไทยเป็น "ประธานอาเซียน" เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ปวดแปลบทีนั้น! ยิ่งเห็นประเทศไทย โดย "พลเอกประยุทธ์" ในฐานะนายกฯ รับมอบตำแหน่ง "ประธานอาเซียน" ต่อจาก "นายลีเซียนลุง" นายกฯ สิงคโปร์ เมื่อ ๑๕ พ.ย.๖๑

ไม่มีอะไรที่"ทำแล้ว"คนไม่ต้าน
จาก 'มิ่งขวัญ' ถึงคน 'หน้านิ่ง'
'ดูเขา-ดูเรา' ประชาธิปไตยใบสั่ง
ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย