บีซีพีจีโชว์กำไร Q3 ทะลุ 1.2 พันล.


   

บีซีพีจี ปลื้มกำไรไตรมาส 3 ทำกำไรทะลุ 1.2 พันล้านบาท หลังจำหน่ายสินทรัพย์เข้ากองทุน    พร้อมผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นไปตามแผน ด้านโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นทำ EBITDA โต 4% หรือกว่า 634 ล้านบาท

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในไตรมาส 3 ของปี 2561 บริษัทฯสามารถทำกำไร 1,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุมาจากการจำหน่ายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในประเทศญี่ปุ่น และได้จำหน่ายสินทรัพย์ประเภทโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Nikaho และ โครงการ Nagi ขนาดกำลังการผลิตรวมประมาณ 27.6 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นไปตามแผน ส่งผลให้มีผลกำไรเพิ่มจากปีที่แล้ว 344 ล้านบาท ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้บีซีพีจีทำกำไรรวมกว่า 1,244 ล้านบาท

“หลังจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนฯ ในราคา 3,372 ล้านบาท หลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ แล้ว เป็นเงินที่ได้รับสุทธิจากกองทุนทั้งสิ้น 3,046 ล้านบาท และบริษัท BCPG Engineering ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำสัญญาราย 5  ปีให้บริการดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 2 แห่งกับกองทุนฯโดยการขายสินทรัพย์ครั้งนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนแก่ผู้ถือหุ้นให้สูงที่สุด ทำให้บริษัทฯ มีเงินสดในมือรองรับการลงทุนในโครงการใหม่ๆ”นายบัณฑิต กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา(EBITDA) ประมาณ 634 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณ 4% ในขณะที่โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์มีผลการดำเนินงานดีขึ้นมากจากไตรมาสที่แล้ว  ส่วนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซียซึ่งรับรู้ผลกำไรเต็มไตรมาส ก็มีการปฏิบัติงานที่มีเสถียรภาพ

ทำให้บริษัทฯ มีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลงทุนทั้ง 2 แห่งประมาณ 222 ล้านบาทหรือสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณ 83%  เป็นผลให้บริษัทฯ มี EBITDA รวมส่วนแบ่งการลงทุนดังกล่าวประมาณ 856 ล้านบาทหรือสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณ 17%  ทั้งนี้ กำไรสุทธิไม่รวมการรับรู้กำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินและรายการพิเศษคิดเป็นเงินประมาณ 412 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 14%


ก็ ๑๐ ปีแล้ว......... นึกย้อนทีไร บาดแผลอัปยศเมื่อครั้งไทยเป็น "ประธานอาเซียน" เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ปวดแปลบทีนั้น! ยิ่งเห็นประเทศไทย โดย "พลเอกประยุทธ์" ในฐานะนายกฯ รับมอบตำแหน่ง "ประธานอาเซียน" ต่อจาก "นายลีเซียนลุง" นายกฯ สิงคโปร์ เมื่อ ๑๕ พ.ย.๖๑

ไม่มีอะไรที่"ทำแล้ว"คนไม่ต้าน
จาก 'มิ่งขวัญ' ถึงคน 'หน้านิ่ง'
'ดูเขา-ดูเรา' ประชาธิปไตยใบสั่ง
ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย