ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง5ขรก.จัดซื้อครุภัณฑ์'บิ๊กสพฐ.'2รายโดนด้วย


   

8 พ.ย.61-ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง 5ข้าราชการศธ. กรณีทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะม.ต้น  มีระดับบิ๊ก2 ราย ข้อหาปล่อยปละละเลย ระดับกลางจงใจทุจริต 2ราย และผอ.รร.อีก1ราย  “โกศล” ลั่นต้องจับให้มั่น เอาให้อยู่ บ้านเมืองมีขื่อมีแปร  ไม่อย่างนั้นมีโกงต่อไปแน่นอน ส่วนกรณีอควาเรียม "หมอธี"เสนอตั้งซี 11 เป็นประธานสอบวินัยร้ายแรง เหตุมีข้าราชการ 4กระทรวงเกี่ยวข้อง และเตรียมเสนอให้นายกฯเห็นชอบแล้ว


 ความคืบหน้า กรณีจัดซื้อจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคดีสาน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 279 ล้านนั้น พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ. )กล่าวว่าขณะนี้คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวที่มี นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการศธ. เป็นประธาน  ได้สรุปว่ามีผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จำนวน 5 ราย ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง 2 ราย ผู้บริหารระดับกลาง 2 ราย และผู้อำนวยการโรงเรียน 1 ราย โดยทั้ง 5 รายมีมูลความผิดร้ายแรง เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งทีมกฎหมายของตนได้อ่านสำนวนแล้วก็เห็นพ้องดังกล่าว ดังนั้นขั้นตอนต่อจากนี้ตนจะนำสรุปสำนวน แล้วส่งให้สำนักนิติการของสำนักปลัด ศธ. วิเคราะห์รายละเอียดมูลความอีกครั้งว่า จะต้องมีการแยกส่วนหรือสอบสวนแบบรวม และเห็นชอบตามที่คณะทำงานฯ เสนอหรือไม่ ก่อนที่จะเสนอให้นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อไป อย่างไรก็ตาม การสืบสวนข้อเท็จจริงไม่ผูกพันธ์ว่าผู้สั่งการจะต้องเห็นตาม สามารถเห็นต่างได้แต่จะต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน


พล.อ.โกศล กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้บริหารระดับสูง 2 ราย คณะทำงานฯ ได้ชี้มูลว่ามีความผิดเนื่องจากงดเว้นการกระทำ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้น เช่น ตนรู้ว่าไฟจะช๊อต ตนไม่สับคัทเอาท์ ปล่อยให้เกิดเพลิงไหม้ ทั้งที่ตนมีหน้าที่สับคัทเอาท์ เป็นต้น แต่คนที่มองว่าดำเนินการทุจริต จงใจ และตั้งใจจริง คือ ผู้บริหารระดับกลาง 2 ราย เพราะมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 และยังมีการตั้งงบประมาณโครงการนี้ของปี 2562 อีกด้วย ทั้งนี้ สำหรับ ผอ.ร.ร.ที่มีมูลความผิดร้ายแรง เนื่องจากเกี่ยวโยงกับเรื่องการล็อคสเปก รู้ข้อมูลแต่ไม่มีการบอกกล่าว รวมถึงทำหน้าที่ชักนำผอ.ร.ร.ต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณมาพูดคุยกัน

ทั้งนี้ในส่วนของ 5 รายดังกล่าว ยังถือว่าไม่มีความผิดเป็นเพียงแค่การชี้มูลเท่านั้น ซึ่งทั้ง 5 ราย มีสิทธิที่จะเป็นแก้ตัวและให้รายละเอียดกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และหากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว รมว.ศธ.จะพิจารณาว่าจะใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ เพราะคงต้องดูว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว และบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งที่มีผลต่อการสอบก็คงต้องมีการโยกย้าย แต่ไม่ใช่การโยกย้ายเพราะกระทำความผิด ถ้าสอบแล้วไม่มีความผิดก็สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งเดิมได้ ผมคิดว่ากรณีนี้ต้องเอาให้อยู่ เพราะบ้านเมืองมีขื่อมีแปร ถ้า ศธ. เอาคนแบบนี้ไม่อยู่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว คนที่กล้ากระทำความผิดมาเป็น 10 ปี ผมว่าไม่ธรรมดา และถ้าเราไม่หยุดเขาก็คิดว่าคงมีการทำต่อไปอีกอย่างแน่นอน”ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวและว่า สำหรับระยะเวลาในการดำเนินการนั้นคงต้องมีการหารือกันว่าจะตั้งต้นที่ 30 วัน ตามมาตรการของ คสช.และค่อยขยายระยะเวลาหรือไม่


ด้านนพ.ธีระเกียรติ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ทราบในเบื้องต้นว่าคณะทำงานที่สรุปสำนวนในเรื่องนี้ได้รายงานว่ายังเขียนสำนวนไม่รัดกุม  จึงขอกลับไปทบทวนการเขียนสำนวนให้ละเอียดอีกเล็กน้อย  ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้เรื่องการตรวจสอบครุภัณฑ์ สพฐ.จะดำเนินการสรุปสำนวนเสร็จสิ้น  

ส่วนกรณีโครงการสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ อควาเรียม ทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  รมว.ศธ.กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามในหนังสือเสนอรายชื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง  กรณีเพื่อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้ว สำหรับรายชื่อกรรมการเป็นตัวแทนที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 4-5 คน โดยในส่วนของ ศธ.จะมีข้าราชการระดับ 11 เป็นประธานและเลขานุการ  ดังนั้นเรื่องนี้ถือว่าเสร็จสิ้นเรียบร้อยและหมดหน้าที่ในส่วนของตนแล้ว หลังจากนี้คือเรื่องการเดินหน้าโครงการดังกล่าว เพื่อก่อสร้างต่อให้เสร็จ ซึ่งตนได้กำชับ นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) ให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้แล้ว เพราะจะต้องเสนอการใช้งบประมาณที่จะสร้างต่อให้เสร็จให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา หลังจากนั้นเมื่อก่อสร้างอควาเรียมเรียมเสร็จเรียบร้อยก็จะต้องทำเรื่องยกให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลต่อไป

"เรื่องทุกจริตทุกเรื่องอย่างที่ผม บอกเสมอว่าไม่อยากจะดำเนินการอะไรที่สรุปแบบรวดเร็วเกินไป เพราะการเร่งให้สรุปเร็วๆ จะกลายเป็นช่องทางช่วยเหลือได้ ดังนั้นหากทำอะไรรัดกุมเราก็จะตอบคำถามสังคมได้อย่างสง่างามว่าเราไม่ได้กลั่นแกล้งใคร”นพ.ธีระเกียรติกล่าว
 


ก็ ๑๐ ปีแล้ว......... นึกย้อนทีไร บาดแผลอัปยศเมื่อครั้งไทยเป็น "ประธานอาเซียน" เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ปวดแปลบทีนั้น! ยิ่งเห็นประเทศไทย โดย "พลเอกประยุทธ์" ในฐานะนายกฯ รับมอบตำแหน่ง "ประธานอาเซียน" ต่อจาก "นายลีเซียนลุง" นายกฯ สิงคโปร์ เมื่อ ๑๕ พ.ย.๖๑

ไม่มีอะไรที่"ทำแล้ว"คนไม่ต้าน
จาก 'มิ่งขวัญ' ถึงคน 'หน้านิ่ง'
'ดูเขา-ดูเรา' ประชาธิปไตยใบสั่ง
ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย