คบเด็กสร้าง (การ) เมือง!!!


   

 ดูแล้วการเลือกตั้งเที่ยวนี้...หรือเที่ยวที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปีหน้า บรรดาพรรคการเมืองหลายๆ พรรค เขาออกจะให้ความสนใจกับพวกเด็กๆ หรือเรียกให้ดูมีหลัก มีฐาน ขึ้นหน่อยว่าพวก คนรุ่นใหม่ แบบเอาจริง-เอาจัง พอสมควร ถึงขั้นการเปิดฉาก เปิดผ้าม่านกั้ง กันในบางพรรค บรรดา ผู้ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ทั้งหลาย ต่างเรียงหน้า เรียงตา ออกมาชูมือ ชูไม้ ชนิดเป็นแผงๆ ขณะที่พวกคนแก่ คนชรา หันไปหลุบหัว หลุบหาง แอบๆ ซ่อนๆ กันไปแทนที่...

                                                          ---------------------------------------------------

                คือถ้าดูจากตัวเลข สถิติ ที่ใครต่อใครเคยรวบรวม เคยคิดคำนวณเอาไว้ การหันไป คบเด็กสร้างบ้าน หรือสร้าง(การ) เมือง มันก็น่าจะเป็นอะไรที่ เอาเรื่อง อยู่พอสมควรเหมือนกัน หรือถ้าเอาตัวเลข สถิติ ที่บรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งคราวล่าสุด เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ประมาณกว่า 50 ล้านคน ไปเข้าคูหากาบัตรกันประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 39 ล้านคน ในการเลือกตั้งคราวที่จะถึงนี้ หนีไม่พ้นที่ต้องบวกรวมเอาพวกเด็กๆ หรือพวกที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี ผนวกเข้าไปด้วย ซึ่งว่ากันว่า...น่าจะมีจำนวนปริมาณไม่ต่ำกว่า 5.6 ล้านคนเป็นอย่างน้อย...

                                                           -----------------------------------------------

                และถ้าหากนำไปเทียบกับ บัญญัติไตรยางศ์ทางการเมือง ตามสูตรรัฐธรรมนูญ อาจารย์ มีชัย ที่ตั้งสูตรเอาไว้ประมาณว่า ใครก็แล้วแต่ที่กวาดเสียงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรายใดก็ตาม มาได้ประมาณ 78,686 เสียง ก็เอาไปเลย...เก้าอี้ส.ส.ในสภาฯ 1 เก้าอี้ ดังนั้น จำนวนพวกเด็กประมาณ 5.6 ล้านคนนี่แหละ เทียบแล้ว...สามารถดลบันดาลเก้าอี้ ส.ส.ในสภาฯ ได้ถึง 71 เก้าอี้ การหันไป คบเด็กสร้างบ้าน ก็เลยย่อมต้องเป็นอะไรที่ระเบิดเถิดเทิงอยู่แล้วแน่ๆ ดังนั้น...ไม่ว่าพรรคไหนต่อพรรคไหน ต่างหนีไม่พ้นต้องอบอวลคละคลุ้งไปด้วย กลิ่นน้ำนม หรือเต็มไปด้วยบรรดา ผู้ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เรียงหน้า เรียงตา ออกมาเป็นแผงๆ โดยประการละฉะนี้...แล...

                                                           -----------------------------------------------

                แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่าการหันไป คบเด็กสร้างบ้าน หรือ คบหัวล้านสร้างเมือง มันชักจะกลายเป็น เทรนด์ สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ไปแล้ว หรือไม่ อย่างไร สิ่งที่น่าคิด น่าสนใจ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ไม่ว่าจะมองกันตามยุทธศาสตร์ชาติ หรือยุทธวิธีทางการเมืองใดๆ ก็แล้วแต่ มันยังมีตัวเลข สถิติ อีกชุดหนึ่ง ที่ไม่ว่าพรรคไหน รัฐบาลไหน เก่าหรือใหม่ ประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็เถอะ ล้วนมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธที่จะต้องนำมาคิดเป็น การบ้าน เอาไว้ก่อนล่วงหน้า นั่นก็คือตัวเลข สถิติ ของจำนวนบรรดา ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในประเทศไทย ที่นับวันจะทวีจำนวนเพิ่มพรวดๆ พราดๆ ชนิดรั้งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่ จนอีกไม่เกินกว่า 3 ปีข้างหน้า จะต้องกลายสภาพเป็น สังคมผู้สูงอายุ แบบเต็มเม็ด เต็มสูบ อย่างมิมีทางเป็นอื่นได้เลย...

                                                           --------------------------------------------------------

                คือไม่ว่าจะไปนำเอาตัวเลข สถิติ ที่เก็บและรวบรวมกันในระดับชาติ ตามมาตรฐานของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือเก็บและรวบรวมกันในระดับโลก ตามมาตรฐานขององค์กรอย่าง United Nations World Population Ageing ต่างให้ผลออกมาในแนวเดียวกัน สอดคล้อง ต้องกัน ว่าไม่น่าจะเกินปี พ.ศ.2564 หรือ ค.ศ.2021 ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลายนั้น จะมีสภาพเป็น สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ โดยเทียบจากสถิติของผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในปี พ.ศ.2560 ที่มีจำนวนอยู่ประมาณ 11.3 ล้านคน จากจำนวนประชากร 67.6 ล้านคน หรือประมาณ 16.7 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ในปี พ.ศ.2564 จะต้องเพิ่มขึ้นไปเป็น 20 เปอร์เซ็นต์อย่างมิพึงต้องสงสัย และในปี พ.ศ.2574 น่าจะก้าวกระโดดไปถึง 28 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ...ต้องกลายสภาพไปเป็น ประเทศคนแก่ อย่างมิอาจปฏิเสธโดยเด็ดขาด...

                                                                ------------------------------------------------------

                อันนี้นี่แหละ...ที่ออกจะน่าคิด น่าสนใจ เอามากๆ คือในขณะที่ เทรนด์ทางการเมือง มันกำลังออกไปทางเด็กๆ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่โดย เทรนด์ทางสังคม หรือ เทรนด์แห่งความเป็นจริง มันกลับออกไปทางแก่ลงๆ สวนกระแส สวนทาง ชนิดแทบเป็นคนละเรื่อง คนละม้วน จนชักก่อให้เกิด คำถาม ขึ้นมาบ้างแล้วว่า บรรดาเด็กๆ ทั้งหลาย ที่เรียงหน้า เรียงตา ออกมาชูมือ ชูไม้ ในทางการเมืองกันเป็นแถว เป็นแนว ในช่วงนี้ ไม่ว่าเด็กๆ ในอนาคตใหม่ ในไทยรักษาชาติ ในประชาธิปัตย์ อย่างคุณน้อง ไอติม เป็นต้น ฯลฯ จะมีทัศนะต่อคนแก่ หรือบรรดา ความแก่ ทั้งหลาย ไปในแนวไหน อย่างไร เป็นไปในทางสอดคล้อง กลมกลืน หรือออกไปทางเสียดสี เสียดทาน กับ สังคมผู้สูงอายุ ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า และกับ โครงสร้างทางสังคม ในช่วงอดีตที่ผ่านมา...

                                                                ----------------------------------------------------

                เพราะระหว่าง ความแก่ กับ ความหนุ่ม หรือความเป็นเด็กๆ ทั้งหลายนั้น...คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันมักต้องมีรอยต่อ รอยแยก มี ช่องว่างระหว่างวัย ชำแรก แทรกซ้อน เอาไว้เสมอๆ คือแค่เฉพาะความเป็น ซ้าย เป็น ขวา หรือเป็น เหลือง เป็น แดง ในทางการเมืองนั้น ก็ต้องเรียกว่า...แทบยุ่งฉิบหายและปวดหัวตายห่าพอสมควรแล้ว แต่ถ้าหาก เทรนด์ทางการเมือง ในอนาคตข้างหน้า มันดันกลายเป็นตัวสร้างความแตกต่าง ระหว่าง เด็ก กับ คนแก่  ให้อุบัติตามมาอีก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า...มันอาจต้องฉิบหาย-ตายห่า กันไปถึงระดับไหน ด้วยเหตุนี้...คงต้องขออนุญาตฝากไปยังพวกเด็กๆ ทั้งหลาย ที่สนอก สนใจ กรูเข้ามาในแวดวงการเมืองทุกวันนี้ ยังไงๆ...กรุณานึกถึง หัวอกคนแก่ เอาไว้มั่ง ก็แล้วกัน...

                                                               --------------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Dick Armey... Three groups spend other people’s money: children, thieves, politicians. All three need supervision. – มีคนอยู่ 3 จำพวก ที่มักใช้เงินของผู้อื่น คือเด็ก หัวขโมย และนักการเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้องคอยกำกับ ดูแล ให้ดี...

                                                                 -------------------------------------------------------

 


"แอมเนสตี้" ถอด "อองซาน ซูจี" พ้นทูตแห่งมโนธรรมสำนึกเห็นหัวข่าวนี้ปุ๊บ.........ความรู้สึกตอบสนองเกิดกับผมปั๊บ "โธ่...ไอ้องค์กรสถุล"!

ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย
"เลือกตั้ง" มีอะไรมากกว่าที่คิด?
จากบ้อง(ทำท่า)สู่อุตสาหกรรม
'กัญชากับท่าทีใหม่รัฐบาล'