ทำไมทักษะภาษาอังกฤษไทย ย่ำแย่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8?


   


    พาดหัวข่าวบอกว่าการสำรวจระดับสากลล่าสุดบอกว่า คะแนนทักษะภาษาอังกฤษเฉลี่ยของคนไทยยังแย่ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 8 แล้ว เป็นข่าวที่คนไทยควรต้อง "ตระหนก" กันทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่คงจะแค่ "ตระหนัก" เท่านั้น
    ความตระหนักไม่ช่วยแก้ปัญหาเพราะนานๆ เข้าก็กลายเป็นเรื่อง "ก็เป็นที่รู้ๆ กัน" แต่ไม่มีใครลงมือทำให้ปัญหานั้นหายไปได้ ข่าวบอกว่าดัชนีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษนานาชาติชี้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยยังคง "ย่ำแย่" และอยู่ในระดับเดิมเป็นเวลาถึง 8 ปีซ้อน 
    สื่อไปถามผู้เชี่ยวชาญก็จะได้รับคำตอบเดิมๆ ว่าเพราะการเรียนการสอนของเราล้าหลัง เน้นแต่ท่องจำและสอนแต่ไวยากรณ์เป็นหลัก
    เราได้ยินได้ฟังข้อเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขเรื่องการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมาหลายสิบปีแล้ว  ทำไมปัญหายังแก้ไม่ได้?
    งานวิจัยหัวข้อนี้มีมากมาย ข้อสรุปและข้อเสนอก็มีเป็นปึกๆ แต่ไฉนจึงยังวนเวียนอยู่เช่นนี้
    นั่นคือคำถามที่ต้องหาคำตอบให้ได้
    หาไม่แล้วเราก็จะวกวนอยู่กับปัญหา และข้อเสนอทางออกเดิมๆ แต่ท้ายที่สุดเราก็ยังย่ำอยู่กับที่ คำถามต่อมาก็คือว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านเราจึงสามารถยกระดับคะแนนทักษะภาษาอังกฤษได้ แต่เราทำไม่ได้
    รายงานประจำปี 2561 ของสำนักงานจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ หรือ Education First  (EF) ที่มีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งออกมาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่าไทยอยู่ในอันดับ 64 จาก 88 ประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้ใช้อังกฤษเป็นภาษาหลัก และได้คะแนนเพียง 48.54 จาก 100 คะแนน
    เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยได้คะแนนในอันดับ 6 จาก 8 ประเทศอาเซียนที่ทำการสำรวจ เรียงตามลำดับ คือ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย เมียนมา และกัมพูชา 
    รายงานเดียวกันนี้บอกว่า สวีเดนมีคะแนนสูงสุดในบรรดาประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ประเทศที่คะแนนต่ำสุดก็คือ ลิเบีย
    ผลจากคะแนนสอบนำมาจัดหมวดหมู่เป็น 5 ระดับ คือ สูงมาก สูง ปานกลาง ต่ำ ต่ำมาก 
    คะแนนของไทยถูกจัดอยู่ในระดับ "ต่ำ" และโปรดทราบด้วยว่าไทยเราอยู่ในระดับนี้ตั้งแต่ EF  ออกรายงานฉบับแรกในปี 2554 หรือ 8 ปีแล้ว
    นอกจากนี้ EF ยังให้ข้อมูลเปรียบเทียบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของผู้หญิงว่า คะแนนของผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีเฉลี่ย 54.57 และผู้ชาย 52.63 จากผู้ทดสอบทั้งสิ้น 1.3 ล้านคนทั่วโลก คะแนนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    ผมอ่านข่าวนี้แล้วอยากรู้ว่าเขาทดสอบอย่างไร ก็ได้ความว่าเป็นการทดสอบแบบออนไลน์สำหรับคนทั่วไป โดยวัดผลจากทักษะการฟังและการอ่าน 
    EF บอกว่าการสำรวจอย่างนี้อาจส่งผลให้ภาพรวมคะแนนออกมามากกว่าปกติ เพราะไม่ได้เข้าถึงกลุ่มคนยากไร้หรือคนที่ไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผมพูดคุยกับผู้รู้หลายคน เห็นตรงกันว่าการจะแก้ไขปัญหานี้ต้อง "รื้อทั้งระบบ" และต้องกล้าคิดนอกกรอบจริงๆ เช่นยกเลิกการสอบในวัยเด็ก 
    ให้สอนการสนทนาและการสื่อสารก่อน ไวยากรณ์ให้สอนให้วัยโตแล้ว และไม่ให้ความสำคัญมากเกินความจำเป็น มุ่งเน้นใช้งบประมาณสร้างคุณภาพครูและนักเรียน ไม่ทุ่มเงินไปสร้างตึกหรือการบริหารระบบราชการที่คร่ำครึ
    ว่ากันว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 ได้เสนอการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เป็นไปในทางที่เน้นให้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร หรือที่เรียกว่า communicative  language teaching
    แต่เอาเข้าจริงๆ ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะครูยังคุ้นชินกับวิธีการสอนที่เน้นโครงสร้างหลักไวยากรณ์เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้มาตลอดไม่ว่าจะครูรุ่นใหม่หรือเก่าก็ตาม
    ผมสังเกตว่าครูและข้าราชการของเราไปดูงานต่างประเทศเรื่องสอนภาษาอังกฤษมากมาย รวมถึงตัวอย่างของการปฏิรูปการศึกษาของหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่นฟินแลนด์
    แต่ทำไมเราไม่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับการศึกษาของเราได้?
    คำตอบคือการดูงานก็คือการดูงาน กลับมาก็ยังทำงานเหมือนเดิมเพราะกฎกติกาแก้ไขไม่ได้  กระบวนคิดหรือ mindset ก็ไม่เปลี่ยน 
    อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยพูดไว้น่าฟังว่า
    "ถ้าคุณทำอะไรเหมือนเดิม แล้วคาดหวังว่าผลที่ออกมาจะต่างไปจากเดิม คุณก็บ้าแล้ว"
     ผมจึงเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนเรื่องนี้เหมือนกับหลายเรื่องที่ต้องยกเครื่องกันครั้งใหญ่
    นั่นคือ "การทำลายอย่างสร้างสรรค์" หรือ creative destruction
    นักการเมืองที่อาสาประชาชนมาบริหารประเทศในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น ต้องตอบคำถามประชาชนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ อย่างไร.


ดูเหมือน "คุณธาริต เพ็งดิษฐ์" จะเป็นรายแรก ศาลสูงตัดสินจำคุก ๑ ปี ไม่รอลงอาญา ตัดสินเสร็จ......

"พลังประชารัฐ VS เพื่อทักษิณ"
หัสนิยาย 'ประชาธิปไตยโลก'
'ทวิภพ' ลุงกำนัน 'สุเทพ'
ยังไม่ทันจะเลือกก็ว่าโกง?
'ดูเขา-ดูเรา' ภาวะวิกฤติโลก
'ไทยจน' ที่ยุโรปอยาก 'ปล้นอีก'