ถกบอร์ด ปตท.ลุยทำคลังเย็นเก็บผลไม้ ในพื้นที่มาบตาพุด


   

 

จ่อถกบอร์ดปตท. สิ้น พ.ย.นี้ ลุยทำคลังเย็นเก็บผลไม้ใน EFC พร้อมจับตาความชัดเจนพีดีพี ก่อนร่วมลงทุนสร้างคลังแอลเอ็นจีในท่าเรือ มาบตาพุดเฟส 3 ชี้แนวโน้มราคาน้ำมันตก 7% ส่งผลอุตฯต้นน้ำ แต่ยังมั่นใจกำไรทั้งปีสดใส

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังร่วมสัมมนาในงาน Thailand 2019 ว่าภายในช่วงเดือนพ.ย.- ต้นเดือนธ.ค.นี้ ปตท.จะทำการประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) เพื่อหาแนวทางและความชัดเจนในการเข้าไปทำคลังความเย็นเก็บผลผลิต โดยเฉพาะผลไม้และสินค้าชุมชน ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก(EFC) ในพื้นที่มาบตาพุด โดยร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นที่

"โครงการดังกล่าวน่าจะได้ความชัดเจนหลังประชุมบอร์ดเร็ว ๆ นี้และคาดว่าไม่น่าจะใช้เงินลงทุนสูงมาก เนื่องจาก ปตท.มีความรู้ด้านนี้อยู่แล้ว โดยอาศัยความเย็นที่ได้จากการสกัดของแอลเอ็นจีมาใช้ประโยชน์ เหมือนการใช้ในสวนดอกไม้เหมืองหนาวที่ ปตท. ทำอยู่"นายชาญศิลป์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ปตท.ยังมีความสนใจที่จะเข้าไปร่วมทำคลังกักเก็บก๊าซธรรมชาติ ในโครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ที่ กนอ.เพิ่งเปิดขายซองทีโออาร์ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุนได้ โดยบริษัทจะขอติดตามความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ฉบับใหม่ก่อน เนื่องจากต้องดูถึงการกำหนดความต้องการการใช้ไฟฟ้าในประเทศ และสัดส่วนการใช้แอลเอ็นจีว่ามีปริมาณเท่าใด ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุนหลังจากประเมินความคุ้มค่าเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ปตท. ได้ดำเนินการสร้างคลังแอลเอ็นจีไปแล้วรวมขนาด 19 ล้านตันต่อปี โดยแบ่งเป็นของเดิมในพื้นที่มาบตาพุด 11.5 ล้านตันต่อปี และที่ได้รับมติการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 7.5 ล้านตันต่อปี ในพื้นที่หนองแฟบ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565-2566 ซึ่งมั่นใจว่ามนสัดส่วนทั้งหมดนี้จะรองรับความต้องการใช้แอลเอ็นจีในประเทศไปได้อีกหลายปี

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในปีนี้ถือว่าอยู่ในช่วงที่ลดลง จากการประเมินลดลงกว่า 7% เป็นผลมาจากปัญหาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้เกิดความผันผวนของเศรษฐกิจ ทั้งนี้จะทำให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมันทั้งโอเปก และนอน-โอเปก เร่งน้ำสินค้าออกมาขายในช่วงนี้ ซึ่งในไตรมาสที่ 4 นี้อาจจะกระทบบ้างกับบางกลุ่มธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำ อย่างการสำรวจและผลิต ของบริษัท ปตท.สผ.

อย่างไรก็ตาม ปตท.มั่นใจว่านโยบายของบริษัทรวมถึงแนวทางประกันความเสี่ยงที่ ปตท. ดำเนินการอยู่ จะมีศักยภาพและทำให้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ ซึ่งในช่วง 9 เดือนทีผ่านมา ผลประกอบการบริษัทก็สามารถกักตุนกำไรไว้ค่อนข้างดี ขณะที่ในปี 2562 หน้า คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นลงในกรอบ 65-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

"อนาคตแนวโน้มด้านพลังงานน้ำมันมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้ขณะที่ประเทศไทย ก็มีการปรับตัวด้านการใข้พลังงานเช่นกันและเริ่มใช้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของบริษัทต้องปรับตัวรองรับในสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น ที่ไปพร้อมกับความต้องการพลังงานรูปแบบใหม่ การลงทุนของภาครัฐ ภาคเอกชน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า บริษัทมีการลงทุน สำรวจพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวทันการแข่งขันที่เปลี่ยนไป"นายชาญศิลป์ กล่าว


ที่ "อุบลราชธานี"....."กองทัพน้ำใจ" กับ "กองทัพน้ำท่วม" ขับเคี่ยวกันมาเป็นสัปดาห์แล้ว ตอนนี้ ดูเหมือน "กองทัพน้ำ" กำลังอ่อนแรง 

'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ
ตรรกะ 'ตลบตะแลง' ของธร