“ณัฐพล กัปปิยจรรยา” ทายาทรุ่นสอง'นีโอ สุกี้'ชูคุณภาพ และความหลากหลายเข้าสู้ชิงความได้เปรียบเชิงธุรกิจ


เพิ่มเพื่อน    

 

 

คุยนอกรอบ

แม้ว่าทางเลือกของผู้บริโภคในธุรกิจร้านอาหารจะมีมากขึ้น แต่สำหรับ “ณัฐพล กัปปิยจรรยา” กรรมการผู้จัดการ บริษัทนีโอ สุกี้ไทยเรสเทอรองส์ จำกัด นับเป็นอีกหนึ่งหนุ่มธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มักมีนวัตกรรมต่างๆ ในเรื่องของอาหาร เข้ามาพัฒนาธุรกิจครอบครัว  โดยเขาเป็นทายาทรุ่น 2 ของครอบคัว ซึ่งมีลูกชาย 3 คน โดย “ณัฐพล” เป็นคนกลาง หน้าที่หลักจะรับผิดชอบนีโอสุกี้ ส่วนระบบการบริหารงานจะเน้นการปรึกษาหารือกับคนในครอบครัวตลอด โดยที่ผ่านมาก็มีทั้งโอกาสและอุปสรรคจากการทำงาน แต่ในฐานะผู้นำทัพขององค์กรแห่งนี้ ก็ยังคงเดินหน้าสานต่อเต็มกำลัง ท่ามกลางความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว และการแข่งขันของธุรกิจที่รุนแรง

ณัฐพล กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดสุกี้มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท รวมแบรนด์ขนาดใหญ่และแบรนด์ท้องถิ่น มีการเติบโตชะลอตัวเล็กน้อย ส่วนแบรนด์ของบริษัท นีโอ สุกี้ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10-15% หรือมีรายได้ 330 ล้านบาท ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้มาจากการเพิ่มสาขาใหม่ คุณภาพ และการเพิ่มเมนูให้มีความหลากหลาย นับว่าแตกต่างจากคู่แข่ง สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนในการผลิตมากขึ้น

“ผมมองว่าปี 2562 ตลาดภาพรวมตลาดสุกี้จะปรับตัวดีขึ้น หลังการเลือกตั้ง เพราะความเชื่อมั่นนักลงทุนจะมีมากขึ้น จะมีการลงทุนใหม่ และก่อให้เกิดการจ้างงาน ส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจดีกว่าเดิม แน่นอนว่ากำลังซื้อและอารมณ์การจับจ่ายก็ดีตามไปด้วย”

ส่วนการลงทุนใหม่ของนีโอสุกี้ในปีหน้า จะลงทุนเพิ่มเปิดสาขาใหม่ งบประมาณ 50 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าประมาณกลางปี 2562 จะเริ่มลงทุนได้ และยังจะโฟกัสการลงทุนไปยังห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เท่านั้น ถือเป็นการท้าชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากบิ๊กแบรนด์ โดยมั่นใจว่าจะสามารถสู้ได้

ทายาทหนุ่มยังกล่าวอีกว่า จะใช้กลยุทธ์ด้านคุณภาพเข้าสู้ และใช้ความหลากหลายของเมนูอาหาร และการจัดแคมเปญด้วยความถี่ที่มากขึ้น การเพิ่มแคมเปญเทศกาล เช่น บักกุ๊ดเต๋ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและแตกต่าง เหนือคู่แข่ง นอกจากนี้จะดึงสินค้าที่โดดเด่น ที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น มาจัดทำเป็นแคมเปญ เทศกาล เช่น เทศกาล ภูเก็ต เป็นต้น

“การทำการตลาดบุกห้างใหญ่ ถือว่าเป็นอะไรที่ท้าทายมาก สำหรับเราที่จะต้องไปชิงกับแบรนด์ขนาดใหญ่ นับว่าเป็นการปรับแผนใหญ่ที่สุดในรอบ 18 ปี เพื่อเปิดแผนการตลาดอย่างเข้มข้นในปีหน้า และจะยังทำโปรโมชั่น ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นไป แต่จะไม่เน้นเรื่องการลดราคาสู้ เพราะให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความหลากหลาย ส่วนโรงงานที่สร้างใหม่ แถวนนทบุรี ก็จะใช้งานได้เร็วๆ นี้ จะส่งมาผลิตของส่งไปทั่วประเทศได้” ณัฐพล กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังจะซื้อแฟรนไชส์ แบรนด์อาหาร จากยุโรป-อเมริกา มาจำหน่ายยังไทย เจาะตลาดระดับไฮเอนด์ เพื่อนำมาเสริมธุรกิจ สำหรับปี 2562 คาดว่าธุรกิจจะเติบโต15-20% มีรายได้ 400 ล้านบาทอีกด้วย จะเห็นได้ว่าเป็นผู้บริหารที่ทุ่มเทการทำงานแบบสุดกำลังจริงๆ คงเป็นเพราะคติประจำใจที่ว่า “ผมทำอะไรจะต้องทำให้ดีที่สุด ทุ่มสุดตัว เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด แล้วจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไป สำหรับการบริหารทรัพย์ยากร บุคคล จะต้องจัดคนให้เหมาะสมกับงาน การที่เขาทำงานที่ถนัด  จะสามารถทำงานนั้นออกมาได้ดี ผมคิดว่าคนในองค์กรมีหลากหลาย บางทีอาจจัดคนไม่เหมาะสมกับลักษณะงาน ดังนั้นจะต้องมีวิธีการประเมินว่าคนใด เหมาะกับงานลักษณะใด เพื่อให้การทำงานประสบความสำเร็จลุล่วง ไปด้วย ดี และสอนให้คนในองค์กรมีเป้าหมาย และก้าวไปสู่เป้าหมายนั้น

แม้ว่าจะบริหารงาน บริหารคน บริหารองค์กรแบบเต็มสูบ ก็มีความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แต่ยามใดที่เขาเครียด จะพยายามแยกแยะระหว่าง เรื่องส่วนตัว และเรื่องธุรกิจออกจากกัน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการบริหารงาน และลูกน้อง และยังเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี เชื่อว่าการทำดี วันนี้ วันหน้าจะดีตามไปด้วยแน่นอน
 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"