ฝ่ายปชต.ต้องชนะ ขอเป็นพรรคหลักตั้ง รบ.


   

 สู้เต็มที่ ไม่มีฮั้ว พร้อมเป็นพรรคหลักตั้ง รบ.

พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกจับตามองตั้งแต่ยังไม่มีการประชุมใหญ่เลือกกรรมการบริหารพรรคเมื่อ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังมีการมองกันว่า ทษช.คือพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ยิ่งเมื่อเห็นรายชื่อกรรมการบริหารพรรค-แกนนำผู้ตั้งพรรค ที่หลายคนก็คืออดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย-ทายาทนักการเมืองพรรคเพื่อไทย-คนใกล้ชิดแกนนำพรรคเพื่อไทย แวดวงการเมืองก็เลยมองว่า ทษช.คือพรรคสาขาที่เป็นพรรคหลักของฝ่ายเพื่อไทย ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีอดีตแกนนำเพื่อไทยตบเท้าเข้าพรรค ทษช.จำนวนมาก เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่ที่เรียกเสียงฮือฮากลายเป็นประเด็นการเมืองมากกว่ากลับเป็นการมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ทษช.ของ บิ๊กยอร์ช-พล.อ.ยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรอง ผบ.สส. ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ แกนนำ คสช.

การขับเคลื่อนของพรรค ทษช.ต่อจากนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร มิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ ทายาทนักการเมืองคนดังภาคเหนือ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ ที่แยกไปสนับสนุนการตั้งพรรคเพื่อชาติ พูดถึงเป้าหมายของพรรค ทษช.ต่อจากนี้

เมื่อถามว่าเป็นเลขาธิการพรรคในซีกพรรคการเมืองที่ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ คืออยู่ตรงข้ามฝ่ายทหาร กังวลหรือไม่ มิตติ-อดีตประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำในไทยพรีเมียร์ลีกที่คนในวงการกีฬาเรียกกันว่าบิ๊กฮั่น ฟังคำถามแล้ว ถามกลับมาว่า จะโดนยุบพรรคหรือเปล่าใช่ไหม (ถามกลับ) และตอบว่า คือเรามาถึงตรงจุดนี้ มาเป็นกรรมการบริหารพรรค ทุกคนก็ต้องมีความกล้าหาญส่วนหนึ่งอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือเราเห็นประเทศมาอยู่ในจุดนี้ เราเป็นคนรุ่นใหม่ถ้าเราไม่ออกมา ถ้าไม่ออกมาทำให้คนรุ่นเดียวกันกับพวกเราเห็นแล้วใครจะกล้าออกมา เราจะไปพูดกับใคร ไปเชิญใครมาได้ ถ้าวันนี้เรายังนั่งกลัวอยู่ ถ้าเรามัวแต่นั่งอยู่ที่บ้าน ไม่ยอมออกมา บางคนอาจพูดไปว่าออกมาเพราะอยากโชว์ออฟหรือไม่ ยืนยันว่าไม่มี วันนี้มันเสี่ยงติดคุก เสี่ยงต่ออนาคต ไม่มีใครเอาเรื่องชีวิตตัวเองมาเสี่ยงเล่นๆ วันนี้จริงๆ หากผมทำทีมฟุตบอลเชียงรายฯ ต่อไป ผมก็มีความสุข ประสบความสำเร็จอย่างสูงอยู่แล้ว แต่วันนี้ถ้าเราไม่ออกมา ถ้าเราไม่กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืน แล้วใครจะออกมา การเป็นกรรมการบริหารพรรคมันก็เสี่ยงกว่าทุกตำแหน่ง

 แม้จะเป็นหน้าใหม่ทางการเมือง แต่กับบทบาทแม่บ้านพรรค ทษช. ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็น พรรคฝ่ายประชาธิปไตย เลยขอให้วิเคราะห์ว่า โอกาสของฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะการเลือกตั้งมีมากน้อยแค่ไหน มิตติ มองว่า หากดูตามรัฐธรรมนูญโอกาสที่พรรคการเมืองพรรคเดียวจะได้เสียงข้างมากตั้งรัฐบาลคงยาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่แม้หากฝ่ายประชาธิปไตยจะแพ้ ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารได้ วันนี้รัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาไปทางไหนมันก็มีแต่ทางตัน สมมุติฝ่ายประชาธิปไตยได้จัดตั้งรัฐบาล ได้เป็นนายกฯ ได้เป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ต้องเดินตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอยู่ดี ดูแล้วหากจะแก้ปัญหาตรงนี้เราก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ แต่วันนี้หากฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้แลนด์สไลด์ ไม่ได้เสียงเกิน 376 เสียง เราก็หมดสิทธิ์เลือกนายกฯ แต่ไม่ว่าไปทางใด ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ไปทางไหนมันก็ตันอยู่ดี สมมุติถ้ารัฐบาลหน้าคือฝ่ายฝั่งผู้สืบทอดอำนาจกลับมา แต่หากไม่มีเสียง ส.ส.ในสภาฯ ถึง 250 คน แล้วจะเดินไปยังไง ทุกอย่างเป็นทางตันหมดเลย

-หากสุดท้ายเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ และพรรคอื่นๆ รวมกันได้เกิน 250 ที่นั่ง แต่ก็ไม่ถึง 376 โหวตนายกฯ ไม่ได้ เพราะฝ่าย คสช.มี ส.ว. 250 คน จะฝืนกระแสประชาชนหรือไม่?

ฝืนกระแส แต่เขาจะฟังหรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะเมื่อออกมาแบบนี้ มีกำแพง ส.ว. 250 เสียงที่เราต้องกระโดดข้ามอยู่แล้ว แต่เขาก็จะบริหารงานหากเข้าไปเป็นรัฐบาลโดยไม่ราบรื่นอยู่ดี แล้วเราจะไปอยู่กันตรงจุดไหน มันจะออกมาเป็นความวุ่นวายอีกหรือไม่ มันก็ไม่มีใครนึกภาพออก อันนี้คือสิ่งที่เป็นทางตัน วันนี้ผมก็ไม่ได้เอ็นจอยว่า ถึงแม้ชนะแล้ว แต่เราก็ยังต้องเดินตามกรอบอยู่ดี

สำหรับเป้าหมายจำนวนที่นั่ง ส.ส.ที่พรรคคาดหมายไว้นั้น เรื่องนี้ เนื่องจากพรรคยังไม่ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคออกมาชัดเจน แต่ทางพรรคก็จะพยายามให้ได้ทั้ง ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ให้ได้มากที่สุด

"ไทยรักษาชาติต้องการให้เราเป็นพรรคหลัก พรรคที่จัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นก็จะพยายามทำให้ได้ ส.ส.เยอะที่สุด"

เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวต่อไปว่า วันนี้สิ่งที่เราเน้นคือการวางแนวนโยบายของพรรคให้ชัดเจน พวกเรา กรรมการบริหารพรรคคนรุ่นใหม่ถูกปลูกฝังให้เข้าใจและเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก หลายคนอาจมองว่าพวกเราเป็นเลือดใหม่ แต่สายพันธุ์เก่า แต่ผมคิดว่าเรามีดีเอ็นเอที่ต้องการให้นโยบายเมื่อออกมาดำเนินไปได้ด้วยดี สามารถแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนได้

...ตัวผมและหัวหน้าพรรค ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ถือว่าเป็นคนที่เติบโตมาจากรากหญ้า ทำให้เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ยิ่งปัจจุบันพี่น้องประชาชนเดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่แค่คนในภาคเหนือ แต่ทั่วประเทศจริงๆ เราก็ต้องพยายามแก้ปัญหาตรงนี้ พรรคจะกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ของพรรคจากกรอบรากฐานที่พวกเราในพรรคถูกปลูกฝังมาแบบนี้

-ถึงตอนนี้คนก็ยังมองว่าพรรคไทยรักษาชาติคือพรรคอะไหล่ พรรคเครือข่าย พรรคสาขา พรรคนอมินีของเพื่อไทย?

เราไปห้ามความคิดของคนไม่ได้ แต่ในส่วนของผมเอง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ผมคิดว่าทุกๆ คน อยากจะสร้างและดีไซน์พรรคไทยรักษาชาติให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชนจริงๆ เช่นก็เริ่มมีการส่งคนไปรับฟังปัญหาประชาชน ยืนยันว่าพรรคไทยรักษาชาติไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคนอมินีให้ใคร แต่ไทยรักษาชาติเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาพี่น้องประชาชน ยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคไทยรักษาชาติที่ส่งลงทุกเขต เราจะสู้กันอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าจะเน้นแต่ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่เน้น ส.ส.เขต แต่ผู้สมัคร ส.ส.เขตที่พรรคไทยรักษาชาติส่งลงไป เราสู้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์

ถามย้ำว่าจะสู้เต็มที่กับทุกพรรครวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย? มิตติ ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า "ก็สู้เต็มที่ เพราะว่านี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมองว่าเจตนาของรัฐธรรมนูญก็เขียนขึ้นมาเพื่อให้เกิดการแข่งขัน ก็เลยเกิดการแตกพรรคขึ้นมาแบบนี้"

ถามต่อไปว่า คนเริ่มจับตามองกันว่าจะมีการฮั้วกันของผู้สมัคร 2 พรรค คือ เพื่อไทยกับไทยรักษาชาติ เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ ย้ำว่า คำว่าฮั้วไม่มี ไม่มีทางเกิดขึ้นในทางการเมืองแน่นอน อย่างเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ก็มีข่าวของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่อยู่ในฝ่ายที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ได้มีผู้ใหญ่ทางการเมืองพรรคดังกล่าวที่เข้าไปร่วมงานกับพรรคดังกล่าว รัฐธรรมนูญถูกดีไซน์เพื่อพวกเรา เพราะฉะนั้นทุกคะแนนเสียงจึงมีคุณค่า ซึ่งผมคิดว่าคำพูดนี้ยิ่งกว่าฮั้วอีก เพราะไม่ได้แค่ฮั้วในระนาบของพรรคการเมือง แต่เป็นการฮั้วกันของพรรคการเมืองกับผู้มีอำนาจอยู่ ผู้กำหนดรัฐธรรมนูญ ก็ยืนยันว่าไทยรักษาชาติไม่มีฮั้ว เราต้องสู้ เพื่อให้ประชาธิปไตยต้องชนะ

-มีการมองว่าไทยรักษาชาติ ถูกทำพรรคขึ้นมาเพื่อเน้นแต่ปาร์ตี้ลิสต์คอยเก็บคะแนน เพราะฝ่ายเพื่อไทยอาจไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย จึงมีพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมา?

ผมคิดว่าวันนี้เรื่องของกรอบเวลามีส่วนสำคัญ เพราะกรอบเวลาจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคจะสามารถหาตัวผู้สมัคร ส.ส.ได้ตรงตามคาแร็กเตอร์ที่พรรคต้องการหรือไม่ เพราะระบบการเลือกตั้งแบบใช้บัตรใบเดียวที่จะเกิดขึ้น หากจะเลือกพรรค ก็ต้องเลือกคน การที่จะบอกว่าไทยรักษาชาติจะเน้นแต่ปาร์ตี้ลิสต์จึงไม่ได้อยู่ในหัวพวกเราอยู่แล้ว แต่เขตไหนที่เราต้องชนะให้ได้ เราก็ต้องชนะ แต่คะแนนที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตของพรรคที่เก็บได้ หรือได้มาในอันดับต่างๆ เช่น อันดับสอง ที่แม้ผู้สมัครพรรคไม่ชนะ แต่คะแนนของผู้สมัคร ก็แน่นอนว่าก็เหมือนกับทุกพรรคการเมืองที่จะถูกนำไปคำนวณในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์

พรรคไทยรักษาชาติจะพยายามส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต ตอนนี้พรรคได้มีผู้ใหญ่ทางการเมืองที่มีประสบการณ์ทางการเมืองหลายคนที่เข้ามาอยู่กับไทยรักษาชาติ เช่น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และอีกหลายคน ซึ่งเมื่อทางพรรคมีการประชุมกำหนดยุทธศาสตร์พรรคแล้ว ก็จะมีความชัดเจนในเรื่องการเตรียมส่งผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้งเรื่องว่าพรรคจะส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งหมดกี่เขต โดยหลังวันที่ 26 พ.ย. ก็คงจะพอเริ่มรู้แล้วว่า ใครจะลงในเขตเลือกตั้งใดบ้าง จากนั้นค่อยไปพิจารณาในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อต่อไป

-ตอนเปิดตัวพรรคมีคนรุ่นใหม่ๆ เยอะมาก แต่ช่วงหลังบิ๊กเนมเข้ามามาก แล้วแบบนี้บทบาทของคนรุ่นใหม่ที่เปิดตัววันแรกจะเป็นอย่างไร เหมือนเดิมหรือไม่?

เราชัดเจนที่เมื่อเราร่วมกันก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมา โดยมี ร.ท.ปรีชาพลเป็นหัวหน้าพรรค เป็นผู้นำพรรคครั้งแรก ส่วนตัวผมเองก็เป็นเลขาธิการพรรคครั้งแรก การที่มีผู้มีประสบการณ์การเมืองเข้ามายังพรรคไทยรักษาชาติ พวกเราเองมีส่วนในการไปชักชวนท่านเหล่านั้นเข้ามายังพรรคไทยรักษาชาติ คอนเซ็ปต์หน้าที่ต่างๆ ในพรรคจึงมีความชัดเจน  ซึ่งในส่วนของพวกเรา แน่นอนว่า คาแร็กเตอร์ในการนำพรรคไทยรักษาชาติ อยู่ที่หัวหน้าพรรค ร.ท.ปรีชาพล คนเดียวชัดเจน แต่สิ่งที่เราจะนำเสนอต่อจากนี้ไปก็คือ เรื่องของการที่เราจะทำการเมืองแบบใหม่ ก็คือ การที่เรามีพลังบวกกับประสบการณ์ มีทั้งคนรุ่นใหม่และคนมีประสบการณ์มาแก้ปัญหาให้ประชาชน แต่คนที่ตัดสินใจและเป็นผู้นำพรรคก็คือ หัวหน้าพรรค คุณปรีชาพล

เมื่อถามย้ำไปอีกรอบว่า บทบาทกลุ่มรุ่นใหม่ในพรรคยังคงเหมือนเดิมตั้งแต่ตอนแรกๆ มิตติ ตอบแบบไม่เสียเวลาคิด "ต้องเข้มแข็งและต้องบอกว่า พวกเราสุดท้ายก็คือหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารพรรค คือผู้ตัดสินใจและกำหนดยุทธศาสตร์และมติต่างๆ ของพรรค"

มิตติ-เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึงภาพรวมความพร้อมของพรรคต่อศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นว่า เวลานี้พรรคไทยรักษาชาติพร้อมในการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงไหน แต่เราก็ยังอยากให้อยู่ในกรอบเวลาเดิมคือ 24 ก.พ.2562 ในฐานะเลขาธิการพรรคที่ก็คือแม่บ้าน เราก็พยายามทำให้พรรคมีการจัดโครงสร้างพรรคและการบริหารงานให้เป็นระบบ ทันสมัย เราก็จะผลักดันให้พรรคเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง แต่ทั้งหมดการทำงานเราก็ต้องพึ่งพาผู้มีประสบการณ์ในพรรค เวลานี้ทุกคนในพรรคทั้งกรรมการบริหารพรรค ผู้ใหญ่ในพรรค ที่ปรึกษาพรรค กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ทุกคนต่างก็เป็นฟันเฟืองสำคัญ ตอนนี้ทุกคนในพรรคก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้พรรคมีความพร้อมในการเลือกตั้งมากที่สุด

สำหรับเกณฑ์การพิจารณาส่งคนลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคนั้น เรื่องผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ยังตอบไม่ได้ เพราะคงจะมีผู้มีประสบการณ์การเมืองเข้ามาพรรคอีกเยอะพอสมควร แต่สำหรับผู้สมัคร ส.ส.เขต เราก็ต้องดูว่าประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งนั้นๆ เขาให้การสนับสนุนผู้สมัครมากน้อยแค่ไหน และเขาต้องมีจิตสำนึกประชาธิปไตยและต้องมีแนวคิดทันสมัย ต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และพัฒนาไปในแนวทางของพรรคได้

โดยแต่ละพื้นที่เช่น ภาคเหนือ บางจังหวัดเช่น ที่แพร่ คุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต ส.ส.แพร่ ได้แสดงความประสงค์จะลงสมัคร ส.ส.เขต จังหวัดแพร่ ส่วนพื้นที่อื่นๆ อย่างเชียงราย ก็อยู่ระหว่างการหาผู้สมัคร ส.ส.เขตของพรรคอยู่ ตอนนี้เราเน้นเรื่องการเตรียมวางกรอบนโยบายและการทำเอกสารจัดหาผู้สมัคร ส.ส. ทำกันทั้งวันทั้งคืน แต่หลังมีการกำหนดยุทธศาสตร์พรรค หลัง 26 พ.ย. ทุกอย่างคงชัดเจนมากขึ้น

ใครติดโผ 3 แคนดิเดตนายกฯ?

หลังการเข้ามาพรรค ทษช.ของอดีตแกนนำเพื่อไทย เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง, พิชัย นริพทะพันธุ์ ทำให้เริ่มมีการจับตามองกันว่า รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ทษช.จะมีชื่อไหนกันบ้าง

เราถาม มิตติ-เลขาธิกาพรรค ทษช. ถึงเรื่องรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 รายชื่อของพรรค ทษช.ที่จะประกาศตอนเลือกตั้ง เขาบอกว่า เอาอย่างนี้ว่า ขอรอหลังวันที่ 26 พ.ย. ซึ่งหากมีสมาชิกหรือท่านใดเสนอชื่ออะไรมา ในฐานะเลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารพรรค เราก็จะรับไว้พิจารณา โดยเราต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนอยู่แล้ว โดย 3 รายชื่อจะออกมาด้วยมติกรรมการบริหารพรรค แต่วันนี้ที่ชัดเจนก็คือ หนึ่งในรายชื่อต้องมีหัวหน้าพรรค คุณปรีชาพลอยู่แล้ว ที่เคยได้กล่าวไว้แล้วว่าพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี

เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ มองว่าจุดแข็งจุดเด่นของไทยรักษาชาติที่แตกต่างจากพรรคอื่นก็คือ ทางพรรคให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน เราจะต่อยอดสิ่งที่ดีๆ ที่มีก่อนหน้านี้ อย่างเรื่อง 30 บาท รักษาทุกโรค ที่ก่อนหน้านี้แพทย์อาจจะเหนื่อยในการดูแลประชาชน หรือเรื่องของค่ายา ก็เห็นว่าควรต้องมีการนำเทคโนโลยีมาทำให้การบริหารจัดการต่างๆ ในโรงพยาบาลลดลง ลดความเหนื่อยล้าของผู้ให้บริการคือภาครัฐ และทำให้ประชาชนเข้าถึงโครงการได้ง่าย พยายามลดต้นทุนค่ายา โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็น่าจะทำให้ค่ายาลดลงไปได้มาก รวมถึงนโยบายใหม่ที่จะต้องออกมาเพื่อรองรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคก็จะยึดแนวทางทำให้ประชาชนมีโอกาสด้านต่างๆ มุ่งทำให้เกิดการกระจายรายได้ ลดต้นทุนด้านต่างๆ ของคนในสังคม เช่น ค่าเสียโอกาสในเรื่องของเวลาการเดินทาง

...รวมถึงการพยายามสร้างโอกาสให้กับกลุ่มคนอาชีพต่างๆ เช่น เกษตรกร เพื่อให้ปลูกพืชได้ตรงตามความต้องการของตลาด เช่น การสร้างเครือข่ายเก็บข้อมูล Blockchain ขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อม เราต้องทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปได้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อลดต้นทุนด้านต่างๆ และสร้างโอกาสให้คนไทยในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การเข้าถึงแหล่งความรู้ การใช้เทคโนโลยีเพื่อนำวิทยาศาสตร์มาใช้ด้านต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพให้ทัดเทียมโลก สิ่งเหล่านี้ก็อาจถูกนำไปกำหนดในนโยบายของเราที่อาจจะออกมาเร็วๆ นี้ ทั้งหมดคือการเมืองแนวใหม่ที่เราอยากนำเสนอ

พรรคพร้อมจะเข้าไปแก้ปัญหา พรรคจะไม่ทะเลาะกับใคร เรามุ่งเน้นแก้ปัญหาปากท้องประชาชนเป็นอย่างแรก ควบคู่ไปกับการที่พรรคต้องต่อสู้เพื่อให้เจตจำนงของเสียงส่วนใหญ่คงอยู่ต่อไป หากถามว่าเลือกพรรคไทยรักษาชาติแล้วได้อะไร เราก็จะพยายามทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาในสังคมไทย และตรงนี้จะเป็นคำตอบที่จะไปแก้ปัญหาให้ประชาชนในระยะยาวได้ เพราะอย่างเรื่องปากท้องวันนี้คนแทบจะอยู่กันไม่ได้แล้ว แต่มันก็ยังมีกรอบต่างๆ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกที่พวกเราต้องศึกษาอีกมากว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

-จุดยืนด้านประชาธิปไตยของพรรค เช่นไม่เอา คสช. จะชูแนวทางนี้อย่างไรให้แตกต่างไม่เหมือนกับพรรคอื่นๆ อย่างเพื่อไทย, อนาคตใหม่?

จุดยืนของพรรคไทยรักษาชาติ แน่นอนว่าวันนี้ทางพรรคไม่ขอทะเลาะกับใคร เราขอไปแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนก่อน เช่น เรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องและเรื่องที่สองที่พรรคทำโพลมาก็คือ การแก้ปัญหายาเสพติด แต่พรรคไทยรักษาชาติจะขอยืนเคียงข้างกับทุกพรรคการเมืองที่ยึดถือเจตจำนงของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก เพื่อต่อต้านและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเราไม่อยากให้ลูกหลานเราต้องมา suffer หรืออยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ 20 ปี..วันนี้เราต้องมาร่วมกันต่อสู้เพื่อให้พวกเขามีสิทธิเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เขาต้องการจะเป็น

-พรรคพร้อมจะชูธงจุดยืนในเรื่องประชาธิปไตยไม่เอา คสช.ตอนเลือกตั้ง?

คงไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น แต่หากเราได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล วันนี้สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนคือเรื่องปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาเรื่องยาเสพติด แต่เราพร้อมจะต่อสู้ในทุกกรณีร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่ยึดถือเจตจำนงของคนส่วนใหญ่เป็นหลักเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เพราะพรรคมีจุดยืนประชาธิปไตยที่ชัดเจน

เส้นทางก่อนมาเป็นเลขาฯ ทษช.

ย้อนกลับมาคุยเรื่อง เส้นทางการเมือง ก่อนจะขึ้นมาเป็นเลขาฯ ทษช.ในวัยแค่สามสิบต้นๆ มิตติ เล่าให้ฟังถึงความสนใจทางการเมืองของเขาว่า ด้วยความที่เติบโตมาจากครอบครัวนักการเมือง คุณพ่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นอดีต ส.ส.เชียงราย ที่เข้าสู่การเมืองลงสมัคร ส.ส.ตั้งแต่อายุ 25 ปี ตอนนั้นผมยังไม่เกิดเลย ทำให้ซึมซับมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต เพราะที่ผ่านมาก็ได้ติดตามคุณพ่อไปหาเสียงกับประชาชนในจังหวัดเชียงรายตลอด จึงมีความผูกพันกับพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายมาตลอด ขณะเดียวคุณแม่ผมท่านก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วย จึงต้องบอกว่าทางบ้านทำงานการเมืองมาตลอด ในส่วนผมเองก็ชอบในเรื่องการเมืองอยู่แล้ว เพราะถูกหล่อหลอมและเลี้ยงดูมาให้ทำตั้งแต่เสิร์ฟน้ำ หาเก้าอี้นั่ง คอยดูแลแขก ตั้งแต่ผมจำความได้ ส่วนความสนใจการเมืองมาเริ่มจริงจังตั้งแต่อายุ 17-18 ปี ควบคู่มากับความสนใจเรื่องฟุตบอล ในชีวิตผมก็ชอบสองสิ่งนี้

ส่วนเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง เรื่องนี้มองว่าถ้าการเมืองของเราไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤติแบบนี้ ผมก็คิดว่าคงตัดสินใจยาก เพราะว่าช่วงนี้ทีมเชียงราย ยูไนเต็ด เป็นช่วงที่ทีมประสบความสำเร็จ เป็นช่วงรอยต่อที่ก็อยากต่อยอดให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และต้องการทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก ที่ทีมเชียงรายฯ ยังไม่เคยได้แชมป์ ที่จะทำให้ทีมได้เข้าไปเล่นรายการฟุตบอลถ้วยทีมเอเชีย แต่ตอนนี้การเมืองอยู่ในช่วงที่ผมคิดว่าทุกคนต้องออกมาจับมือกัน ออกมารวมพลังเพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

...เพราะวันนี้มันไม่มีทางเลยถ้าประชาชน คนรุ่นใหม่ไม่ออกมาแสดงพลังกัน ผมคิดว่ามันจะยากมากที่เราจะไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจของ คสช.เกิดขึ้น ครั้งนี้ถ้าเราแพ้ ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามผ่าน  ส.ว. 250 คนได้ ฝ่ายประชาธิปไตยเราอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปดำเนินการอะไรต่อ เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราอาจต้องทนอยู่กับภาวะแบบนี้ต่อไปอีกหลายปี อาจจะสิบปีหรืออาจจะยี่สิบปี

มิตติ กล่าวต่อไปว่า ตัวผมเองจริงๆ แล้วตั้งใจว่าต้องการจะเข้าไปช่วยงานพรรคเพื่อไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้ว ตัวผมเองมีความฝันที่อยากจะเห็นพรรคการเมืองมีความแข็งแรง เป็นสถาบันการเมืองที่มั่นคง ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของพรรคได้จริงๆ แต่ด้วยวิบากกรรมต่างๆ ทำให้พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ไม่มีโอกาสได้ทำพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองได้เลย

จุดนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจมาทำงานร่วมกับพี่ๆ น้องๆ กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ที่เราต้องการแยกตัวออกมาทำตรงนี้ให้เกิดขึ้นให้มันชัดเจนเสียที นอกจากนี้ผมถูกปลูกฝังมาให้คิดถึงเรื่องที่ทำได้จริง นโยบายที่ทำได้จริง แก้ปัญหาประชาชนได้จริง เราเติบโตมาด้วยพื้นฐานการเป็นคนบ้านนอก เราจึงเห็นมาตลอดว่านโยบายด้านไหนที่ประชาชนเข้าถึงได้จริงๆ ผมจึงต้องการต่อยอดนโยบายดีๆ ที่เกิดขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเราถูกทิ้งไว้อยู่ข้างหลังพอสมควร จนเทคโนโลยีวิวัฒนาการต่างๆ ที่ควรนำมาใช้แต่กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ก็ทำให้พวกผมในพรรคไทยรักษาชาติคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้นโยบายดีๆ สามารถถูกนำมาต่อยอดได้ด้วยเทคโนโลยี

-ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ใน ทษช.เช่นกับหัวหน้าพรรค คุยกันนานหรือไม่กว่าจะได้ข้อยุติมาทำพรรคด้วยกัน?

จริงๆ พวกเราเองก็ต้องบอกว่าเคยพูดคุยกันมา แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะเราเองก็ยึดมั่นในสถาบันพรรคการเมืองที่มั่นคงแข็งแรง ไม่มีใครที่คิดว่าอยากจะมาตั้งพรรคใหม่หรอก ไม่ได้มีใครอยากแยกออกมา แต่เมื่อมีโอกาสจากที่ก่อนหน้านี้ที่เราเคยได้พูดคุยกัน เราอยากทำเซกชันของกลุ่มคนที่มีแนวคิดทันสมัยในพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว แต่เรื่องนั้นก็เป็นอดีตไปแล้ว วันนี้เราก็มาเริ่มต้นกันตรงนี้ที่พรรคไทยรักษาชาติ เมื่อตอนนี้มีโอกาสได้มาทำพรรคไทยรักษาชาติด้วยกัน เราก็ตัดสินใจกันไม่ยาก ไม่นาน

มิตติ กล่าวด้วยว่า ที่เข้ามาทำงานการเมืองก็ได้พูดคุยกับบิดามาก่อนแล้ว ซึ่งจริงๆ คุณพ่อผมให้โอกาสและสนับสนุนในการทำทีมสโมสรฟุตบอลมาตลอด เมื่อจะเข้ามาการเมืองผมก็ได้ปรึกษาท่านว่า  ถ้าผมอยากทำการเมืองที่เราสามารถเริ่มต้นกันเองได้ พ่อเห็นว่าอย่างไร พ่อผมก็บอกว่าถ้าเริ่มต้นกันเอง สามารถก่อตั้งพรรคฟอร์มทีมกันเองได้ ก็จะเป็นสเต็ปสำคัญที่จะทำให้พวกเราก้าวมาอยู่ในจุดที่ตอบสังคมได้และเป็นผลงานที่ดี หากแสดงผลงานตรงนี้ออกมา

แล้วทำไมพ่อลูกอยู่กันคนละพรรค มิตติ พูดประเด็นนี้ว่า คุณพ่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อชาติ  เป็นกองเชียร์เฉยๆ ท่านก็มีความคิดที่อยากจะทำพรรคการเมืองที่เข้ากับคนได้ทุกฝ่าย ซึ่งตรงนี้ผมเห็นมาตั้งแต่ก่อนช่วง 4-5 ปีนี้มาแล้ว ที่เวลาเกิดวิกฤติอะไรมาตัวพ่อผมซึ่งเป็นคนที่ยอมรับของทุกฝ่าย มีเพื่อนอยู่ในทุกพรรค แล้ววันนี้เมื่อรัฐธรรมนูญถูกดีไซน์ออกมา ก็หมายถึงว่าพรรคการเมืองพรรคเดียวไม่สามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ พ่อผมก็คิดว่าอยากจะนำความสัมพันธ์ที่ดีที่มีกับเพื่อนฝูงที่อยู่ในพรรคการเมืองต่างๆ อยากมารวมกันเพื่อทำให้เกิดความปรองดองขึ้นมา ก็เป็นคอนเซปต์ของท่าน

ในบทบาทเลขาฯ ทษช. เราให้แสดงทัศนะเกี่ยวกับวิกฤติการเมืองความขัดแย้งที่ผ่านมามองอย่างไร มิตติ มีมุมมองว่าวันนี้หากเราพูดกันด้วยเหตุผลจริงๆ โดยไม่ได้คิดว่าใครอยู่ฝั่งไหน ผมคิดว่าวันนี้เราอาจจะยังอดทนกันไม่พอ เราอาจยังไม่ได้เห็นว่าคนไทยมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ความอดทนเรายังมีน้อยเกินไป แต่ก็ไม่เป็นไรหากเรานำสิ่งเหล่านี้มาเป็นบทเรียน และนำมาพูดคุยกันให้เป็นจริงเป็นจัง ผมก็คิดว่าบ้านเมืองเราไปได้แน่นอน วันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหารซึ่งใน 2557 เป็นรัฐประหารครั้งที่สองในชีวิตที่ผมเห็นมา ต่อจากครั้งแรกปี 2549 มันเป็นความอดทนที่มีไม่พอ เราไม่ได้เคารพในสิทธิหลักการที่พวกเราคิดและคุยกัน จริงๆ แล้วถ้าวันนี้เราเคารพสิทธิและเจตนารมณ์ของคนส่วนมาก ก็จะเป็นสิ่งที่สามารถนำไปแก้ปัญหาได้

...หลังจากนี้ใครก็ตามที่ชนะบนหลักประชาธิปไตย หากเขาทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจได้เองว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเลือกกลับมาเป็นรัฐบาล บริหารอำนาจรัฐต่ออีกหรือไม่  อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องปลูกฝังกันตรงนี้ นอกจากนี้เราควรทำให้คนที่เติบโตขึ้นมาต่อจากนี้ ให้เขาได้อยู่บนพื้นฐานและหลักความจริงของประวัติศาสตร์การเมือง เพราะหากเขาไม่รู้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับบ้านเมืองมาก่อน สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตในทางการเมืองมันก็ยังเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา

ผมก็เลยคิดว่าหลังจากนี้เราควรต้องมาคุยกัน หลังประเทศเรามีสิทธิเสรีภาพในการพูดการคิดได้  เราก็ควรนำเรื่องที่เคยเกิดขึ้นทางการเมืองมาพูดคุยกัน นำมาสอนเพื่อให้เยาวชนรุ่นต่อๆ ไปได้มีข้อมูลและสามารถตัดสินใจอนาคตของเขาได้เองว่าเขาอยากเติบโตมาโดยมีมุมมอง มีทัศนคติ แนวคิดต่อประชาธิปไตยแบบไหน ผมคิดว่าในอนาคตเราต้องปลูกฝังให้ประเทศไทยเราเป็นแบบนี้

เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ ยังกล่าวถึงการเจาะกลุ่มฐานเสียงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก หรือ  First Voter ที่มีร่วม 6 ล้านเสียงว่า วันนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดเลยที่เราจะทำได้ คือเราต้องมาร่วมกันรณรงค์ให้ความรู้ว่าทุกพรรคการเมืองที่อยู่ฝั่งประชาธิปไตยอาจจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพก็ได้ ส่งคนไปร่วมเสวนาตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี อยากนำเสนอตรงนี้แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่วันนี้เราก็พยายามนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพราะกลุ่มเยาวชนต่างๆ  ยังต้องการความเข้าใจในเรื่อง เช่นรัฐธรรมนูญหรือกรอบต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ซึ่งประชาชนไม่ได้เลือกเข้ามาแต่ได้ทำไว้ให้อยู่ต่อไปอีกยี่สิบปี แต่เขาต้องอยู่ตรงนี้ หากเขารู้เรื่องเหล่านี้เขาก็มีสิทธิ์ตัดสินใจ เพื่อให้เขารู้ว่าเมื่อเลือกตั้งแล้วเขาจะได้อะไร เขาจะทำให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

 อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องทำให้เขาตระหนักว่า หากเขาไม่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งประเทศจะเกิดผลกระทบอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไทยรักษาชาติพรรคเดียว แต่คิดว่าทุกพรรคต้องนำเรื่องนี้มาคิดจริงจัง 

นอกจากนี้ก็จะพยายามเสนอแนวทางที่เป็นทางเลือกให้เขาในอนาคต เช่นทางเลือกในการไปทำอาชีพต่างๆ ที่มีจำนวนมากได้ ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นการทำให้พวกเขารู้ว่าเขาสามารถเลือกอาชีพของเขาเองได้ สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองได้ หากเขาเป็น Expert ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เขาสนใจ ซึ่งหากเขาทำได้เขาก็ทำเงินเองได้แล้ว โดยใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุน

 อย่างทุกวันนี้ก็มีคนมาติดต่อให้ผมไปทำงาน มาติดต่อจะจ้างให้ผมไปทำทีมฟุตบอล จ้างให้ผมช่วยติดต่อหานักเตะให้ เพราะผมรู้ว่านักฟุตบอลที่มีคุณภาพราคาไม่แพงจะหาจากที่ไหนได้ สิ่งเหล่านี้ผมมีโนฮาว ผมเป็น expert ตรงนี้ถึงกล้าพูดได้ ผมก็อยากจะนำประสบการณ์ตรงนี้มาบอกคนรุ่นใหม่ว่า หากเขาสนใจจริง สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งจริงๆ เขาก็สามารถเป็น expert ด้านต่างๆ สามารถทำเงินได้ตลอดชีวิตได้ ดังนั้นพรรคก็พร้อมผลักดันให้ทุกคนมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีและเข้าถึงเทคโนโลยีให้ได้.

.....................................

'บิ๊กฮั่น' จากสร้างเชียงราย ยูไนเต็ด สู่ถนนการเมือง เลขาฯ ทษช.     

                มิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ แม้อาจจะเป็นชื่อใหม่ในวงการการเมือง แต่สำหรับวงการฟุตบอลไทยเขาถูกเรียกว่า บิ๊กฮั่น เพราะสามารถสร้างทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด หรือ กว่างโซ้งมหาภัย ตั้งแต่อายุ 23 ปี จนปัจจุบันกลายเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างฤดูกาลที่ผ่านมาก็สามารถนำทีมคว้า 3 แชมป์มาครองได้สำเร็จ  

เราถามมุมมองในฐานะมีประสบการณ์ ประสบความสำเร็จในการทำทีมว่า ในอนาคตหากมีโอกาสเข้าไปทำงานการเมือง ได้มีโอกาสไปพัฒนาวงการกีฬา จะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรอย่างวงการฟุตบอล  อดีตประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด บอกว่า วันนี้วงการฟุตบอลไทยอยู่ในช่วงการกระโดด แบบมีมาตรฐาน ในทุกๆ ปีเรามีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ผมคิดว่าวันนี้วงการฟุตบอลไทยเหลืออีกเพียงไม่กี่อย่างที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ อย่างด้านวงการกีฬาความเห็นของผมในฐานะคนมีประสบการณ์ในวงการกีฬา คนทำกีฬาอาชีพ ผมคิดว่าวันนี้ภาครัฐต้องมาช่วยกันคิดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนของการทำกีฬาแต่ละประเภทได้อย่างไร

ทุกวันนี้วงการกีฬาโดยเฉพาะวงการฟุตบอล ผมมีความเชื่อและมีความมั่นใจในเรื่องเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสิทธิภาพให้นักกีฬาและสโมสรมาก ก่อนหน้านี้วงการกีฬาก็จะมีแนวคิดการซ้อมแบบเดิมๆ  เช่นการวิ่งก็ให้วิ่งทั้งวันเพื่อให้ร่างกายฟิต ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบหายใจ การเต้นของหัวใจ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัววัดว่าวันนี้นักกีฬาวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว จังหวะการวิ่งเป็นอย่างไร รวมไปถึงระยะทางในการวิ่ง การซ้อมกับการแข่งขันจริงเป็นอย่างไร รวมไปถึงการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของนักกีฬาให้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์การกีฬาโดยเฉพาะกับฟุตบอลมีการลงทุนสูงมาก อย่างทีมเชียงราย ยูไนเต็ด  เราลงทุนเรื่องนี้สูงมาก เพื่อทำให้นักฟุตบอลของเราหายเมื่อยเร็วกว่าเดิมหายเจ็บเร็วขึ้น เราจะสามารถควบคุมนักกีฬาไม่ให้ไปเที่ยวไม่ให้กินเหล้าได้อย่างไร เราก็ตรวจเลือดทุกๆ สองวันก็จะรู้ เช่นค่าผลการตรวจเลือดปกติเป็นแบบนี้ ถ้าผลออกมาไม่เหมือนเดิมแสดงว่าเขานอนไม่หลับใช่หรือไม่ หรือว่าเขาไปดื่มแอลกอฮอล์มา เพราะผลตรวจค่าเลือดมันบอกได้ รวมไปถึงการฟื้นฟูสภาพร่างกายหากได้รับบาดเจ็บ เช่นมีการใช้เทคโนโลยีอย่างเลเซอร์มาใช้ ซึ่งผมเคยได้ใช้มาแล้วในวงการฟุตบอลจนประสบผลสำเร็จ อย่างฤดูกาลที่ผ่านมาเชียงราย ยูไนเต็ด ได้ถ้วย 3 แชมป์ จึงสามารถพูดได้ว่าเป็นทีมที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีสูงกว่าสโมสรอื่นๆ

-ที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องของกีฬา การพัฒนาวงการกีฬา แล้วพรรคไทยรักษาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน?

เอาเป็นว่าถ้าเป็นผมก็จะพยายามทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผมอยู่ในวงการกีฬาผมเห็นว่ายังมีอีกหลายด้านที่เราพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนา อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็จะมีท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด เราก็ต้องใช้การเก็บข้อมูล ทำฐาน data base อิง  Immigration คือเวลานักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทย เราต้องใช้ AI มาช่วยประมวลผล ให้รู้ได้ว่าตลอดทั้งปีเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทย ตลอดช่วงการมาเขาไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เพื่อที่ว่าจะได้นำงบประมาณไปพัฒนาในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้ ก็ต้องมีการผลักดันให้เกิดขึ้นมา เราต้องนำระบบ AI เข้ามาเพื่อช่วยให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้จริง

มิตติ กล่าวปิดท้ายถึงเป้าหมายทางการเมืองของตัวเองว่า เรื่องเป้าหมายทางการเมืองผมคิดว่าอยู่ตรงไหนก็ได้ หากสามารถเป็นเสียงที่ไปช่วยผลักดันการแก้ปัญหาประชาชน ปากท้องชาวบ้านได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมคิด วันนี้ผมมาไกลเกินกว่าที่ผมจะฝันแล้วในชีวิตผม เพราะเรื่องการทำทีมฟุตบอล ความฝันผมสำเร็จหมดทุกอย่างแล้ว วันนี้ผมก็อุทิศให้กับการทำงานตรงนี้ อย่างเรื่องรัฐธรรมนูญก็ควรแก้ไข แล้วที่สำคัญปัญหาปากท้องประชาชน เราต้องทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ขอตั้งเป้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาดูกันอีกที เพราะวันนี้หากรัฐธรรมนูญกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ออกมาตามรัฐธรรมนูญยังอยู่ ถ้าเราไม่ออกมาต่อสู้ลูกหลานเราก็ต้องอยู่ในกรอบนี้ต่อไปอีกร่วม 20 ปี

...ผมคิดว่าอันนี้คือความไม่แฟร์ที่เกิดขึ้น ไม่แฟร์ที่หากผมมีลูกหลาน ทุกคนก็ต้องอยู่ในกรอบนี้ซึ่งเราไม่ต้องการ เราไม่ได้เลือก ทำไมเราต้องทนอยู่ตรงนี้ ผมขอแค่ตรงนี้สเต็ปแรกก่อน จากนั้นจะอยู่ในวงการการเมืองต่อไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

“ไทยรักษาชาติไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ แต่จะอยู่ยาว จะเป็นพรรคหลักให้กับสังคมไทยได้แน่นอน”

...สำหรับผมก็จะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ วันนี้ไม่มีเหตุผลที่ผมจะไปไหนถ้าพรรคไม่ถูกยุบก็ต้องอยู่ต่อไปเรื่อยๆ หรือถ้าในวันหนึ่งหากมีพรรคใหญ่ถูกยุบขึ้นมาแล้วหลายท่านมารวมกันอยู่ที่นี่ แล้วพรรคนี้ถูกยุบอีกที ผมอาจต้องเปลี่ยนพรรค หรือผมอาจต้องโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองผมก็ไม่รู้ แต่ถามว่าผมจะอยู่ตรงนี้ต่อไปได้ไหมก็ขึ้นอยู่กับกติกา โชคชะตาวาสนาด้วย ตอนนี้ขอรัฐธรรมนูญแก้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน  ที่เป็นจุดที่ว่าทำไมเราถึงต้องมายืนอยู่ตรงนี้ แต่ขณะเดียวกันจะแก้ได้หรือไม่ได้ ถ้าได้เป็นรัฐบาลเรื่องปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนคือเรื่องสำคัญ.

......................................

 

 


เรื่อง "ธนาธร" กับการ "ถือหุ้นสื่อ" ลุ้นกันจัง!แต่ก็น่าลุ้น.......เพราะใครที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ

โชคดีที่เป็น 'รัฐบาลทหาร'
รูปแบบใหม่ 'ท้าทายประเทศ'
"๕ จี" กับคำตอบ "ขยายค่างวด"
ว่าด้วยพิธี 'เสกน้ำอภิเษกรวม'
'นอเทรอดาม' กับปิยบุตร
สื่อฝรั่ง 'ถลกลาย' ฝรั่งเสือก