'อัจฉริยะ' ร้องสอบ 2 อัยการช่วยผู้ต้องหาวิ่งคดีฉ้อโกงฟอกเงิน-ยาเสพติด


   

29 พ.ย.61 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 ต่อนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ที่ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหา โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา รวม 3 คนในความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน เมื่อปี 2558

เขากล่าวว่า คดีดังกล่าว ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอก (ปปง.) ได้มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์แล้ว แต่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 ดังกล่าวที่เป็นเจ้าของสำนวน ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 เนื่องจากมีความเห็นว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง ทั้งที่จริงแล้วจากหลักฐานที่ดีเอสไอยืนยันมามีเอกสารทางราชการของกระทรวงการคลัง ที่จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดดังที่ดีเอสไอได้มีความเห็นไว้ ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องนี้ผิดปกติเลยนำเรื่องมาร้อง มองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ส่อไปในทางไม่สุจริต หรือพูดง่ายๆว่าวิ่งคดีได้ จึงมาร้องขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการคนดังกล่าว และขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราวก่อนจนกว่าจะมีการสอบสวนแล้วเสร็จ

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคดีที่อัยการคดีพิเศษ 1 คนดังกล่าวมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้น เป็นคดีที่มีการฉ้อโกงเกี่ยวกับการขายโทรศัพท์มือถือที่มีเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้ต้องหาร่วมหนึ่งหมื่นล้านบาท และโดน ปปง.สั่งอายัดทรัพย์ไว้แล้ว แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องซึ่งมันผิดปกติมาก เพราะตัวผู้ต้องหาหลักได้ตกเป็นจำเลยที่ 1-2 ได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว 20 ปี แต่ผู้ต้องที่ 3 ซึ่งเป็นคนรับโอนเงินกลับสั่งไม่ฟ้อง 

โดยตนทราบว่าหลังจากที่อัยการคดีพิเศษ 1 ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแล้ว ทางอธิบดีดีเอสไอกำลังที่จะทำความเห็นแย้งคำสั่งอัยการพิเศษคนดังกล่าว กลับไปยังนายเข็มชัย อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด

นายอัจฉริยะ กล่าวด้วยว่า เรื่องที่สองในวันนี้ ตนยังยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบพนักงานอัยการสมุทรสาคร ที่ร่วมมือกับทนายคนดังคนเดิมช่วยเหลือผู้ต้องหาคดียาเสพติด ให้ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 ที่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการช่วยเหลือราชการ ข้อมูลขยายผลเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่จะเป็นเหตุให้ศาลลดโทษ ซึ่งตนทราบว่าทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบเกี่ยวกับเรื่องที่มีตำรวจเข้าไปเบิกความเท็จต่อศาล เพื่อช่วยในการกระทำผิดของอัยการและทนายดังกล่าว แล้วผลสอบออกมาว่ามีมูล

ที่ผ่านมาหากผู้ต้องหาที่โดนส่งฟ้องโดยมีพนักงานอัยการคนดังกล่าวเป็นเจ้าของสำนวนและใช้ทนายชื่อดังคนดังกล่าวดูคดีให้ ผู้ต้องหาจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 เป็นจำนวนมาก ซึ่งตนทราบว่าอัยการคนดังกล่าวนั้นเดิมเคยเป็นหน้าห้องของนายเข็มชัย อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน และได้ย้ายไปยังจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนย้ายไปที่สำนักงานอัยการภาค 7 ก่อนที่จะวิ่งเต้นย้ายกลับมายังจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งอัยการคนดังกล่าวเป็นคนเดียวกับที่เป็นข่าวว่า คนส่งออกอาหารทะเลเสียเงินวิ่งเต้น 5 แสนบาท อัยการคนนี้มีประวัติมาก ถ้าทนายชื่อดังคนดังกล่าวไม่มีอัยการคนนี้ ก็ไม่มีทางได้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2  ซึ่งคดีที่เรานำเรื่องมาร้องต่ออัยการสูงสุดนี้จะมีความเกี่ยวพันกับคดียัดยาเสพติดของทนายคนดัง ที่เรากำลังดำเนินการยื่นเรื่องขอรื้อฟื้นคดีอยู่

"วันนี้ผมจึงมาขอให้นายเข็มชัย อัยการสูงสุดตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า อัยการคนนี้มีส่วนพัวพันเกี่ยวกับการล้มคดียาเสพติด ซึ่งวันนี้ได้คัดถ่ายคำพิพากษาจากศาลของผู้ต้องหาที่ได้ประโยชน์จากอัยการคนนี้มายื่นประกอบ"

ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวหลังเป็นตัวแทนผู้รับมอบหนังสือ ว่า หลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนแล้ว ทางทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดจะรีบนำเรียน นายเข็มชัย อสส.ให้ทราบโดยเร็วทันที และจะต้องมีการตรวจสอบ ในส่วนของเรื่องที่นายอัจฉริยะร้องเรียน โดยอ้างถึงกรณีที่ ปปง.มีคำสั่งอายัดทรัพย์ แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น ตามกฎหมายการปราบปรามการฟอกเงินนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือที่มีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดมูลฐาน ปปง.ก็จะนำเรื่องเสนอธุรกรรมเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว 90 วัน และทำการตรวจสอบ ตรงนี้เป็นอำนาจของ ปปง.ที่จะดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอผลในคดีอาญา และแนวปฏิบัติของ ปปง. แม้บางคดีจะมีพยานหลักฐานไม่พอที่จะฟ้อง แต่ก็ไม่เป็นการที่จะไปหยุดยั้งกระบวนการในส่วนกฎหมายฟอกเงิน

อย่างเช่นคดียาเสพติดหลายเรื่องที่ศาลยกฟ้องในคดีอาญา แต่ ปปง.ก็ยังยึดอายัดทรัพย์ตามอำนาจของกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งคนที่กระทำผิดฐานฟอกเงินก็มักจะถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเป็นคดีอาญาไปด้วย ซึ่งทางดีเอสไอจะเป็นผู้ทำสำนวนคดีส่งฟ้องอัยการสำนักงานคดีพิเศษ การทำงานจะเป็นรูปคณะทำงาน หากอัยการเห็นว่าหลักฐานไม่พอฟ้องและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง สำนวนก็จะถูกยัอนกลับมาที่ดีเอสไอ เพื่อมีความเห็นว่าเห็นพ้องด้วยหรือต่างอย่างไร หากมีความเห็นพ้องด้วยคดีก็ถึงสิ้นสุด หากเห็นต่างสำนวนก็จะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาดเป็นคนสุดท้าย ตรงนี้เป็นระบบถ่วงดุล

ส่วนเรื่องที่ขอให้มีการสอบสวนนั้น หากอัยการคนใดถูกกล่าวหา ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องมีการตรวจสอบ หากเป็นเรื่องวินัยจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยจะมีสำนักงานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) คอยกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเข้าข่ายมีมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น สอบแล้วไม่มีมูลก็ถือว่าจบไป หากสอบแล้วมีมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง โดยขั้นตอนเราจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีการปกป้องกันเอง เราไม่นิ่งนอนใจ


เรื่อง "ธนาธร" กับการ "ถือหุ้นสื่อ" ลุ้นกันจัง!แต่ก็น่าลุ้น.......เพราะใครที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ

โชคดีที่เป็น 'รัฐบาลทหาร'
รูปแบบใหม่ 'ท้าทายประเทศ'
"๕ จี" กับคำตอบ "ขยายค่างวด"
ว่าด้วยพิธี 'เสกน้ำอภิเษกรวม'
'นอเทรอดาม' กับปิยบุตร
สื่อฝรั่ง 'ถลกลาย' ฝรั่งเสือก