ประชาธิปไตยกับประชานิยม


เพิ่มเพื่อน    

        เห็นว่า ก๊กเอาก็ไม่ใช่-ไม่เอาก็ไม่เชิง อย่างพรรคประชาธิกัด...เขากำลังประดิษฐ์ คิดค้น นโยบายหาเสียง สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่แค่ฟังเฉพาะชื่อก็น่ายั่วยวน หลงใหล อยู่พอสมควร คือนโยบาย เกิดปั๊บ-รับแสน ส่วนจะมีรายละเอียดในแนวไหน อย่างไร คงต้องติดตามกันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ น่าจะถือเป็นคู่แข่งกับนโยบาย รูดปั๊บ-รับห้าร้อย หรือนโยบาย บัตรคนจน ของ ก๊กเอาบิ๊กตู่ อยู่พอสมควรเหมือนกัน...

                                 ----------------------------------------------------

        คือเอาเป็นว่า...แม้ว่าแต่ละก๊ก แต่ละฝ่าย หรือแต่ละพรรคนั่นแหละ ต่างมักปฏิเสธว่านโยบายอันถือเป็น เครื่องมือ ในการเพรียกหา คะแนนนิยม ให้กับก๊กตน ฝ่ายตน หรือพรรคตน จะไม่ใช่ ประชานิยม ไปด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็หนีไม่พ้นต้องหาทาง แจก อะไรต่อมิอะไรกันชนิดปลิวว่อนไปหมด พัฒนาการการเมืองไทย นับตั้งแต่เริ่มปฏิวัติ เริ่มเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จาก สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ประชาธิปไตย จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการ แจก มาโดยตลอด ไล่มาตั้งแต่ แจกปลาทู ไปจนถึง แจกรองเท้าแตะ ชนิดเอาไป 1 ข้างก่อน เลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ค่อยมารับไปอีก 1 ข้าง อะไรทำนองนั้น...

                                    --------------------------------------------------

        ก่อนจะยกระดับมาเป็นการ แจกในทางนโยบาย ไม่ว่าแจกบ้าน แจกรถยนต์ แจกเงินกู้ แจกค่าเล่าเรียน ค่ารักษาสุขภาพ ฯลฯ ให้กับกองทุนโน้น กองทุนนี้ ที่เล่นเอาพรรคการเมือง อย่างพรรค เผาไทย ของแท้แต่ดั้งเดิม หรือตั้งแต่เป็น ไทยรักไทย ได้รับ คะแนนนิยม ชนิดหัวไม่ตก โด่มิรู้ล้ม ไปอีกตราบนานเท่านาน หรือยังมี อานิสงส์ สืบเนื่องมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และก็อาจเป็นด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ฝ่ายเผด็จการ อย่างบรรดา ก๊กเอาบิ๊กตู่ ทั้งหลาย จึงต้องหันมา แจก มั่ง...

                                   -----------------------------------------------------

        นโยบาย รูดปั๊บ-รับห้าร้อย หรือนโยบายบัตรคนจน ที่ออกมาในช่วงจังหวะเหมาะ คือก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้น แค่ไม่อีกกี่วัน กี่เดือน แต่แพร่กระจายไปถึงคนจนจำนวนถึง 11.67 ล้านคนในช่วงแรก แล้วมาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3.1 ล้านคน ในช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ รวมแล้วประมาณ 14 ล้านคนเป็นอย่างน้อย จะสามารถบวก-ลบ-คูณ-หาร เทียบบัญญัติไตรยางค์ออกมาเป็น คะแนนเสียง หรือ คะแนนนิยม ได้ซักกี่ล้าน หรือกี่สิบล้าน อันนั้น...คงต้องไปสำรวจตรวจสอบหลังเลือกตั้งผ่านไปแล้ว กันอีกที...

                                 --------------------------------------------------

        แต่โดยสรุปรวมความแล้ว...การแจกโน่น แจกนี่ ที่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันคงไม่ได้ต่างอะไรไปจาก ประชานิยม ชนิดหนึ่งนั่นแหละ ไม่ว่าพยายามดัดแปลงให้มันออกไปทาง ประชารัฐ, ประชาธิกัด หรือประชาอะไรก็แล้วแต่ ชักเป็นอะไรที่ซึมลึก ซึมซ่าน เข้าไปเกาะอยู่ในเนื้อหนังและไขกระดูก ของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แบบชนิดแทบแยกไม่ออก ไม่ว่าจะประชาธิปไตยของประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือยังไม่พัฒนา ประชาธิปไตยของประเทศแม่แบบ ประเทศลอกเลียนแบบ ต่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ ที่จะแจกโน่น แจกนี่ ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

                                   -------------------------------------------------

        และการที่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย มันมีแนวโน้มเป็นไปในแนวนี้ ก็อาจถือเป็น ภาพสะท้อน ให้เห็นว่า บรรดา ปวงชน หรือประชาชนในแต่ละสังคม แต่ละประเทศนั้น กำลังเป็นไปในแนวไหน??? เป็นประชาชนที่นิยม ชมชอบ ต่อการได้มาซึ่งของฟรี ประชาชนผู้ที่ต้องการได้อะไรมาซึ่งตัวกู-ของกู หรือประชาชนที่มี ธรรม ที่ ไม่เห็นแก่ตัว หรือที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น ของสังคม ประเทศชาติ อันนี้...ก็แล้วแต่จะไปใคร่ครวญ พิจารณากันเอาเอง...

                                 ------------------------------------------------------

        แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่า ปวงชน ในแต่ละประเทศ แต่ละสังคม กำลังเป็นไปในแนวไหน  สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นชัดเจนต่อสายตาใครต่อใครยิ่งขึ้นทุกที ก็คือความเสื่อม ความระส่ำระสาย ที่กำลังเกิดขึ้นกับระบอบการปกครองที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ในระดับทั่วทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะประชาธิปไตยในระดับ แม่แบบ อย่างอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ออกไปทางเสื่อมลงๆ และระส่ำระสายยิ่งขึ้นๆ ทุกที จนส่งผลให้เผด็จการระดับ เผด็จการคอมมิวนิสต์ อีกซะด้วย สามารถผงาดขึ้นมาท้าทาย นำเอา ทุนนิยมเผด็จการ มาใช้เป็นสูตรสำเร็จกันไปแทนที่...

                               -------------------------------------------------------

        ชนิดถึงกับทำให้บรรดา นักประชาธิปไตย จำนวนไม่น้อย...ต้องพยายามศึกษา ค้นคว้า วิจัย กางตำรับ ตำรา ไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่ม กี่ทฤษฎีต่อกี่ทฤษฎี เพื่อหาข้อสรุปว่าประชาธิปไตยแบบไหนกันแน่ ที่มันสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และถาวร ไม่กลายสภาพไปเป็นคณาธิปไตย หรืออนาธิปไตย อย่างที่กำลังปรากฏให้เห็นในแทบทุกประเทศ แต่ไม่ว่าจะศึกษา ค้นคว้า วิจัย กันในระดับไหน โดยคำตอบ...ก็คงหนีไม่พ้นไปจากการหาทางทำให้ ประชาชน หรือบรรดา ปวงชน ทั้งหลายนั่นเอง เป็นประชาชนที่มีธรรม ที่มีศีล มีธรรม ที่ไม่เห็นแก่ตัว มันถึงจะทำให้ความเป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะ โดยตัวแทน หรือ โดยตรง หรือ โดยการมีส่วนร่วม สามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคง แข็งแรง...

                               --------------------------------------------------------

        แต่จะด้วยเหตุเพราะประชาชนในลักษณะที่ว่า ออกจะหายาก หาเย็น พอๆ กับหาหนวดเต่า เขากระต่าย อะไรทำนองนั้น หรือไม่ อย่างไร ก็ไม่อาจทราบได้ การแจกโน่น แจกนี่ แจกแหลก แจกสะบัด มันจึงกลายเป็น ข้อเท็จจริงทางการเมืองที่มิอาจปฏิเสธ แม้จะก่อให้เกิดบรรยากาศที่ค่อนข้างสวนทางกับความมีศีล มีธรรม ความไม่เห็นแก่ตัว หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ใครต่อใครมักชอบหยิบยกมา อ้าง ที่เรียกว่า ความพอเพียง ก็ตาม ประชาธิปไตยในแบบ เกิดปั๊บ-รับแสน หรือแบบ รูดปั๊บ-รับห้าร้อย จึงเป็นเรื่องที่ปวงชนทั้งหลาย คงต้องพิจารณากันเอาเอง ว่าอะไรน่าจะ เมามันซ์ซ์ซ์ ไปกว่ากัน...

                            -----------------------------------------------------------

        ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้...จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ...“ประชาธิปไตย...เพื่อลด หรือเพื่อป้องกันความเห็นแก่ตัว เป็นสิ่งจำเป็น เพราะถ้าเห็นแก่ตัว ก็มีแต่จะต้องเป็นประชาธิป...ตาย โดยไม่รู้สึกตัว ความไม่เห็นแก่ตัวจึงเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้ ที่ไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นของมีได้ยาก สำหรับปุถุชนสมัยนี้ที่บูชาวัตถุ...”

                               -----------------------------------------------------------


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"