ส่งซิก4รมต.ไขก๊อก รู้อยู่แล้วต้องทำตัวอย่างไร จตุพรฟันธง'บิ๊กตู่'ก็จะออก


เพิ่มเพื่อน    


     กกต.เคาะใช้บัตรเลือกแบบไฮบริด มีชื่อ-หมายเลข-โลโก้ ครบทั้ง 350 เขต “อิทธิพร” เตรียมเร่งพีอาร์หวังมีผู้ใช้สิทธิ 80% บัตรเสีย 2% “จรุงวิทย์” เผย 19 ธ.ค. เตรียมสรุปเรื่องค่าใช้จ่าย-ป้าย-โซเชียลฯ “สรอรรถ” ชี้หย่อนบัตรเป็นวาระสำคัญอย่าทำแค่ประชด “ประยุทธ์” ย้ำเตือนตัวเองให้หงุดหงิดน้อยลง หวังพาชาติผ่านการเลือกตั้งและพระราชพิธีสำคัญ “จตุพร” ลั่นให้จำไว้ อีกไม่กี่วันลุงตู่ไขก๊อกแน่ พร้อมเปิดให้ต่างชาติส่องเพราะ 5 ปี คสช.ไม่เคยดื้อกับกระแสสังคม อึ้ง! เพื่อไทยส่งชิงเก้าอี้ผู้แทนฯ แค่ 200 เขต
     เมื่อวันอังคารที่ 18 ธ.ค. ในงานเสวนาเรื่องการเลือกตั้งคุณภาพกับอนาคตประเทศไทยภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจัดโดยสมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง โดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งว่า กกต.ต้องเร่งโหมโรงประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งให้มากขึ้น โดยก่อนปีใหม่จะประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนในทุกๆ ประเด็น รวมถึงการนำคะแนนเสียงของประชาชนมาคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
     นายอิทธิพรกล่าวถึงประเด็นบัตรเลือกตั้งว่า จะเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นบัตรประวัติศาสตร์ หรือบัตรไฮบริด   เพราะที่ผ่านมาเรามีบัตร 2 อย่างคือ บัตรดั้งเดิมเลือก ส.ส.แบ่งเขต ซึ่งมีตัวเลขกับช่องกากบาท จนกระทั่งปี 2544 มี ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้น บัตรเลือกตั้งจึงถูกศัลยกรรมให้มีหน้าตา แต่งหน้าให้ด้วย โดยมีชื่อและโลโก้ ดังนั้นในการประชุมจึงลงมติรูปแบบบัตรเลือกตั้ง รวมเอาบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบมาไว้ในบัตรใบเดียว พิมพ์บัตรแตกต่างกัน 350 เขตไม่ซ้ำกัน โดยมีทั้งชื่อ หมายเลขและโลโก้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ ซึ่งโรงพิมพ์ยืนยันว่าสามารจัดพิมพ์บัตรได้ตามกรอบเวลา 
      “การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.ตั้งเป้ามีผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนน 80% และมีบัตรเสียไม่เกิน 2% และจะนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง รวมทั้งมีการคุ้มครองพยาน เงินรางวัลตัวเลข 6 หลัก สำหรับผู้แจ้งเบาะแสที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินคดีของ กกต. ซึ่งเงินรางวัลมากกว่าสินจ้างที่รับเพื่อให้ไปลงคะแนน” นายอิทธิพรกล่าว
    นายอิทธิพรกล่าวอีกว่า ไทยมีการปฏิวัติมาแล้ว 13 ครั้ง และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จะมีเสียงครหาว่ามีการซื้อเสียง ผู้แทนฯ ที่ได้มามีการถอนทุนคืนในรูปแบบต่างๆ จนเป็นที่มาของการยึดอำนาจล้มรัฐบาล ล้มรัฐธรรมนูญ เป็นวังวนทางการเมืองไทย 86 ปี จนคนเรียกกันว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ล่าสุดการยึดอำนาจของ คสช.มีประเด็นความขัดแย้งเพิ่มเข้ามานำไปสู่การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ทั้งในส่วนของพรรคการเมือง หน้าที่พลเมือง และบทบาทการจัดการเลือกตั้งของ กกต.
     “อำนาจในการสร้างอนาคตของประเทศอยู่ในมือประชาชน ออกมาใช้สิทธิให้มากเป็นประวัติการณ์ จะส่งผลดีต่อการเมืองการปกครอง โดยการเลือกตั้งจะดีได้ กกต.ต้องรับฟังความเห็น ผมจึงติดกระจกรอบบ้านมองตัวเองเพื่อทำให้ดีที่สุด เราไม่ได้เป็นซามูไรทั้ง 7 เป็นแค่ กกต.ทั้ง 7 แต่ถ้างานเยอะ ก็จะเป็น กกต.เซเว่น อีเลฟเว่น ทำงาน 24 ชม. สำหรับนักการเมืองขอให้รู้แพ้รู้ชนะ หากไม่ได้รับเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ขอให้เอาความดีและความอุตสาหะเข้าสู้” นายอิทธิพรกล่าว   
     นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายกสมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง กล่าวว่า ผลสำรวจของนิด้าโพล ทำให้ทราบว่าเป้าหมายใหม่ของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ 5-6 ล้านคน แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ยังมีความเข้าใจเรื่องการเลือกตั้งน้อยมาก โดยการเลือกตั้งไม่ใช่แค่ไปใช้สิทธิแล้วจบ แต่มีความหมายต่อการบริหารประเทศ เราไม่มีการเลือกตั้งมานาน 7 ปี วันนี้อำนาจการปกครองกลับมาอยู่ในมือของประชาชน มีผู้สมัครมากกว่าหมื่นคน แต่มีตำแหน่งแค่ 500 ตำแหน่ง พรรคการเมืองต้องเลือกคนดีมาเป็นตัวแทนพรรค ขณะที่ประชาชนจะเป็นคนตัดสินว่าใครจะทำหน้าที่แทนเขา
     “การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นเรื่องสำคัญ อย่ามองเป็นเรื่องกระแส เลือกเพราะแค่ต้องการเปลี่ยน หากต้องการเปลี่ยนก็ขอให้คิดถึงเหตุผลว่าจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร อย่าทำเพียงประชดตัวเอง ประชดสังคม จนทำให้ประเทศชาติเสื่อมโทรมลงไป ในการเลือกตั้งจึงต้องมีสติและมีความรอบคอบ” นายสรอรรถกล่าว
     พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเลือกบัตรเลือกตั้งที่มีหมายเลขผู้สมัคร  ชื่อและโลโก้พรรค โดยขนาดบัตรจะเท่ากันทุกเขตคือขนาด A4 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหลัก และได้สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วว่าสามารถดำเนินการได้ทั้งเรื่องการพิมพ์ การขนส่ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 
19 ธ.ค.ลุ้นป้าย-โซเชียลฯ
     “เรื่องป้ายหาเสียงจะประชุมหารือกับพรรคการเมืองในวันที่ 19 ธ.ค. ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายในการหาเสียง การติดป้ายหาเสียง และการหาเสียงทางสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งเรื่องป้ายยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ติดรูปใครได้บ้าง แต่ในส่วนของข้อความให้มีได้เท่าที่จำเป็น” พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าว
สำหรับความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ หลังรับทราบมติ กกต.ในเรื่องบัตรเลือกตั้งนั้น นายธนา ชีรวินิจ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ กกต.ยอมรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ การที่ กกต.ยอมถอยถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
     นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวเช่นกันว่า การที่ กกต.ไม่สวนกระแส ยอมให้มีชื่อผู้สมัครและโลโก้พรรคในบัตรเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ดี ถือว่า กกต.ยอมฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ 
     น.ส.เยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวว่า เมื่อ กกต.ให้ความชัดเจนกับประชาชนในเรื่องบัตรเลือกตั้ง พรรคอยากอีกเรื่องการประชาสัมพันธ์ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึง สร้างเข้าใจการเลือกตั้ง ด้วยกติกาใหม่ในการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเยอะๆ  
     นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า ถือเป็นบัตรเลือกตั้งแบบทูอินวัน ซึ่ง กกต.แก้ปัญหาได้ดี ต้องขอบคุณ กกต.ที่กล้าตัดสินใจ 
     ขณะที่นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) กล่าวว่า ในวันที่ 19 ธ.ค. พรรคจะส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมด้วย ส่วนกรณีบัตรเลือกตั้งก็รู้สึกสบายใจขึ้นที่มีการปฏิบัติตามแบบสากลเขาทำกัน รวมถึงสบายใจที่ กกต.ไม่ถูกครอบงำ แต่ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องคือให้มีเขตเดียว เบอร์เดียวทั่วทั้งประเทศ ขอให้ กกต.คิดถึงประเด็นนี้ ถ้า กกต.มีอิสระตัดสินใจจริงก็น่าจะดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ 
     นายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษก พ.พ.ช. ย้ำว่า พรรคจะเสนอในการประชุมร่วมกับ กกต.ให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช้เบอร์เลือกตั้งเบอร์เดียวกันทุกเขตทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และ กกต.เองก็จะสะดวกในการรวบรวมคะแนนนับผลการเลือกตั้ง 
     ส่วนประเด็นการให้ต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์เรื่องตั้งนั้น นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่า พูดเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของ กต. แต่เป็นเรื่องของ กกต. ส่วน กต.ให้ความเห็นในฐานะที่มีประสบการณ์กับต่างประเทศ ซึ่งมองว่าหากประเทศใดขอติดต่อเข้ามาสังเกตการณ์ แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นมีปัญหา ซึ่งการเลือกตั้งครั้งแรกนี้ต้องการให้เป็นไปอย่างราบรื่น เป็นมงคลฤกษ์ที่เราดูแลกันเองได้ เพราะมีประสบการณ์มาพอสมควร เชื่อว่าดูแลบ้านเมืองของเราเองได้ โดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม
     “ไม่ต้องมีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เราควรใช้โอกาสที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ด้วยการให้คนไทยเข้ามาร่วมในการสังเกตการณ์ แต่ถ้าไม่พอใจหรือไม่เชื่อใจคนไทย ก็ให้สถานทูตต่างประเทศในไทยเข้ามาร่วม เท่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์แล้ว ไม่ต้องไปเอาต่างชาติเข้ามาอีก ถือเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ จะไปเอาคนอื่นเข้ามาตลอดเวลาไม่ได้ เพราะต่างชาติจะเก่งกว่าเราทุกเรื่องไปได้อย่างไร เราต้องเรียนรู้จากต่างชาติก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง” นายดอนกล่าว
ตู่เชื่อมีถอยให้ ตปท.แน่
     เมื่อถามถึงกรณีพรรคการเมืองระบุว่า หากรัฐบาลมั่นใจว่าการเลือกตั้งโปร่งใส สุจริต จะกังวลอะไร นายดอนกล่าวว่า ไม่ได้กังวล แต่การให้คนไทยดูแลจะยิ่งดีกว่าการให้คนไม่กี่คนเข้ามา และถ้าเป็นคนจำนวนมากเข้ามาดูยิ่งไม่ควร ประเทศไทยไม่ควรจะยืมมือคนอื่น เพราะเรามีทุกอย่างเพียงพอ ตรงกันข้ามวันนี้คนอื่นเข้ามาเรียนรู้ประเทศไทยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา
     ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ กองเชียร์ พ.พ.ช. ระบุเรื่องนี้ว่า ท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างมันเดินไปข้างหน้า ก็จะถอยกันแบบบัตรเลือกตั้ง เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ต่างชาติจะได้เข้ามาสังเกตการณ์ 
     นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.พท.กล่าวว่า ไม่ควรสวนกระแสปิดหูปิดตาชาวโลก ทางที่ดีควรเชิญให้เขาเข้ามาสังเกตการณ์ จะทำให้ได้รับการยอมรับ และผู้ที่อยู่ในอำนาจก็จะได้รับการชื่นชมว่าจริงใจให้โอกาสประชาชนในการตัดสินอนาคตของตัวเอง หวังว่าที่สุดแล้วผู้มีอำนาจจะไม่ทำอะไรส่วนกระแสชาวบ้านเขา 
     วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม คสช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเป็นการติดตามสถานการณ์ทั่วไปเรื่องความสงบเรียบร้อย เท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีประเด็นอะไร ส่วนกรณีที่พยายามเตือนตัวเองให้ระมัดระวังในเรื่องการพูดในช่วงนี้นั้น เพราะหลายคนบอกว่าขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ก็ต้องปรับปรุงตัวเอง และทุกคนก็ต้องเตือนตัวเองในการออกสื่อ หรือการให้สัมภาษณ์หรืออะไรอยู่แล้ว การเมือง นักการเมืองทุกคนต้องช่วยกัน อย่าให้เกิดความขัดแย้งหรือสร้างบรรยากาศเดิมๆ เกิดขึ้นมาอีก บ้านเมืองก็ไม่สงบ วุ่นวายต่อไปเรื่อยๆ ถ้าทุกคนทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ มันก็เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศชาติไม่ใช่หรือ ไม่ต้องการให้นำคำพูดของตนเองไปบิดเบือน พูดอะไรก็เป็นประเด็นไปเสียทั้งหมด ซึ่งอาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและต่อนายกฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องพรรคการเมืองใดๆ ในขณะนี้ทั้งสิ้น ไม่อยากให้มีผลในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลนี้จำเป็นต้องรักษากฎระเบียบเหล่านี้อยู่
เมื่อถามถึงกรณีโจมตี 4 รัฐมนตรีไม่ลาออก จะกระทบการทำงานของนายกฯ และรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องของกฎหมาย ไม่ไปแก้ตัวให้กับใคร ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าควรต้องทำตัวอย่างไร นักการเมืองก็เช่นเดียวกัน ต้องดูตัวเองด้วย ผิดกฎหมายเรื่องอะไรบ้างหรือไม่ ไม่ใช่เป็นนักการเมืองแล้วพูดได้ทุกอย่างมันคงไม่ใช่
     “ท่านก็บอกว่าผมเป็นนักการเมือง ในฐานะที่เป็นนายกฯ ผมก็ยอมรับตรงนี้ แต่ผมก็ต้องระมัดระวังในการพูด ผมไม่อยากให้ประชาชนไปหลงเชื่อการหาเสียงต่างๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ต้องมีหลักการคิดที่ถูกต้อง ประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป” นายกฯ กล่าว และว่า ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย นายกฯ ก็จะระมัดระวังตัวให้มากที่สุด เพราะไม่ได้ลงไปเลือกตั้งอะไรกับเขา ฉะนั้นต้องรักษาระบบการบริหารราชการแผ่นดินในขณะที่เป็นรัฐบาลให้เรียบร้อยที่สุด บอกแล้วหลายอย่างต้องรักษาสถานการณ์ไว้ให้ได้ เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในห้วงเวลาต่อไป 
     พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ช่วงนี้ยังไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการแข่งขันหาเสียงของพรรคการเมือง ส่วนการตอบโต้กันไปกันมาของพรรคการเมืองนั้น ก็ต้องให้อยู่ในกรอบกฎหมาย เชื่อว่าไม่น่านำไปสู่จุดที่รุนแรง และทุกอย่างน่าจะดีขึ้นจากเดิม 
จตุพรเชื่อบิ๊กตู่ไขก๊อกแน่
     ด้านนายจตุพรเชื่อว่า อีกไม่กี่วัน พล.อ.ประยุทธ์จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช. เพราะตลอดเวลา 5 ปี คสช.ทำอยู่สามแบบเท่านั้น ถ้าเรื่องใดคนไม่เห็นด้วย คสช.ก็จะเลิก เรื่องอะไรที่ตึง คสช.ก็จะถอย เรื่องอะไรที่ไม่สบายหูประชาชน หัวหน้า คสช.ก็จะออกมาขอโทษทุกครั้งคราวไป 
     “วันนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า เส้นบางๆ ระหว่างคำว่า ได้เปรียบกับเอาเปรียบในการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่า คสช.รู้ว่าคนไม่พอใจ ท้ายที่สุด จำปากผมเอาไว้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช.อย่างแน่นอน อีกไม่กี่วันถัดจากนี้ไป ถ้ามีการเลือกตั้งและ พล.อ.ประยุทธ์ประสงค์เป็นนายกฯ คนต่อไป”นายจตุพรกล่าว
     ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ นั้น รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า การจัดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งระบบเขตของพรรคจากเดิมที่วางตัวผู้สมัครทั่วประเทศประมาณ 220 เขต โดยจะเว้นในเขตที่ประเมินแล้วว่าถ้าส่งไปก็ไม่ชนะ และให้พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ส่งผู้สมัครในเขตนั้นๆ เพื่อเก็บคะแนนเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน ขณะนี้ พท.มีการปรับตัวเลขลงมา โดยจะส่งผู้สมัครทั่วประเทศประมาณ 200 คนเท่านั้น
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมจัดงานเลี้ยงระดมทุนประเทศไทยหนึ่งเดียว ในวันที่ 19 ธ.ค.2561 ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 9 ในรูปแบบโต๊ะจีน 200 โต๊ะ มูลค่าโต๊ะละ 3 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 600 ล้านบาท โดยกิจกรรมจะเริ่มต้นในเวลา 18.00 น. 
     นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษก พปชร. กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย เปรียบตนเองเสมือนมวยไม่มีราคาว่า เป็นเด็กที่เคารพผู้ใหญ่ไม่ได้คิดเทียบชั้นอะไร แต่ไม่เข้าใจ ร.ต.อ.เฉลิมที่ชอบออกมาพูดจาใส่ร้ายข่มขู่คนอื่นก่อน เพราะเมื่อชี้แจงข้อเท็จจริงบ้างกลับรับไม่ได้ ใช้โทสาคติตอบโต้คนอื่นด้วยถ้อยคำที่ดูถูกดูแคลน ไม่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนไปพาดพิงพรรคอื่นก่อน หวังว่าการออกมาพูดครั้งนี้จะทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมเข้าใจ มิฉะนั้นคนที่จะเสนอปลด ร.ต.อ.เฉลิมอาจเป็นนายใหญ่ก็ได้ เพราะคนทั้งประเทศต้องการก้าวพ้นความขัดแย้ง
ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) กล่าวว่า หากประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ ก็ขอให้เลือกผู้สมัครของพรรค และจะจัดการเผด็จการทหารให้ดูอย่างที่เคยพูดไว้ ซึ่งคนอย่างตนเอง พูดคำไหนคำนั้น ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะตนเองแตกต่างจากแคนดิเดตนายกฯ คนอื่นๆ 
     “ถ้าได้ผมเป็นนายกฯ รับรองไม่เหมือนเดิม ดูได้จากสมัยเป็น ผบ.ตร.ผมไม่มีอะไรเลย ทำงานแค่ปีเดียว ตำรวจยังบอกว่าเป็นอธิบดีทำงานได้เกือบเท่าอธิบดีเผ่า  (พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ) และในวงการตำรวจเรียกผมว่าเบอร์สองรองจากอธิบดีเผ่า ซึ่งวันนี้ผมไม่มีอำนาจอะไรเลย แต่ถูกมองว่าความสามารถเบอร์สองรองจากอธิบดีเผ่า ดังนั้นหากมีโอกาสบริหารประเทศ คนที่เอ่ยชื่อจะมาเป็นนายกฯ ไม่ต้องมาเทียบผม และหากผมได้ 10 ล้านเสียง จะเปลี่ยนประเทศให้ดู”พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว.  


"วาระแห่งชาติ" ฉีดวัคซีนโควิด "เริ่มแล้ว" CEO กว่า ๔๐ บริษัท "ร่วมรัฐ" เปิดจุดกระจายฉีด "นำร่อง" ใน กทม.ที่ "เซ็นทรัล ลาดพร้าว" เมื่อวาน (๑๒ พ.ค.๖๔)

มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน
ประชาธิปัตย์ "เท่" อีกแล้ว
"ธรรมนัสกับจริยธรรม"
เมื่อ"เสือโทนี่"เป็น"อีแร้ง"