ศาลสั่งคุก1ปี6เดือนไม่รอลงอาญา ข้าราชการหื่นในกระทรวงสธ.


   

5 ก.พ. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีกระทำอนาจาร หมายเลขดำที่ อ.4200/2560  ที่ พนักงานอัยการ จ.นนทบุรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนาย อัศม์เดช รัตนวรประเสริฐ  อายุ 40 หัวหน้ากลุ่มภารกิจกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารหญิงอายุเกินกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ

อัยการโจทก์ยื่นฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 เวลากลางวัน นายอัศม์เดช จำเลยได้กระทำอนาจาร พนักงานหญิง วัย 30 ปี ลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นบุคคลอายุเกินกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้แขนทั้งสองข้าง โอบกอดรัดตัวผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้ และไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำดังกล่าว และวันที่ 31 ก.ค. 2560  เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยได้กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยใช้มือสอดมาใต้รักแร้ของผู้เสียหายและใช้มือจับที่หน้าอก โดยผู้เสียหายอยู่ในสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ และต่อเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2560 เวลากลางวัน จำเลยยังได้กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย ด้วยการใช้มือข้างซ้ายโอบไหล่ของผู้เสียหาย แล้วดึงตัวผู้เสียหายเข้าไปหาจำเลย แล้วตัวจำเลยได้โอบกอดรัดตัวผู้เสียหาย  

ทั้งนี้ จำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในลักษณะเปิดเผยให้พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่ดังกล่าวสามารถเห็นการกระทำได้ และเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัลอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี

 ศาลพิพากษาว่า นายอัศม์เดช จำเลย มีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง รวมจำคุกเป็นเวลา 3 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี  และรายงานการสืบเสาะแล้ว พบว่าจำเลยเป็นชายซึ่งมีภรรยาและบุตรอยู่แล้ว อีกทั้งยังเคยปฏิบัติราชการในหน่วยงายต่างๆ หลายแห่ง โดยขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งถึงหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไปในหน่วงงานราชการที่เกิดเหตุ และเป็นบุคคลที่มีอายุ 40 ปี ซึ่งเป็นวิญญูชนมีคุณวุฒิและวัยวุฒิ และอยู่ในฐานะผู้มีตำแหน่งราชการสูงกว่าผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ผู้อื่น สมควรจะต้องมีสำนึกในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในการดำรงตนให้อยู่ในกฎระเบียบ และจริยธรรมของการเป็นข้าราชการที่ดีในอันที่จะสร้างความเลื่อมใส ศรัทธาให้แก่ประชาชนทั่วไป และย่อมต้องมีวุฒิภาวะรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีมากแล้ว แต่จำเลยยังกระทำความผิดในคดีนี้ถึง 3 ครั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในสถานที่ราชการ อันเป็นสถานที่เปิดเผย และอาจมีคนเห็นได้ โดยอาศัยโอกาสในฐานะที่จำเลยมีตำแหน่งหน้าที่สูงกว่าผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเพียงลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการแสวงประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ในชีวิตและร่างกาย รวมทั้งเป็นการไม่เคารพศักดิ์ความเป็นมนุษย์ในการดำรงชีพ และความเป็นส่วนตัวของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นหญิงมีสามีแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่มิได้คำนึงถึงความเสียหายอันจะเกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อผู้เสียหาย รวมทั้งครอบครัวของผู้เสียหายและครอบครัวของตนเอง ซึ่งต้องอับอายและเป็นการบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ขัดต่อศีลธรรมอันดีต่อประชาชน และเป็นภัยต่อสังคมส่วนรวม แม้จำเลยไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน นิสัยและความประพฤติไม่ปรากฏก็เสียหายร้ายแรง และหลังจากคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว จำเลยนำเงินจำนวน 30,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อมอบให้แก่ผู้เสียหายอันเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 4 ธ.ค. 2560 ผู้เสียหายแถลงต่อศาลแล้วว่าไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย โดยประสงค์ให้จำเลยได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ และมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิให้ใช้อิทธิพลในฐานะผู้มีตำแหน่งหน้าที่เหนือกว่า ฉวยโอกาสกระทำความผิดเช่นเดียวกับจำเลย ประกอบกับพนักงานคุมประพฤติเห็นว่าการใช้วิธีคุมความประพฤติน่าจะไม่เหมาะสมกับจำเลย ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามคดีนี้เป็นเพียงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คดีได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 2 ก.พ. 2561 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษา


"พลเอกประยุทธ์" นี่.....ชะตาเข้าเกณฑ์ "พระรามเดินดง" จริงๆ!กว่าจะลุยป่าได้นั่ง "เก้าอี้นายกฯ" เรียกว่าบักโกรกเลือดโชกแสนสาหัส     ครั้นขึ้นนั่ง.......

"ขายชาติ" ปรากฏว่า "ขาดทุน"
'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?