4วันตาย236ศพ ยึดรถ1.7พันคัน ห่วงช่วงขากลับ


   

 4 วันอันตราย เกิดอุบัติเหตุรวม 2,194 ครั้ง เสียชีวิต 236 ศพ บาดเจ็บ 2,265 คน "ขับรถเร็ว-เมาแล้วขับ" สาเหตุหลัก "ศปถ." ปรับแผนตั้งจุดตรวจแหล่งชุมชนและถนนสายรองเพิ่มขึ้น "คสช." เผยยอดยึดรถขี้เมาแล้ว 1,748 คัน "นิกร" ห่วงช่วงขากลับหลังปีใหม่ ขอทุกฝ่ายเข้มข้นต่อเนื่อง  

  
    เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) เกี่ยวกับสถิติอุบัติเหตุทางถนนสะสม 4 วัน ระหว่างวันที่ 27-30 ธ.ค.61 ในช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 2562 ว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 2,194 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 236 ราย ผู้บาดเจ็บ 2,265 คน โดยจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือตายเป็นศูนย์มี 13 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 77 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่และนครราชสีมา จังหวัดละ 12 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่  เชียงใหม่ 79 คน
    นายประสารกล่าวว่า ในส่วนสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่สี่ของการรณรงค์ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร เกิดอุบัติเหตุ 561 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 51 ราย ผู้บาดเจ็บ 578 คน  โดยสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 42.42 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ  27.99 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.31 รถปิกอัพ 6.39 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 65.06 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 38.86 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ  35.29 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 28.70 
    "เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดตรวจหลัก 2,051 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 66,742 คน เรียกตรวจยานพาหนะ  876,537 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 177,400 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 51,039 ราย ไม่มีใบขับขี่ 43,799 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สงขลา 23 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 5 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สงขลา 24 คน" นายประสารกล่าว
    อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 3 วันที่ผ่านมา พบสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยละ 37.95 มาจากการขับรถเร็ว และกว่าร้อยละ 27.68 เกิดจากการเมาสุรา ซึ่งในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่หลายพื้นที่จะมีการจัดงานรื่นเริง  ศปถ.จึงได้สั่งการให้จังหวัดเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการของจุดตรวจและด่านชุมชน โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบพื้นที่จัดงานรื่นเริงและสถานบันเทิง ให้เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายและเรียกตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ เพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทั้งเมาแล้วขับและขับรถเร็ว  รวมถึงให้คุมเข้มการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งการจำหน่ายให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี 
    นายปวิณ ชำนิประศาสน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้จังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วนดำเนินมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มความเข้มข้นการปฏิบัติงานของด่านชุมชน เส้นทางสายรอง เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างตำบลและหมู่บ้านเป็นพิเศษ เพื่อป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทั้งการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่สวมหมวกนิรภัย
    ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการป้องกันและลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ด้วยมาตรการดื่มไม่ขับ จับยึดรถ ของ คสช. โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ร่วมกันปฏิบัติงาน โดยพบว่า 3 วันที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 27-29 ธ.ค.61 เจ้าหน้าที่ได้เก็บรักษารถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับไว้แล้ว 1,748 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 1,236 คัน และรถยนต์ 512 คัน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 60,492 คน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 35,474 คน รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล 25,018 คน
    พ.อ.หญิง ศิริจันทร์กล่าวว่า สำหรับสถิติในวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมาตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์กระทำความผิด 26,520 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถไว้  722 คัน และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี  21,028 คน รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคลพบการกระทำความผิด 17,731 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบขับขี่ไว้ 535 คน ยึดรถยนต์ 274 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 13,638 คน
     "เจ้าหน้าที่ได้นำรถไปเก็บรักษาในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ เช่น สถานีตำรวจท้องที่ ด่านตรวจทางหลวง สำนักงานขนส่ง หน่วยทหาร โดยหลังจากช่วงเทศกาลไปแล้ว เจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับรถคืนได้ตามที่เจ้าหน้าที่นัดหมาย" รองโฆษก คสช.กล่าว
    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก สตช.) กล่าวว่า ตลอด 4 วันที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พอใจกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและดูแลประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ ดังจะเห็นได้จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่มีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดย ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้กำลังพลทุกนายทุ่มเทกำลังกายกำลังใจปฏิบัติภารกิจให้เต็มความสามารถ ดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 ให้ประชาชน
    "ผบ.ตร.ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายพร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับให้ครบทุกช่องทาง ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทางที่สถานีขนส่ง รถไฟที่สถานีรถไฟ และเครื่องบินที่สนามบิน โดยเฉพาะการจราจรทางถนนนั้นจะมีความหนาแน่นเป็นพิเศษ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายพร้อมให้บริการช่วยเหลือ และอำนวยการจราจรอย่างเต็มความสามารถและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด" รองโฆษก สตช.กล่าว
    อย่างไรก็ดี นายนิกร จำนง ในฐานะประธานคณะกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย แสดงความเป็นห่วงสถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่มียอดสะสม 4 วัน เสียชีวิตแล้ว 236 ราย บาดเจ็บกว่า 2.2  พันรายว่า แม้จำนวนยอดรวมลดลง 8% แต่ปัญหาในปีนี้คือช่วงการหยุดยาวถึงวันที่ 2 ม.ค.62 ซึ่งประชาชนจะฉลองเคาต์ดาวน์กันในคืนวันที่ 31 ธ.ค.61 ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 1 ม.ค.62 แล้วก็ต้องรีบกลับทันทีเพื่อมาทำงานในวันที่ 2 ม.ค.62 สะท้อนให้เห็นว่าแม้ตัวเลขจะลดลงบ้าง แต่ยังมีความน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะเรื่องของความอ่อนเพลียและหลับใน เพราะหากเกิดจากสาเหตุดังกล่าวแล้วอุบัติเหตุจะรุนแรงมาก 
    นายนิกรกล่าวว่า ขอให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มจุดพักชั่วคราวซึ่งเป็นที่พักริมทางเพิ่มมากขึ้น และแจ้งประชาชนให้ทราบโดยทั่วถึงกันว่ามีจุดที่พักชั่วคราว หรือที่พักริมทางเพิ่มเติมนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง  อีกทั้งขอให้เพิ่มจุดตรวจให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกตื่น เพราะเวลาจอดนั้นจะทำให้ผู้ขับหายง่วงได้
    "ที่ผมยังเป็นห่วงมากคือช่วงวันกลับ โดยเฉพาะตัวเลขในวันที่ 1 ม.ค.จะน่าห่วงที่สุด เพราะเป็นการเร่งรัดกลับ จึงถือว่ายังไม่พ้นอันตราย ถึงแม้ว่าในวันนี้ตัวเลขจะลดลงบ้าง ผมก็กลัวว่าหน่วยงานเห็นว่าตัวเลขลดลงมาแล้วจะปล่อยมือ แต่อันตรายยังอยู่ข้างหลังอย่างที่บอกไว้ว่ามันจะโป่งตอนปลาย ก็ขอภาวนาว่าปีนี้จะไม่เพิ่มมากกว่าปีที่แล้ว เพราะไทยลดลงมาเป็นอันดับ 9 ของโลกแล้ว จากเดิมที่ไทยเป็นอันดับ 2 ของโลก" ประธานคณะกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัยกล่าว
     ที่ จ.เชียงใหม่ นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าฯ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่เป็นจำนวนมาก และมีฝนตกลงมาด้วย ทำให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากกว่าปีก่อน แม้จังหวัดได้ขอให้ทุกภาคส่วนนำมาตรการต่างๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละพื้นที่ ทุกจุดตรวจจุดสกัดต้องเข้มงวดกวดขันและดำเนินการเรียกตรวจ 100 เปอร์เซ็นต์ ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ แต่ก็ยังเกิดเหตุสูงเพียงแค่ 4 วันมีเสียชีวิตถึง 12 ศพแล้ว จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และการอำนวยความสะดวกตามเส้นทางเสี่ยงและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทุกพื้นที่ เพื่อลดสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในคืนเฉลิมฉลอง 1-2 วันนี้ 
    นายคมสันกล่าวว่า ขอให้ทุกจุดตรวจเพิ่มการสังเกตพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ตักเตือนผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งสั่งการให้ดูแลพื้นที่ 4 ดอยสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยว คือ ดอยสุเทพและดอยคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่, ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่นอกจากจะให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังขอให้ปฏิบัติตามมาตรการพิเศษของจังหวัด ที่ห้ามรถโดยสารขนาดใหญ่ 2 ชั้นวิ่งขึ้นไปบนดอย, กำหนดเวลาขึ้นลงดอย เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ 
    "สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด  ดื่มสุราแล้วขับรถ และทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ชัดเจนเนื่องจากมีฝนตกและมีหมอกในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2562 จังหวัดเชียงใหม่ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการทั้ง 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการทุกมาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุให้ลดน้อยลง" รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่กล่าว.
 


จำกันไว้ง่ายๆ นะ...........ปี ๒๕๖๒ นี้วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ตรงกับวันพุธ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน เป็นวัน "เข้าพรรษา"และวัน/เดือน/ปี เดียวกันนี้

ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?
"ครม.ปู" ดีกว่า "ครม.ลุง" จริงหรือ?
เศรษฐกิจ 'ชี้ขาด' รัฐบาลลุงตู่
ทักษิณ 'วางมือหรือวางเพลิง'