ทุกอย่างจบ 9 พฤษภาคม เซฟ‘เลือกตั้ง’เซฟ‘กกต.’


เพิ่มเพื่อน    

      เพราะว่าเคยมีเหตุให้ต้องเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง มันจึงทำให้ความหวาดระแวงไม่ได้หมดลงไปในครั้งนี้ แม้จะมีกรอบ 150 วัน ภายหลัง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 เป็นไฟต์บังคับ

                ความกังวลที่เกิดขึ้น ไม่ได้เฉพาะเลื่อนหรือไม่เลื่อนจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ไปเท่านั้น แต่ขยับไปถึงจุดที่ว่า สุดท้ายแล้วการเลือกตั้งจะ โมฆะ หรือไม่

                นั่นเพราะความไม่แน่นอนในเรื่องข้อกฎหมายที่ยังมีความเห็นแย้งกันว่า กรอบ 150 วันนั้นได้รวมจำนวน 60 วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องประกาศผลเลือกตั้งด้วยหรือไม่

                หรือเป็นแต่เพียงว่าให้จัดการเลือกตั้งให้เสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ส่วนการประกาศผลการเลือกตั้งที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 60 วัน จะเกิดหลังจากนั้นก็ได้

                มีการยืนยันจากฝ่ายผู้มีอำนาจคือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่าจำนวน 60 วันในการประกาศผลการเลือกตั้งไม่ได้รวมอยู่ใน 150 วัน

                “การจัดเลือกตั้ง 150 วันเป็นเรื่องหนึ่ง การประกาศผล 60 วันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกฎหมายคนละมาตรา ไม่ใช่เอาสองมาตรามารวมกัน ต้องเลือกตั้งให้เสร็จก่อน จากนั้นถึงนับระยะเวลาการประกาศผลต่อไป อีก 60 วัน”

                เช่นเดียวกับผู้ที่มีหน้าที่และเกี่ยวข้องโดยตรงอย่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ให้ความเห็นในลักษณะเดียวกันว่า เจตนารมณ์ของ กรธ.ตั้งแต่ต้น คือ กรอบเวลา 150 วันไม่นับรวมถึงการประกาศผลการเลือกตั้ง

                “ได้ชี้แจงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไปแล้ว จึงได้บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 171 ของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น กกต.สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ตั้งแต่กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ครบ 4 ฉบับไปอีก 150 วันได้ ก็คือ ภายในวันที่ 9 พ.ค. โดยไม่ต้องนับรวมเวลาในการประกาศผล”

                นี่คือ 2 เสียงที่ มีน้ำหนัก เพราะคนหนึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าแม้ไม่ได้มีตำแหน่งเกี่ยวกับการร่างกฎหมาย แต่คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบกฎหมายและเรื่องสำคัญต่างๆ ของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนอีกคนคือ โฆษก กรธ.ที่ร่างมาเองกับมือ

                แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความหวาดระแวงลดน้อยลง เพราะในทางปฏิบัติ “ผู้ชี้ขาด” เรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญว่า ใช่หรือไม่ใช่คือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” แต่เพียงผู้เดียว

                ความเห็นของ “วิษณุ” และ “กรธ.” เป็นเพียง ความเห็นทางกฎหมาย ลักษณะเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหน้าที่ให้ความเห็นหรือเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ซึ่งหลายครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นแย้งกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

                และแม้ว่า กรธ.จะยืนยันว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับได้ผ่านตา “ศาลรัฐธรรมนูญ” มาแล้วทุกฉบับ แต่ก็ไม่สามารถการันตีอะไรได้ หากเกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมาย

                เมื่อปัญหายังไม่เกิด และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยวินิจฉัยประเด็นนี้ จึงไม่มีอะไรรับรองได้ว่า ความเห็นของ “วิษณุ” และ “กรธ.” ถูกต้องหรือไม่

                เมื่อความคลุมเครือยังคงมี ความหวาดระแวงก็ยังคงอยู่ ตอนนี้ทุกคนอาจเชื่อตาม “วิษณุ” และ “กรธ.” และปฏิบัติตามนั้น

                แต่หากมีการประกาศผลหลังวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ 150 วันไปแล้ว และมีใครไปยื่นให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตีความว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะสุ่มเสี่ยงทันที เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาไม่ตรงกับสิ่งที่ได้ดำเนินการกันไป

                เท่ากับว่า โอกาสที่การเลือกตั้งจะ “โมฆะ” มีเหมือนกัน

                ตรงนี้เป็นความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นจริง เพราะมีบางฝ่ายมองว่าวิธีดังกล่าวอาจเป็น “ประตูฉุกเฉิน” กรณีที่ผลเลือกตั้งออกมาไม่ตรงตามเป้าหมายที่ใครบางคนวางเอาไว้

                ขณะเดียวกัน ท่าทีของ กกต.เอง โดยเฉพาะ “อิทธิพล บุญประคอง” ประธาน กกต. ก็ดูเหมือนอยากจะจัดการเลือกตั้ง และประกาศผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายในกรอบ 150 วัน

                “ได้พูดคุยในชั้นของคณะกรรมการ กกต.แล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นว่าจะตัดสินใจอย่างใดว่า 150 วันหมายถึงอะไรกันแน่ ซึ่งเรายังไม่ก้าวล่วงว่าศาลรัฐธรรมนูญ กรธ. หรือคณะกรรมการกฤษฎีกาจะคิดอย่างไร รวมทั้ง กกต. และยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปปรึกษาฝ่ายใด เพราะเราตั้งใจจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จรวมถึงประกาศผลเลือกตั้งภายใน 150 วัน”

                คำพูดของ “ประธาน กกต.” ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจเหมือนกัน แม้จะมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาพูดในเรื่องนี้เยอะแล้ว     

                ไม่แปลก หาก กกต.ไม่อยากจะพาตัวเองเข้าไปเสี่ยง เพราะหากเกิดความผิดพลาดจนทำให้การเลือกตั้งเป็น โมฆะ กกต.ทั้งหมดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาและคดีแพ่ง

                คนอาจมองว่า กกต.ชุดนี้ได้รับการสรรหาเข้ามาในยุคของ คสช. หลายคนมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน แต่คงไม่มีใครอยากเป็นคนรับเคราะห์ในครั้งนี้แน่

                ขณะที่วันเลือกตั้งเดิม 24 กุมภาพันธ์ คงไม่เกิดขึ้นเกือบจะแน่นอนแล้ว หลัง “วิษณุ” ออกมาเปิดเผยว่า จะมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งภายในเดือนมกราคมนี้ และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่เกินเดือนมีนาคม

                สำหรับวันอาทิตย์ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นวันเข้าคูหา ตามปฏิทินพบว่า วันอาทิตย์แรกของเดือนคือ วันที่ 3 มีนาคม จากนั้นเป็นวันที่ 10 มีนาคม, 17 มีนาคม, 24 มีนาคม และวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนคือ วันที่ 31 มีนาคม

                วันอาทิตย์ที่ 3 และ 10 มีนาคม อาจเป็นเรื่องยาก เพราะหลังจากนั้น 60 วันที่ กกต.จะต้องประกาศผลการเลือกตั้งคาบเกี่ยวกับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงน่าจะเป็นวันอาทิตย์หลังจากนั้น ซึ่งต้องมีพระราชกฤษฎีกาออกมาเสียก่อนจึงรู้แน่ชัด เพราะหลังจากนั้น กกต.ต้องประกาศวันเลือกตั้งภายใน 5 วัน

                ซึ่งหากเป็นกลางเดือนถึงปลายเดือนมีนาคม ระยะเวลาในการประกาศผล 60 วันจะเลยวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเดดไลน์สุดท้ายใน 150 วันไปแล้ว อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจขึ้นได้

                ทางเดียวที่การเลือกตั้งจะไม่สุ่มเสี่ยง “โมฆะ” และ กกต.จะไม่สุ่มเสี่ยงถูกฟ้องร้องคือ ต้องประกาศผลภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งเท่ากับใช้โควตาไม่ครบ 60 วัน แต่นั่นปลอดภัยที่สุด

                เหมือนกับที่ “วิษณุ” เคยระบุเอาไว้แม้จะมั่นใจว่า 60 วันดังกล่าวไม่รวมอยู่ใน 150 วัน แต่เพื่อปลอดภัยที่สุด กกต.ควรจะประกาศให้ทันภายในกรอบดังกล่าว

                “ถ้าประกาศรับรองผลภายใน 9 พ.ค.62 ให้เสร็จเรียบร้อยมันก็จบเรื่อง แต่หากวันเลือกตั้งขยับออกไปจนใกล้ครบกำหนด 150 วัน ก็อาจจะเหลือวันให้ กกต.รับรองผลน้อยในกรณีที่ยึดวันที่ 9 พ.ค.62 ซึ่ง กกต.อาจบริหารจัดการได้ก็ได้ ดังนั้นวิธีที่จะปลอดภัยที่สุดคือ กกต.ประกาศรับรองผลได้ภายในวันที่ 9 พ.ค.62"

                แม้จะเป็นเวลาที่กระชั้นชิด แต่การประกาศผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายในวันที่ 9 พ.ค. อย่างน้อยก็เป็นการ “เซฟตัวเอง” ของ กกต.เอาไว้ด้วย

                ยกเว้นมีใครตั้งใจเดินไปแบบ “คลุมเครือ” แบบนี้ เพื่ออะไรบางอย่าง.

 

                                                                                                ทีมข่าวการเมือง

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.