'ซีพี' ส้มหล่น อาจได้บริหารไฮสปีดสามสนามบินเฟส 2 โดยไม่ต้องประมูล


   

19 ม.ค. 2562 แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ระบุในข้อเสนอการว่าจ้างให้บริษัทเอกชนที่ชนะประมูลโครงการเดินรถในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน อีอีซี เฟส 1 ช่วงกรุงเทพฯ-อู่ตะเภา (กลุ่มซีพี) เข้ามาเดินรถในเฟส 2 ช่วงอู่ตะเภา-ตราด ระยะทาง 300-400 กิโลเมตร วงเงินลงทุนมากกว่า 3 แสนล้านบาทด้วย โดยไม่ต้องเปิดประมูล เพื่อความสะดวกสบายของประชาชน หรืออาจมีการจ้างเอกชนรายเดิมเดินรถเหมือนกรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เฟส 2 ซึ่งปัจจุบันถือว่าการว่าจ้างที่ปรึกษาเข้ามาดูภาพรวมของโครงการเฟส 2 ล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากขั้นตอนจัดซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกฎหมายใหม่และเจ้าหน้าที่ขาดประสบการณ์ ดังนั้น รฟท.จึงตั้งเป้าหมายลงนามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวให้ได้ภายในเดือนนี้หรือ ก.พ. 2562” แหล่งข่าว กล่าว

แหล่งข่าว ยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพ-หัวหิน ระยะทาง 209 กม. วงเงินลงทุน 1 แสนล้านบาท ว่า ขณะนี้ รฟท.ได้สั่งชะลอโครงการดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากพบว่าระยะทางไม่คุ้มค่าในการลงทุนจึงเกรงว่าเอกชนจะไม่สนใจโครงการ ดังนั้นจึงต้องการพัฒนาเป็นเส้นทางสายยาวแทน ช่วงกรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 635 กม. วงเงินลงทุนมากกว่า 6 แสนล้านบาท โดยอยู่ระหว่างดำเนินการของบประมาณจ้างเอกชนเข้ามาศึกษาคาดว่าจะได้ตัวภายในปีนี้ และจะดำเนินการศึกษาในปี 2563 ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

อย่างไรก็ตามเส้นทางดังกล่าวถือว่าเป็นรถไฟไฮสปีดสายยาวใช้วงเงินลงทุนเยอะจึงไม่แน่ใจว่าฝ่ายนโยบายในอนาคตจะยังเดินหน้ารถไฟไฮสปีดสายใต้ต่อไปหรือไม่ และหากจะลดเส้นทางเหลือช่วง กรุงเทพ-ประจวบคีรีขันธ์ หรือ กรุงเทพ-ชุมพร ก็ยังคงไม่สะท้อนความคุ้มค่าเท่ากับการจบสถานีสุดท้ายที่จ.สุราษฎร์ธานีเพราะถือเป็นประตูการท่องเที่ยวภาคใต้

แหล่งข่าวจาก รฟท. กล่าวว่าได้มีการเลื่อนงานประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ณ กรุงปักกิ่ง จากเดิมวันที่ 25 ม.ค.นี้ไปเป็นช่วงปลายเดือนหน้า สำหรับความคืบหน้าสัญญา 2.3 งานระบบราง ระบบไฟฟ้า และเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร วงเงิน 4 หมื่นล้านบาทนั้นคืบหน้าไปได้เยอะแล้ว ซึ่งทางฝ่ายจีนได้ทยอยส่งรายละเอียด การถอดแบบและมูลค่าของสัญญา(BOQ) และตัวเลขค่าใช้จ่ายมาแล้ว
อย่างไรก็ตามเบื้องต้นที่ตรวจสอบก็เป็นไปตามมาตรฐานที่ฝ่ายไทยศึกษาเกณฑ์ราคากลางมา ดังนั้นจึงคาดว่าไม่น่ามีปัญหาแล้วพร้อมลงนามสัญญาภายในการประชุมครั้งหน้าแน่นอน อย่างไรก็ตามต้องรีบลงนามสัญญาให้จบเพราะรถใช้เวลาผลิตนานถึง 6 ปีและทยอยนำเข้ามาประกอบทีละสิ้นเพื่อให้ทันกับการเปิดเดินรถในปี 2565-2566
 


จำกันไว้ง่ายๆ นะ...........ปี ๒๕๖๒ นี้วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ตรงกับวันพุธ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน เป็นวัน "เข้าพรรษา"และวัน/เดือน/ปี เดียวกันนี้

ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?
"ครม.ปู" ดีกว่า "ครม.ลุง" จริงหรือ?
เศรษฐกิจ 'ชี้ขาด' รัฐบาลลุงตู่
ทักษิณ 'วางมือหรือวางเพลิง'