เตือนอย่าติดหล่มยั่วยุเข้าล็อกโจร


   


    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายแด่พระสงฆ์และมอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บจากไฟใต้ "องคมนตรี" เชิญกระแสพระราชดำรัส ร.10 ทรงห่วงใยครอบครัวพระครูประโชติและพระลูกวัดที่มรณภาพ "บิ๊กตู่" ออกแถลงการณ์เหตุรุนแรงใต้ ชี้คนร้ายสร้างเงื่อนไขหวังดึงไปสู่สากล เตือน จนท.อย่าตกหลุมพรางเข้าล็อก ลั่นยึดพูดคุยสันติสุข "กอ.รมน.สน." ปรับแผนดูแลพระ-วัดพื้นที่เสี่ยง ฮึ่ม! พวกปล่อยคลิปปั่นป่วนโทษหนัก แชร์มั่วก็เสี่ยงคุก  
    เมื่อวันที่ 21 ม.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานถวายแด่พระชนาธิป อธิปุญฺโญ พระลูกวัดที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงวัดรัตนานุภาพ และเจ้าหน้าที่ทหารพราน ชุดปฏิบัติการร้อยทหารพราน 4814  หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน 48 ประกอบด้วย ส.อ.นพรัตน์ เดชน้อย, อส.ทพ.กฤติน อินอักษร, อส.ทพ.จตุพล ชูช่วย, อส.ทพ.อิบรอเฮม ลือบากะมูติง ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดเลียบทางรถไฟ บ้านโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก
    จากนั้น พล.อ.ไพบูลย์ได้เข้าเคารพศพพระครูประโชติ รัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี  อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และพระประเวศ สุขแก้ว ที่มรณภาพจากเหตุคนร้ายกราดยิงภายในกุฏิวัดรัตนานุภาพ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พร้อมกันนี้ได้เชิญกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่นายตีบ เวทมาหะ และนางกิ้มถิ้น เวทมาหะ บิดาและมารดาของอดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 
    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตอนหนึ่งระบุว่า "จากสถานการณ์ความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นในระยะนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามในการสร้างสถานการณ์เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และพยายามดึงเข้าสู่เงื่อนไขความขัดแย้ง อันจะทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไปสู่สากล ให้เกิดการรับรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการใช้การเสนอข่าวของสื่อมวลชนและสื่อโซเชียลเป็นเครื่องมือ ในขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังให้ความสนใจกับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ 
    กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามใช้เหตุการณ์ความรุนแรงที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส  เมื่อวันที่ 18 ม.ค.62 ทำลายขวัญกำลังใจ ความอดทนในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีของไทย มุ่งหวังจะให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเข้าสู่เงื่อนไขสากล นำไปสู่การปฏิบัติการขององค์การระหว่างประเทศดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่ ในหลายประเทศ สังคม สื่อมวลชน สื่อโซเชียล และสื่อต่างๆ ควรเข้าใจในประเด็นนี้ และช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มการเฝ้าระวัง แจ้งข่าวสาร ไม่สนับสนุนความพยายามดังกล่าว
    ประชาชนซึ่งถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ครู นักเรียน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย ล้วนแต่ได้รับการดูแลและเฝ้าระวังอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าจากจำนวนและความกว้างขวางของพื้นที่ รวมถึงห้วงเวลาในการดำเนินชีวิตปกติของประชาชนนั้น ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ หากพื้นที่ใดต้องการให้มีการดูแลเป็นพิเศษ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ได้โดยตรง ตลอดจนขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและให้ข้อมูลข่าวสารกับเจ้าหน้าที่ด้วย"
เตือนอย่าเข้าล็อกยั่วยุ
    แถลงการณ์ระบุว่า "ในส่วนของการพูดคุยสันติสุขยังคงดำเนินการต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประชาคมโลกได้ทราบว่าเราได้ทำทุกมาตรการ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงบางกลุ่มอาจไม่เห็นด้วย จึงสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น อยากให้ประชาชนและสังคมได้เข้าใจมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศด้วย ซึ่งที่ผ่านมาองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC ก็ให้การสนับสนุนแนวทางของไทยมาโดยต่อเนื่อง สำหรับนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่ม  NGO ต่างๆ ขอให้เข้าใจและดูแลทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐด้วย รัฐบาลและ คสช.ขอส่งกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และขอให้พี่น้องประชาชนมีความสุข ปลอดภัยทุกคน"
    พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สิ่งที่เกิดมาในตอนนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องการให้ใช้มาตรการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียไปทั้งหมด ดังนั้นเราต้องปรับแก้มาตรการเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ซึ่งไม่ใช่ตนไม่รักและไม่ห่วงใคร ไม่ห่วงผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องดูว่าเขาทำไปเพื่ออะไร และเราก็ต้องเตรียมความพร้อมของเราอย่างไร
    "ทุกอย่างต้องยึดกฎหมายของบ้านเมืองเป็นหลัก หากไม่เห็นชอบร่วมกัน จะทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วจะหาความปลอดภัยได้ที่ไหน คนที่เดือดร้อนก็ต้องการ ส่วนคนที่ไม่เดือดร้อนก็ไม่ต้องการ ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้รัฐบาลต้องดูแลทั้งหมด ไม่ใช่ดูแลเฉพาะจุด เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ดังนั้นทุกคนต้องอย่าไปติดหล่มตรงนี้ และอย่าให้คนอื่นเข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองของเราอีกเลย อย่าไปเข้าล็อกเขาตรงนี้" นายกฯ กล่าว
    พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ย้ำถึงนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รัฐบาลยังคงยึดหลักสันติวิธีผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข 
    "พล.อ.ประวิตรกำชับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ไม่หลงไปกับการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา โดยให้ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีสติและไม่ประมาท ไม่ผูกใจแค้น อาฆาต พยาบาท ในการติดตามและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด ขอให้ช่วยกันดูแลและปกป้องประชาชนที่บริสุทธิ์ และสนับสนุนให้ทุกศาสนสถานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว
    ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการ พศ.รายงานผลการประชุมเหตุการณ์ให้คณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) รับทราบ โดยเบื้องต้นได้มอบให้ ผอ.พศจ.ในพื้นที่เข้าไปดูแล ส่วนพระสงฆ์สามารถออกบิณฑบาตได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในพื้นที่ คณะสงฆ์ประสงค์ที่จะทำกิจของสงฆ์ให้ครบถ้วนตามพระธรรมวินัย เราก็ต้องการให้พระสงฆ์ทำตามกิจของสงฆ์
    "ผมทราบว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และหน่วยงานความมั่นคง ได้ตระหนักถึงเรื่องการดูแลคุ้มครองวัด และรับทราบว่าได้ดำเนินการดูแลเรียบร้อยแล้ว โดยมีการเพิ่มมาตรการ แต่ส่วนรายละเอียดต้องไปถามฝ่ายความมั่นคง" รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
    ส่วน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รองโฆษก คสช.) กล่าวว่า ในการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เลขาธิการ คสช.มอบให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินการสำรวจฐานข้อมูลประชากรของทุกหมู่บ้าน ข้อมูลผู้ถือบัตรประชาชนด้วยการใช้เทคโนโลยี รวมถึงการเข้มงวดในมาตรการแสดงบัตรประชาชนเมื่อมาใช้บริการหน่วยงานภาครัฐ 
ปล่อยแชร์ข่าวลวงคุก
    วันเดียวกัน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.แถลงกรณีมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลือและข่าวลวงเป็นคลิปเสียงและข้อความเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้สังคมเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายเตรียมก่อเหตุในพื้นที่อีกระลอก โดยภายหลังมีการแชร์คลิปเสียงและข้อความดังกล่าวอย่างแพร่หลาย ได้สร้างความตื่นตระหนกหวาดกลัวและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง
    พ.อ.ปราโมทย์กล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยตรวจสอบข่าวดังกล่าว เบื้องต้นพบเป็นข่าวลวงที่มีเจตนาให้เกิดความวุ่นวายและตื่นตระหนก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบค้นขยายผลเพื่อนำตัวบุคคลผู้ผลิตและปล่อยข่าวมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ฉกฉวยโอกาสซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการปลุกระดมและปล่อยข่าวลือ เพื่อให้เกิดความตื่นตระหนกหวาดกลัว เกิดความปั่นป่วนและความวุ่นวายในพื้นที่ 
    "พฤติกรรมดังกล่าวผิดกฎหมายอาญา ตามมาตรา 116 ข้อหายุยงปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ส่วนผู้ที่แชร์ข้อมูลต่อหากพบว่ามีเจตนากระทำด้วยความจงใจ ก็จะเข้าข่ายกระทำความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" พ.อ.ปราโมทย์กล่าว
    โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.กล่าวว่า หลังเกิดเหตุคนร้ายยิงพระสงฆ์ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการดูแลเป้าหมายอ่อนแอในพื้นที่ เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน เพราะที่ผ่านมาในการดูแลความปลอดภัยบางครั้งจะต้องสอบถามว่าต้องการหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเหตุการณ์เบาบางลง  กลุ่มเป้าหมายอ่อนแอก็จะเกรงใจเจ้าหน้าที่
    "แม่ทัพภาค 4 สั่งการให้สำรวจชุมชนล่อแหลม เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ วัดทุกวัด ทุกสำนักสงฆ์ ทั้ง 388 แห่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องวางแผนรักษาความปลอดภัย ทุกวัดจะต้องมีเจ้าหน้าที่ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร กำลังภาคประชาชนมาดูแลอย่างน้อย 1 ชุดปฏิบัติการเพื่อดูแลความปลอดภัย" โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.กล่าว
    ที่ จ.นราธิวาส ได้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 03.30 น. โดย ร.ต.อ.สุพิชัย สร้อยนาค ร้อยเวร  สภ.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุไฟลุกไหม้รถยนต์ซึ่งจอดอยู่ภายในโรงจอดรถของสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลปะลุกาสาเมาะ ตั้งอยู่ ม.2 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้รับความเสียหายทั้งคันรวม 2 คัน จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและแจ้งเจ้าหน้าที่ชุดดับเพลิงไปตรวจสอบ พบไฟกำลังโหมไหม้รถกระบะ อีซูซุ 4 ประตู สีเงิน ทะเบียน บต 701 นราธิวาส จึงเร่งระดมฉีดน้ำดับเพลิงไม่ให้ลามไปยังอาคารใกล้เคียง ใช้เวลากว่า 30 นาที 
    จากนั้นช่วงเช้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด พบต้นเพลิงมาจากห้องเครื่องแล้วลามไปทั่วทั้งคัน ห่างกันเพียง 1 เมตรพบรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตู สีทอง ทะเบียน กข 3972 นราธิวาส ซึ่งเป็นรถยนต์ของสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลปะลุกาสาเมาะ ถูกความร้อนเผาจนกระจกมองหลังด้านซ้ายละลาย ยางด้านซ้ายหน้าและหลังบวมปูด สีด้านซ้ายไหม้ กระจกหน้ามีรอยร้าว
    สาเหตุยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่ตัดทิ้งประเด็นก่อกวนของผู้ไม่หวังดี เนื่องจากเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวเป็น ชรบ.ในพื้นที่ด้วย.