แกะรอย 'กรธ.' รับเบี้ยพุงกาง แต่หาเจตนารมณ์ รธน.ไม่เจอ


   

     หลังจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานพ้นสภาพเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558 ร่าง รธน.ที่เขียนกันมาหมดเงินหมดทองไปมากมายกับเบี้ยประชุมของประธานครั้งละ 9,000 บาท กรรมาธิการ 6,000 บาท อนุกรรมาธิการ 3,000 บาท แถมยกคณะไปประชุมสัญจรนอกสถานที่ หมดค่าโรงแรม ค่ากินอยู่ ฯลฯ

    จากนั้นวันที่ 5 ตุลาคม 2558 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าได้ตั้ง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมการร่าง รธน.สืบแทน พร้อมกับ กรธ.อื่นๆ อีก 20 คน รวมเป็น 21 คนทำหน้าที่จัดทำ รธน.ฉบับใหม่
    รธน.ได้ประกาศใช้แล้วตั้งแต่ 6 เมษายน 2560 แต่ กรธ.ก็ยังอยู่ทำ พ.ร.บ.ประกอบ รธน. 10 ฉบับ   ทว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญกลับไม่ได้ต่างไปจาก รธน.ฉบับชั่วคราวที่มีมาตรา 44  กำกับอยู่เลย และมีทีท่าจะเกิด วิกฤติรัฐธรรมนูญ ในวันข้างหน้า
    เมื่อไปสำรวจเว็บไซต์ของ กรธ.พบว่าจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 กรธ.นัดประชุมเป็นครั้งที่ 462  เท่ากับว่านาย มีชัย ได้เบี้ยประชุม 4,158,000 บาท ส่วนกรรมการได้คนละ 2,772,000 บาท ถ้าบวกกับการเป็นอนุกรรมการคนละหลายชุดก็จะเกิน 3 ล้านบาทเข้าไปแล้ว
    แล้ว รธน.ใช้เป็นหลักและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้บ้างไหม แต่ละมาตราในบทถาวรและในบทเฉพาะกาลที่เขียนไว้ เมื่อเกิดข้อโต้เถียงกันขึ้นว่าหมายถึงอะไร คนจัดทำ รธน.คือ กรธ.ต้องการให้ตีความตามตัวอักษรหรือตามเจตนารมณ์ก็ไม่มีคำตอบ
    นายมีชัยตั้งคณะอนุกรรมการตรวจพิจารณาบันทึกเจตนารมณ์ร่าง รธน. ให้นาย ศุภชัย ยาวะประภาษ เป็นประธาน ประชุมครั้งแรก 20 กันยายน 2559 จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จะเป็นครั้งที่ 83  ได้เบี้ยประชุมคนละเท่าไหร่ก็เอา 3,000 ไปคูณ
    แต่ทั้งอนุกรรมการหรือ กรธ.ไม่เคยนำเสนอผลการประชุมเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายและคำอธิบายในแต่ละมาตราให้สังคมได้รับทราบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกไขว้ ส.ว. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน จึงเกิดการตีความไปต่างๆ นานา เช่น การรวมกลุ่มกันใช้สิทธิแสดงออกเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งซึ่ง รธน.เขียนรับรองไว้ แต่เมื่อนำไปปฏิบัติกลับถูกตำรวจจับกุม ตั้งข้อหาร้ายแรง แท้จริงแล้ว รธน.คุ้มครองหรือไม่?
    นายเจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา กรธ. นายภัทระ คำพิทักษ์ กรธ. ทั้งสองเป็นอนุกรรมการตรวจพิจารณาบันทึกเจตนารมณ์ร่าง รธน.ของ กรธ. และได้เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในชั้น สนช. ทั้งคู่ได้ลุกขึ้นอภิปรายวาระ 2 เตือนว่าการให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ต่อไปจนครบ 9 ปีจะเสี่ยงต่อการขัดเจตนารมณ์ รธน. 
    การที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ของ สนช.ไปเพิ่มเติมข้อความยกเว้นคุณสมบัติต้องห้ามบางประการเพื่อให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. และ นายวิทยา อาคมพิทักษ์  ซึ่งขาดคุณสมบัติเพราะขัดต่อ รธน.ได้เป็น ป.ป.ช.ต่อไปจนครบวาระ 9 ปีนับว่าเสี่ยงขัด รธน.  
    โดยเฉพาะ พล.ต.อ.วัชรพล เคยเป็นอดีตข้าราชการการเมือง เคยเป็นรองเลขาธิการนายกฯ  (เลขาฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โดยพ้นจากตำแหน่งยังไม่เกิน 10 ปี ซึ่งขัดต่อลักษณะต้องห้ามตาม รธน. แต่ที่ประชุม สนช.ก็ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นี้จนได้
    “การเขียนกฎหมายแบบเอาลูกไปฆ่าแม่ คือเอากฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไปยกเว้นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ” นายภัทระ เขียนในเฟซบุ๊ก
    ทั้งยังเขียนต่อไปว่า พล.ต.อ.วัชรพล เคยเป็นรองเลขาธิการนายกฯ (เลขาฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และมี ป.ป.ช.อีก 1 คนจะต้องขาดคุณสมบัติการเป็น ป.ป.ช. เมื่อ สนช.ไปใส่ข้อความยกเว้นคุณสมบัติจึงเท่ากับขัดต่อ รธน. แล้ว 2 คนนี้จะไปลงมติชี้มูลใครได้ ผู้ถูกชี้มูลก็จะร้องว่า พล.ต.อ.วัชรพลกับอีกคนหนึ่งขาดคุณสมบัติ ไม่มีสิทธิ์เป็น ป.ป.ช.มาชี้มูลใคร
    สำหรับเจตนารมณ์ของ รธน.โดยหลักแล้วจะต้องถูกบันทึกไว้โดยผู้จัดทำ ผ่านกระบวนพิจารณาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ 
    กรณีที่ นายภัทระ และ นายเจษฎ์ ยืนยันว่าการออกกฎหมายลูกไปฆ่าแม่ไม่ได้ แล้วต่อมาหากสมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหลัง สนช.ยื่นให้ตีความโดยชี้ว่า ลูกฆ่าแม่ได้ ไม่ถือเป็นความผิด 
     กรธ.ทั้งหมดที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธานจะอยู่อย่างไร พูดอะไรในฐานะผู้ร่าง รธน.จะมีคนเชื่ออีกหรือ?


จะเรียกว่าวัน "ฟ้าผ่า" หลังคาวัดก็คงได้ เปรี้ยงแรก.......... สึก "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ฉับพลัน เย็นวาน (๒๔ พ.ค.๖๑)! พูดภาษาชาวบ้าน คือ "จับสึก"

กระแสปลุกทำไมจุดไม่ติด?
เอามันซะบ้าง 'เผื่อสำนึก'
'ธรรมศาสตร์กับศิษย์ประสาท'
หน้าที่ 'เจ้าภาพ' ฉลอง ๔ ปี
'ด้วยห่วงไฟชอร์ต สส.ตาย'
ว่าด้วย "มืดมนและอันตราย"