โอกาส-ทางรอด 'เปรมชัย' กับพวก สู้คดี หวังพลิกห้พ้นผิด


   

ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมต้องติดตามต่อไป กับ คดีเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.อิตาเลียนไทยฯ กับพวกรวม 4 คน บุกรุกและมีอาวุธปืนเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี โดยไม่ได้รับอนุญาต จนถูกตั้งข้อหาหนัก โดยเฉพาะกรณี ล่าสัตว์ป่า ที่มีบทลงโทษรุนแรง

ถึงตอนนี้ถือว่าผ่านมาได้ร่วม 1 สัปดาห์ นับแต่เกิดเหตุที่ตามพยานหลักฐานและบันทึกเอกสารราชการ ที่พบว่า คณะของนายเปรมชัยกับพวกได้เดินทางเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในช่วง 3-4 กุมภาพันธ์ 2561 จนพบการกระทำผิดดังกล่าว

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา การสอบสวนขยายผลดำเนินไปเรื่อยๆ เนื่องด้วยเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ต้องหาเป็นระดับมหาเศรษฐีหมื่นล้าน เป็นเจ้าของ-ผู้ก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ยิ่งเรื่องสิ่งแวดล้อม-ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ประชาชนรู้สึกและสัมผัสได้ง่าย โดยเฉพาะกับ สัตว์ป่าหายาก-ใกล้สูญพันธุ์ ที่ปรากฏตามข่าวว่า มีการพบ ซากเสือดำ ที่เป็นสัตว์ป่าหายาก

ส่งผลให้กระแส-ความรู้สึกของผู้คนในสังคม รับไม่ได้กับพฤติกรรมตามข่าวของ เปรมชัยกับพวก แม้คดียังไม่ถึงที่สุด ยังไม่มีการตัดสินจากศาล แต่จากข่าวสารที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ทั้งพยานหลักฐานหลายอย่าง โดยเฉพาะ อาวุธปืน และ ซากเสือดำ ในที่เกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตรวจค้นเจอ รวมถึงพยานแวดล้อม ที่เริ่มปรากฏออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์ในอดีตของผู้ต้องหาร่วมกับนายเปรมชัย บางคนที่พบว่ามีพฤติกรรมชอบเข้าป่าล่าสัตว์มาก่อนหน้านี้หลายครั้ง และเชื่อมโยงไปถึงนายเปรมชัย แม้แต่กับ เสื้อผ้า ที่เปรมชัยสวมใส่ในวันที่ถูกส่งตัวไปให้ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเสื้อที่พวกยิงปืนล่าสัตว์ในป่าจะนิยมสวมใส่ เพราะเป็นเสื้อที่ถูกออกแบบจัดทำเป็นพิเศษสำหรับพวกยิงปืนล่าสัตว์

ทำให้ "เปรมชัย" ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอย่างเห็นได้ชัด

ลำบากทั้งเรื่องสถานะ-ที่ยืนของตัวเองในสังคม ในฐานะนักธุรกิจ-ประธานบริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ หลังกระแสสังคมมองเสี่ยรับเหมาก่อสร้างอย่าง เปรมชัย ไปในทางลบเกือบหมดแล้ว

อันส่งผลให้เปรมชัยต่อจากนี้จะต้องพบกับความลำบากในการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องการต้องรับมือกับปัญหาคดีความ ที่จะทำให้ต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งในชีวิตบั้นปลายไปกับการเตรียมการสู้คดี ทั้งในชั้นตำรวจ อัยการและศาล หากสุดท้ายมีการยื่นฟ้องเอาผิดเปรมชัยกับพวกเป็นจำเลยต่อศาล

เพราะแม้ก่อนหน้านี้ เปรมชัยอาจจะเคยรอดพ้นไม่ต้องถูกดำเนินคดี-ตกเป็นจำเลยในศาล ในคดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 หลังจากต้องลุ้นร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ เช่น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม ตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว จนสุดท้าย กว่าคดีจะจบโดย เปรมชัย ไม่มีชื่อในประวัติชีวิต ตกเป็นจำเลยต่อศาลอาญาฯ ในคดีเกี่ยวกับการทุจริตฯ ก็ต้องรอลุ้นถึงปี 2555 ที่สุดท้าย คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็ยุติเรื่อง ไม่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ทำให้ เปรมชัย-บิ๊กอิตัลไทย ไม่ต้องตกเป็นจำเลยต่อศาล

แต่มารอบนี้ กับคดีล่าเสือดำ-บุกรุกพื้นที่ทุ่งใหญ่นเรศวร เห็นได้ชัดว่า ต่างกันสิ้นเชิง เพราะคดีล่าเสือดำ ตอนนี้ เปรมชัย ตกเป็นเป้าใหญ่ของสังคม อันแตกต่างจากคดีซีทีเอ็กซ์ ที่เปรมชัยเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหาร่วม ไม่ใช่ตัวหลัก

ดังนั้นความเป็นไปและบทสรุปตอนท้ายของรูปคดี-ผลแห่งคดีบุกรุกป่า-ล่าสัตว์ป่า ที่โด่งดังเวลานี้ ไม่ว่าจะออกมาทางไหน ผลที่จะตามมา หนักหน่วง-รุนแรง กว่ากันมาก โดยเฉพาะหากตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้อง-อัยการเอาด้วย สั่งฟ้อง ยื่นฟ้องต่อศาล และผลแห่งคดีในชั้นศาลยุติธรรม ไม่ค่อยจะเป็นผลดีต่อเปรมชัย

เดิมพันชีวิต-ชื่อเสียง ของเปรมชัยรอบนี้จึงพลาดไม่ได้

ประเมินได้ว่า ทนายความ-ฝ่ายกฎหมาย ที่ประธาน บมจ.อิตาเลียนไทยฯ ระดมมือดีมาสู้คดี จะมุ่งเน้น-เทน้ำหนัก การสู้คดี ไปที่ปมใหญ่ ว่าแม้เปรมชัยจะเป็นเจ้าของรถที่นำทีมเข้าไปในเขตทุ่งใหญ่ฯ และเป็นเจ้าของปืนที่เจ้าหน้าที่ยึดกุมได้ แต่เปรมชัยไม่ได้เป็นคนลงมือ-สั่งการ ให้มีการล่าสัตว์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรดังกล่าวแต่อย่างใด

ด้วยข้อต่อสู้ว่า ไม่มีพยานบุคคลคนใด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ยืนยันหรือเห็นว่า เปรมชัยมีการนำคณะออกล่าสัตว์ป่า หรือพบเห็นว่า นายเปรมชัยใช้ปืนหรืออุปกรณ์ล่าสัตว์ที่ยึดกุมได้ ไปไล่ล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร

เว้นเสียแต่ตำรวจจะมีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่า เปรมชัยเป็นคนล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยาน ถ้าแบบนั้นเปรมชัยกับทนายความก็คงต้องสู้คดีด้วยความลำบากพอสมควร หากต้องการให้ชนะคดี

สำหรับข้อหาความผิดที่เจ้าหน้าที่อุทยานได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เปรมชัยกับพวก ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ กาญจนบุรี มีทั้งสิ้น 6 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 2.ความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 3.ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นต้น

หากดูจากข้อกล่าวหา ก็ต้องยอมรับว่า เปรมชัยกับพวกอ่วมแน่นอน หากสุดท้าย ปลายทางของคดีสิ้นสุดลงโดยที่ผลแห่งคดีไม่เป็นบวกกับฝ่ายนายเปรมชัยและพวก

ยิ่งเมื่อช่วงนี้มีบางฝ่ายยกเคสคดีความที่ศาลยุติธรรมเคยตัดสินคดีความผิดในเรื่อง

บุกรุกป่า-ตั้งแคมป์ล่าสัตว์

มาให้แลดูเป็นตัวอย่าง ก็คงสร้างความกดดันให้กับฝ่ายเปรมชัยกับทนายความไม่น้อย โดยเฉพาะคดีที่มีการพูดถึงกันมาก คือคดีที่ศาลฎีกาเคยตัดสินจำคุกอดีตสารวัตรปราณบุรี คดีล่าสัตว์ป่า อันเป็นคดีที่มีคำตัดสินเมื่อ 31 ม.ค.2560

โดยวันดังกล่าว ศาลจังหวัดเพชรบุรีอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานจับกุม พ.ต.ท.ธีรยุทธ เกตุมั่งมี อดีตตำรวจภูธรปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับพวกรวม 9 คน พร้อมด้วยอาวุธปืน เข้าไปล่าสัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมของกลางเป็นซากสัตว์ป่า เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2555

คดีข้างต้น ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำคุก พ.ต.ท.ธีรยุทธ 10 เดือน ส่วนผู้ต้องหาคนอื่นถูกจำคุกตามความผิดแต่ละกรรม

ซึ่งกว่าคดีจะจบลงด้วยคำตัดสินดังกล่าว เส้นทางคดีก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย หลังจำเลยบางคนตอนแรกไม่ถูกสั่งฟ้อง ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องส่ง พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผช.ผบ.ตร.เวลานั้น ลงไปควบคุมการสอบสวน และเริ่มสอบสวนบางแง่มุมของคดีใหม่ จนมีการสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ธีรยุทธ เกตุมั่งมี พร้อมพวกรวม 9 คน ในข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

แน่นอนว่า บริบท-รูปคดี-พยานหลักฐานทางคดี ของ คดีบุกรุกป่า-ล่าสัตว์ แก่งกระจาน มีความแตกต่างกับ คดีเปรมชัย-ทุ่งใหญ่ฯ อยู่พอสมควร โดยเฉพาะ พยานหลักฐาน ที่จะโยงและเอาผิดเปรมชัย ซึ่งยังไม่รู้ว่า พนักงานสอบสวนจะสอบสวนทำคดีจนทำให้สำนวนคดีมีความแน่นหนารัดกุมได้แค่ไหน และมีพยานหลักฐานเด็ดทางคดีอย่างไร ที่ไม่เคยเปิดเผยกับสื่อมาก่อน ดังนั้นการจะหวังว่า คดีเปรมชัยกับพวกจะจบลงแบบคดีบุกรุกป่า-ล่าสัตว์ แก่งกระจาน ถึงตอนนี้จึงยังอีกไกลที่จะมองไปถึงขั้นนั้น เพียงแต่พิจารณาไว้เป็นแนวทางข้อศึกษาบางอย่างได้

อย่างไรก็ตาม กับ คดีเปรมชัย-ล่าเสือดำ เมื่อคดีความยังเพิ่งเริ่มต้น ตำรวจ-อัยการ-ศาล ยังไม่ได้ชี้ขาด จนคดีถึงที่สุดว่า เปรมชัยกับพวกกระทำความผิดจริง

จุดนี้มองให้ครบทุกด้าน ทุกมิติ ก็ต้องรอดูการสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะ เสี่ยเปรมชัยด้วยว่า จะมี

"ไม้เด็ด-ไพ่ตาย"

อะไรมาพลิกคดี ทำให้จากที่ตอนนี้ตกเป็น ผู้ต้องหา-จำเลยสังคม กลายเป็นผู้ชนะคดี จะใช่วิธีการอย่างที่ผู้คนในสังคมเชื่อว่าจะมี คนรับผิดแทนนาย หรือไม่ เรื่องนี้ ต้องรอดูกันยาวๆ

แต่เรื่องนี้หากทุกฝ่ายในกระบวนการเส้นทางคดี ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ-เปรมชัยกับพวก ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา-อัยการ และศาล ต่างทำหน้าที่และว่ากันไปตามกระบวนการ ตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ไม่มีเล่นตุกติก นอกลู่นอกทาง

ผลแห่งคดีออกมาแบบไหน สังคม-ประชาชน พร้อมรับฟังและใช้วิจารณญาณได้เอง ว่าจะเทน้ำหนักให้ฝ่ายไหน แต่หากผลออกมาค้านความรู้สึกในทุกด้านๆ เรื่องคงไม่จบง่ายๆ.


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?