ยิ้ม-ไม่ยิ้ม...ยังกลายเป็นเรื่องจนได้


   

      อือมม์ม์ม์...ชักจะกลายเป็นเรื่อง ยิ้มไม่ออก ขึ้นมาซะแร้นน์น์น์ สำหรับเรื่อง ยิ้มสยาม ที่พวกเด็กๆ หรือ หัวหน้าเด็ก แห่งพรรคส้มหวาน ส้มเช้ง หรือส้มอะไรก็แล้วแต่ เขาพยายามทำให้กลายเป็น ยิ้มสยอง อันเป็นอะไรที่ถูกอก ถูกใจ บรรดาเด็กๆ เขาอยู่มิใช่น้อย แต่ออกจะขัดอก ขัดใจ คนแก่ คนชรา หรือบรรดา คนไทย โดยทั่วๆ ไปอยู่พอสมควร จนก่อให้เกิดการยิ้มแสยะ แยกเขี้ยว ยิงฟัน กันไปตามเรื่อง ตามราว...

                                                               ------------------------------------------------------

      คือเรื่องนี้...อันที่จริงมันคงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการมง การเมือง เอาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าผู้ที่พยายามทำให้ ยิ้มสยาม ต้องกลายเป็น ยิ้มสยอง เป็นยิ้มเพราะความไม่ได้เรื่อง ไม่เข้าท่า อะไรทำนองนั้น เขาจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และพยายามสถาปนาตัวเองเป็น หัวหน้าเด็ก ควบคู่ไปด้วย แต่มันเป็นเรื่องประเภทออกไปทางคล้ายๆ บอยคอต-ไทยแลนด์, เซฟ-ฮาคีม อะไรประมาณนั้น คือออกไปทางพวก รักชาติ กับพวก ชังชาติ ที่หนีไม่พ้นต้องลงมือ ลงตีน กันในแต่ละเรื่อง แต่ละกรณี อันเนื่องมาจากทัศนะ มุมมอง จุดยืน ที่มันถูกทำให้อยู่กันคนละฝั่ง คนละด้าน มาโดยตลอด...

                                                                 ------------------------------------------------------

      แม้ว่า หัวหน้าเด็ก ที่เผอิญมีตำแหน่งเป็น หัวหน้าพรรคการเมือง ควบคู่ไปด้วย...เขาจะไปหยิบเรื่องนี้มาใช้เป็น จุดขาย และขายกันแบบฮาร์ดเซล ไดเร็กเซล ระดับไม่ว่าใครจะเปรี้ยวมือ เปรี้ยวเท้า กับเขาอย่างไรก็แล้วแต่ แต่โอกาสที่บรรดาเด็กๆ ทั้งหลาย จะเกิดอาการซี้ดๆ ซ้าดๆ ออกัสซั่มกันแบบพลั่กๆๆ ชนิดอดไม่ได้ต้องครางง์ง์ง์ว่า ฟ้ารักพ่อ อะไรประมาณนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ และอันนี้...ย่อมถือว่าเรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียนส้มหวาน ส้นหล่นไปแล้ว ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขแก้ตัว อะไรเลยก็ย่อมได้ แค่ ล้างโคลน เดี๋ยวเดียว แล้วก็เดินหน้าต่อ โอกาสที่จะกวาดเสียงพวกเด็กๆ ประมาณ 5 ล้าน 6 ล้านเสียง เอามารองรับฝ่าตีน ฝ่าเท้า ของพวกปาร์ตี้ลิสต์ในพรรคของตัวเอง ย่อมเห็นๆ กันอยู่แบบจะจะ จังๆ...

                                                                   ------------------------------------------------------

      แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยเหตุที่เรื่องๆ นี้ มันคงไม่ได้เกี่ยวกับการมง การเมือง อะไรเอาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าพรรคส้มหวานเขาจะกวาดเก้าอี้ ส.ส.เขต ส.ส.สัดส่วน มาได้แบบเป็นกระบิๆ แบบฟ้าถล่ม ดินทลาย อะไรก็แล้วแต่ แต่เรื่องของการเมือง หรือพรรคการเมืองนั้น สุดท้ายแล้ว...มันก็ ผ่านมา-แล้วผ่านไป ไม่ได้ยืนยง คงทน ยั่งยืน ถาวร อะไรเลย เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ลง เดี๋ยวก็หด เดี๋ยวก็ขยาย ไปตามเงื่อนไข เหตุปัจจัย ตามความเปลี่ยนแปลงของฉากสถานการณ์แต่ละช่วง แต่ละระยะ ไปตามสภาพ แต่สิ่งที่บรรดาพวกคนแก่ คนชรา หรือ คนไทยโดยทั่วไป เขาคงไม่อยากให้มันขึ้นๆ ลงๆ วูบๆ ไหวๆ เปลี่ยนแปลงไปแบบเดียวกับความนิยม-ไม่นิยมพรรคการเมืองทั้งหลาย ก็คือสิ่งที่อาจเรียกว่า ความเป็นไทย หรือ ความเป็นชาติ ที่มันน่าจะดำเนินสืบต่อกันไปได้เรื่อยๆ จากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่ารุ่นไหนต่อรุ่นไหน โดยเฉพาะถ้าหากมันมี ความเป็นธรรม  รองรับเอาไว้ด้วย...

                                                                      ---------------------------------------------------------

      อย่างเช่นการ ยิ้ม-ไม่ยิ้ม นี่แหละ...ที่มันไม่น่าจะไปกวนโอ๊ย กวนส้นตีน ใครต่อใครมากมายซักเท่าไหร่ แต่กลับน่าจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสบายอก สบายใจ ความไม่เคร่งเครียด ความรู้สึกถึงน้ำใจ-ไมตรี ของผู้ที่ได้รับการยิ้มนั้นๆ ไม่ต่างอะไรไปจากการ ให้ อันถือเป็นสิ่งที่น่าจะดีกว่าการหน้านิ่ว คิ้วขมวด เอาแต่จะ รับ กันลูกเดียว แบบพวกฝรั่งมังค่าที่ไม่เคยคิดจะยิ้ม ระหว่างออกไปปล้น ไปยึดบ้านยึดเมืองใครต่อใครมาโดยตลอด ความเป็นไทย อันเนื่องมาจากการยิ้ม จนได้รับการขนานนามว่า ยิ้มสยาม นั้น มันจึงน่าจะมี ความเป็นธรรม รองรับเอาไว้อย่างที่ว่า มันเลยมิบังควรที่จะปล่อยให้ใครต่อใคร ทำให้ต้องกลายเป็น ยิ้มสยอง ทำให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรม เหือดหายไปจากพวกเด็กๆ หรือจากคนรุ่นต่อๆ ไป จนอาจทำให้ความเป็นไทย หรือความเป็นชาตินั้น มันออกไปทาง ความเห็นแก่ตัว แบบเดียวกับพวกฝรั่งบางชาติ บางประเภท นั่นแล...

                                                                      ---------------------------------------------------------

      ดังนั้น...ไม่ว่าหัวหน้าเด็ก หัวหน้าพรรคส้มหวาน เขาจะกวาดคะแนนเสียง คะแนนนิยมจากพวกเด็กๆ ในการนำเสนอ จุดขาย ทำนองนี้ กันได้ในระดับไหน และการออกมาเถียง ออกมาปรามๆ เขาในเรื่องนี้ อาจยิ่งทำให้คะแนนนิยมของเขาระเบิดเถิดเทิงยิ่งขึ้นใหญ่ แต่ก็นั่นแหละ...สำหรับเรื่องการมง การเมือง คงได้แต่ต้องอนุโมทนาเขาไปตามสภาพ แต่ในแง่ของการส่งมอบสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม ให้กับคนรุ่นถัดๆ ไป มันน่าจะเป็นสิ่งสำคัญไปกว่าเรื่องการมง การเมือง ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า จะปล่อยให้ ความเป็นไทย ต้องกลายสภาพไปเป็น ความเห็นแก่ตัว   ต้องหน้านิ่ว คิ้วขมวด ต้องแสดงกิริยาอาการแบบพวกริดสีดวงทวารกำเริบตั้งแต่เด็กๆ แม้แต่จะยิ้มก็ยังยิ้มไม่ได้ อันนี้นี่แหละ...ที่เลยทำให้บรรดา คนไทยโดยทั่วไป รวมไปถึงพวก รักชาติ ทั้งหลาย เขาเลยอดไม่ได้ที่จะต้องรู้สึก เปรี้ยวตีน ขึ้นมามั่ง...

                                                                          --------------------------------------------------------

      แต่ก็เอาเป็นว่า...อย่าถึงกับต้องไปแยกเขี้ยว ยิงฟัน แสยะเขี้ยว แสยะปาก อะไรกันมากมาย เพราะไม่ว่าหัวหน้าเด็ก หรือบรรดาเด็กๆ ประเภท ฟ้ารักพ่อ ทั้งหลาย เขาก็ล้วนแต่เป็นแค่ เด็กๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น สู้หันไปยิ้มด้วยความเมตตา ปรานี หรือจะด้วยความเวทนาก็คงพอได้ ต่อ ความเป็นเด็ก ที่คงต้องอาศัยวัน เวลา อาศัยบทเรียนและประสบการณ์อีกเยอะแยะ เหมือนอย่างที่บรรดาคนแก่ คนชราทั้งหลาย เคยลองผิด ลองถูก เคยเจ็บปวด รวดร้าว กับ ความเป็นเด็ก มาก่อนนั่นเอง...

                                                                         --------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้... It is easy enough to be pleasant, when life flows like a song. But the man worth-while, is the man who can smile, when everything goes dead wrong. – เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน/ เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์/ แต่คนที่ควรชมนิยมกัน/ ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา---(พากษ์ไทยโดยหลวงวิจิตรวาทการ)...

                                                                        ----------------------------------------------------------


ธนาธร".......... กลายเป็น "เด็กสวน" ไปซะแล้ว! เมื่อวาน (๒๓ พ.ค.๖๒) สวมบทพระเอกฟิวเจอริสตา ทำเฟี้ยวใส่ "ศาลรัฐธรรมนูญ"

จากหุ้นถึง 'เงินกู้' ธนาธร
ความคิด 'ส่วนเกิน' ประชาธิปัตย์
ปัญหาพรรคหรือปัญหาประเทศ?
'พระอุปคุต' ผู้ขจัดมารประเทศ
ระบอบทักษิณแพ้อีกยก
เหตุที่ไม่มีรัฐบาลเพื่อไทย