ระวังผู้ร้ายหน้าใหม่ รปช.ปราศรัยดุซัด'ราชสีห์ห่มหนังแกะ'


   

    เพื่อไทยไล่บี้ "บิ๊กตู่" ใช้อำนาจช่วยหาเสียงให้ พปชร. “สุดารัตน์” ควงคู่ “เหลิม” ขึ้นเวทีบางบอน ลั่นเป็นรอบตัดเชือก ต้องเลือกสกุลเพื่อและพันธมิตรให้เกิน 250 เสียง โอ่เข้าสภาเมื่อใดอภิปราย “บิ๊กตู่” นัดแรกอยู่ไม่ได้แน่ “ปชป.” ชูอภิสิทธิ์สกัดฝ่าย “ทุจริต-สืบทอดอำนาจ” พรรคกำนันปราศรัยเดือด “เอนก” ลากไส้ผู้ร้ายตัวใหม่ เป็นราชสีห์หุ้มหนังแกะ  ไม่ต่างจากตัวร้ายเก่าที่หลอกคนซื่อ-วัยใสที่ปรารถนาดี ชี้เลือกตั้งครั้งนี้ซับซ้อนมากกว่าแค่ประชาธิปไตย
    เมื่อวันอาทิตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.)   ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่หาเสียงย่านสยามสแควร์วัน   ถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ลงพื้นที่พบปะประชาชน เปรียบเป็นการช่วยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หาเสียง ว่าก็แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว การทำโรดแมปที่บอกว่า 4 ปี จะนำไปสู่การเลือกตั้ง วันนี้ก็เห็นชัดแล้วเป็นโรดแมปที่จะทำให้ผู้มีอำนาจกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะกติกาที่เอารัดเอาเปรียบ หรือการเอารัดเอาเปรียบระหว่างนี้ โดยการลงพื้นที่หาเสียง หรือการใช้งบประมาณและอำนาจรัฐเอื้ออำนวย และสอดคล้องกัน
"ฝากถามนายกฯ ในฐานะที่เป็นหัวหน้า คสช. และเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคการเมืองหนึ่งว่าการกระทำโดยใช้อำนาจ คสช. หรือนายกฯ ก็ดี ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์หรือทำให้เกิดผลดีต่อบางพรรคการเมืองถูกต้องตามกฎหมายและสมควรหรือไม่ ขอถาม  กกต. จะปล่อยให้มีเหตุการณ์อย่างนี้จนถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งเลยหรือไม่" 
    ถามว่า 27 ปีที่ทำการเมืองมาเคยเจอแบบนี้หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ไม่เคยเจอ ครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในหลายๆ อย่าง 1.ปกติรัฐบาลที่อยู่ในการเลือกตั้งจะต้องเป็นรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีอำนาจใดๆ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นายกฯ และ ครม.มีอำนาจเต็ม 100% แถมยังมีมาตรา 44 อีก 2.จากการลงพื้นที่ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้สมัคร ส.ส. ถูกข่มขู่จากอำนาจรัฐ ทั้งเรื่องเก็บบัตรประชาชน บางเขตมีการเก็บบัตรทหารเกณฑ์ ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ชื่อพรรคกับโครงการต่างๆ ของรัฐบาลในการแจกเงินแจกทองของรัฐบาลก็ชื่อเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าทำแบบนี้ 
    นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์และ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งสองฝ่ายล้วนมีสถานะที่อยู่ในบัญชีเสนอชื่อเป็นนายกฯ แต่ข้อแตกต่างคือ คุณหญิงสุดารัตน์สู้ด้วยกติกาสากล ไม่มีตัวช่วย ไม่มีแต้มต่อ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์กอดกติกาประชาธิปไตยครึ่งใบไว้แน่น แต่ไม่แน่ใจว่าลืมมารยาทไว้ที่บ้านหรือไม่ เพราะมี 250 ส.ว. และมาตรา 44 อยู่ในมือ เป็นทั้งกรรมการและเป็นผู้เล่นไปในตัว 
    "เชื่อว่าในช่วงโค้งสุดท้ายซึ่งจะเป็นทางตรงเข้าสู่เส้นชัย คุณหญิงสุดารัตน์จะได้ใจประชาชน จะเป็นนารีขี่ม้าขาวเบียดเข้าเส้นชัยด้วยนโยบายกอบกู้เศรษฐกิจด้วยทีมบริหารมืออาชีพ” นายชวลิตกล่าว
    ช่วงเย็น ที่ซอยเอกชัย 126 ย่านบางบอน แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมปราศรัยหาเสียง และคณะ เดินทางมาช่วยปราศรัยหาเสียงให้นายวัน อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 26 กทม. โดยมีประชาชนที่สนใจติดตามมาฟังการปราศรัยเป็นจำนวนมาก   
    ร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่พบประชาชน ทำให้ถูกมองว่าอาจเข้าข่ายช่วยพรรค พปชร.หาเสียงว่า เมื่อมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ การไปลงพื้นที่เป็นเรื่องปกติ แต่ที่เสียคือพวกพลังประชารัฐที่ไม่มีปัญญาทำเอง เพราะไปพูดที่ไหนเขาก็ไม่ฟัง แน่จริงก็จัดปราศรัย ส่วนจะได้เปรียบเสียเปรียบกันหรือไม่ เชื่อว่าประชาชนวินิจฉัยได้ ส่วนกรณีนิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจ พล.อ.ประยุทธ์เหมาะเป็นนายกฯ แล้วถามว่าคนจะเลือกพรรคไหน บอกพรรคเพื่อไทย ก็ถ้าคนเลือกพรรคเพื่อไทย แล้วจะให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ได้อย่างไร ถ้าอาจารย์ที่ทำโพลกล้าๆ กลัวๆ ไม่ต้องทำโพลสิ นี่มันโพลเอาใจ 
“เหลิม-หน่อย”ขึ้นเวที
    ต่อมานายชัชชาติกล่าวปราศรัยว่า วันที่ 24 มี.ค.มีความสำคัญ เพราะเราไม่ได้แข่งเพียงกับ ส.ส. 500 คน แต่ยังมี ส.ว.แต่งตั้งอีก 250 คน ดังนั้นฝั่งประชาธิปไตยต้องมีอย่างน้อย 376 เสียง ถ้าจะตั้งรัฐบาลได้ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่าประมาทคิดว่าเราจะชนะแน่ เราต้องรวมใจกันเลือกเพื่อไทยให้ถล่มทลาย 
    ขณะที่นายวันปราศรัยว่า ขอเสียงปรบมือให้ว่าที่นายกฯ ชัชชาติด้วย เลือกตั้งเมื่อปี 2554 แพ้ไปเพียง 1,000 คะแนน ครั้งนี้ขอความเมตตาจากพี่น้องประชาชนให้เข้าไปทำงานในสภา ในอดีตเคยทำงานร่วมกับนายชัชชาติสมัยอยู่กระทรวงคมนาคม หวังใจว่าท่านชัชชาติจะเป็นนายกฯ วัน อยู่บำรุง จะไปเป็นองครักษ์พิทักษ์ชัชชาติให้  
    ต่อมาเวลา 18.40 น. ร.ต.อ.เฉลิมขึ้นกล่าวปราศรัยอีกครั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็บอกนายอภิสิทธิ์ดีแต่พูด นายอภิสิทธิ์ก็บอก พล.อ.ประยุทธ์พูดไม่รู้เรื่อง สรุปไม่ฟังทั้งคู่ ตนเองเคยเป็น รมว.มหาดไทยมาแล้ว ถ้าปรากฏหลักฐานว่าผู้ว่าฯ หรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นกลาง จะย้ายให้หมด คนบอกพูดแบบนี้ระวังจะเสียคะแนน ถามว่าจะเสียอย่างไร ในเมื่อเขาไม่เอาเราอยู่แล้ว ทั้งนี้วันนี้เราต้องชนะให้ขาด รัฐบาลต้องเจรจากับต่างประเทศได้ ซึ่งนายชัชชาติและคุณหญิงสุดารัตน์พูดได้ 
    “รอบนี้รอบตัดเชือก เขากะอยู่ 8 ปี ด้วย ส.ว.อายุ 5 ปี แต่ถ้าท่านเลือกพรรค พท.และพรรคแนวร่วมให้ได้เกิน 250 รัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ไม่ได้ และ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยินแล้วอย่าบอกว่าผมขู่นะ ผมเอาจริง เพราะถ้าท่านเจอดาวสภาอย่างผม แค่อภิปรายนัดแรกท่านก็อยู่ไม่ได้แล้ว พรรค พท.หัวใจคือประชาชน เศรษฐกิจแย่ คนแก้ต้องพรรค พท. เพราะ ปชป.ไม่มีมือเศรษฐกิจ แต่ พท.มีชัชชาติ มีคุณหญิงสุดารัตน์ ถ้าเรื่องกฎหมายที่ตรงไปตรงมาไม่แพ้ใคร แต่ที่มีปัญหาเพราะฝั่งหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย ขอให้พี่น้องประชาชนไปใช้สิทธิให้มาก เพื่อล้มการต่อท่อสืบอำนาจของทหาร” 
    เวลาประมาณ 19.40 น. คุณหญิงสุดารัตน์เดินทางมาถึงเวทีปราศรัย โดยก่อนปราศรัยได้ชูมือถ่ายภาพร่วมกับ ร.ต.อ.เฉลิม จากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ ปราศรัยว่า ปีนี้ปีหมู ขอให้เราเลือกตั้งได้แบบหมูๆ ขอให้พี่น้องรักตัวเอง คิดถึงอนาคตของตัวเองและลูกหลาน คิดให้ดีๆ ว่าพี่น้องจะให้ใครมาดูแลชีวิตของตัวเองและลูกหลาน ถ้าพี่น้องเห็นว่าทุกข์ทางเดียวที่พี่น้องจะออกจากความทุกข์ได้ คือต้องจับมือกับเพื่อไทย
     นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.และสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ให้สัมภาษณ์กรณี กกต.มีคำร้องยุบพรรค ทษช. ว่าจากแนวทางที่ กกต.นำมาพิจารณา ทำให้เห็นว่าหากพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเหตุผลของ กกต. ก็จะทำให้พรรค พปชร.ต้องโดนร้องยุบไปด้วย เพราะมีอย่างน้อย 3 กรณี คือ 1.กรณีนายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรคก่อนเป็นสมาชิกพรรค 2.กรณีพรรค พปชร.จัดงานระดมทุนโดยขายโต๊ะจีนราคาโต๊ะละ 3 ล้านบาท และ 3.กรณีพรรค พปชร. เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ยังเป็นหัวหน้า คสช.
    “วันที่ 18 ก.พ. เวลา 11.00 น. ผมจะไปยื่นหนังสือให้ กกต.ดำเนินการยุบพรรค พปชร." นายเรืองไกรกล่าว
  แจง"บิ๊กตู่"ไม่ร่วมดีเบต
    ที่สวนจตุจักร นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค พปชร. กล่าวว่า พรรค พปชร.ไม่ได้ลงพื้นที่ตามหลัง พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นความบังเอิญที่การลงพื้นที่แต่ละครั้งถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่อยากให้นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นว่าเราใช้ความได้เปรียบเสียเปรียบ กับชื่อคนที่เราเสนอเป็นนายกฯ โดยเราได้เตรียมตัวและระมัดระวังอย่างดี เชื่อว่าความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราชนะเลือกตั้ง
    เมื่อถามว่า ถ้าพรรค ทษช.ถูกยุบ จะทำให้พรรคพลัง พปชร.มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า เราไม่ได้มองเรื่องนั้น เพราะคิดว่าพรรค ทษช.ก็เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่อาสาตัวเข้ามา  เราก็ทำหน้าที่ของเรา พรรคเราไม่มีนโยบายไปซ้ำเติมพรรคหรือใช้โอกาสนี้สร้างความได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมือง ส่วนการเรียกร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ตามระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อเข้าสู่การตรวจสอบแล้ว เราจะต้องเชื่อถือในการตรวจสอบนั้น ไม่ใช่ว่าตรวจสอบแล้วออกมาไม่เป็นดั่งใจ ก็ดำเนินการอื่นๆ อีกแบบไม่จบ 
    นายพุทธิพงษ์กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์จะร่วมดีเบตกับแคนดิเดตพรรคการเมืองอื่นได้หรือไม่นั้น ว่าเราตรวจสอบแล้วพบว่าไม่สามารถขึ้นเวทีปราศรัยและเดินหาเสียงกับผู้สมัครได้ อะไรที่เราเห็นว่าจะขัดต่อกฎหมาย เราต้องละเว้น ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ยังวางตัวเป็นกลาง ไม่เคยมาช่วยพรรคหาเสียง เพียงแต่ขึ้นรูปคู่กับผู้สมัครเท่านั้น ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ค่อนข้างบ่อยในช่วงนี้ ไม่เห็นว่าเป็นการให้คุณให้โทษแต่อย่างใด เพราะถือเป็นการตรวจราชการ พรรคไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ จากการลงพื้นที่ เราควรแยกให้ชัด
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค พปชร.กล่าวถึงรังสิตโพล ที่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าพรรคการเมืองที่จะได้คะแนนสูงสุดคือ พปชร. 21.5% ว่าเป็นครั้งแรกที่ พปชร.เป็นเบอร์ 1 ในโพล ซึ่งเกิดจากความขยันของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคที่ลงพื้นที่เป็นประจำ ทำให้เข้าถึงประชาชน ได้รับความเชื่อใจและเชื่อมั่น ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรค ยืนยันว่าพรรคจะทำต่อไป เพราะยังมีเวลา 35 วันที่ต้องต่อสู้มากกว่านี้ เพื่อให้ชนะใจประชาชน 
 “ทุกครั้งที่มีโพล จะเห็นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นหนึ่งในดวงใจของทุกคน ส่วน กกต.จะเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ช่วยหาเสียงได้แค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ กกต. และพรรคพร้อมรับฟัง ซึ่งแม้ พล.อ.ประยุทธ์จะลงมาช่วยหาเสียงไม่ได้ แต่ก็ยังมีกำลังใจสู้เต็มที่”นายกอบศักดิ์กล่าว    
    ทางด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และคณะ ลงพื้นที่บริเวณตลาดในหมู่บ้านเอื้ออาทร เขตบึงกุ่ม เพื่อช่วยหาเสียงให้นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 14 (บึงกุ่ม-คันนายาว) หมายเลข 6 มีประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยนายชวนปราศรัยว่า บ้านเมืองเรามีวิกฤติหลายครั้ง แต่ไม่ใช่วิกฤติจากรัฐธรรมนูญ แต่เป็นพฤติกรรมของบุคคล ถ้าเป็นคนดี บ้านเมืองเราก็ดี แต่ถ้าไม่ดี บ้านเมืองเราก็มีปัญหา อย่างในสมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นเพราะคนไม่ปฏิบัติตาม การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งวันเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าช่วงใดที่มีการโกงบ้านโกงเมืองจะมีปัญหา ช่วงที่มีคนดีบ้านเมืองจะดีขึ้น แต่ไม่มีทางที่ปัญหาจะหมดไปโดยไม่มีการแก้ไข
ปลุกชูอภิสิทธิ์ดับวิกฤติ
    "ตลอดช่วงเวลา 70 ปีของพรรค ได้พัฒนาบ้านเมืองมาด้วยความสุจริต ซึ่งในการทางเมืองเราต้องการพรรคที่มีหลักการ ไม่ใช่พรรคที่ตั้งแล้วยุบพรรค ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ และเป็นพรรคเดียวที่ไม่ถูกยุบ เพราะถือหลักพูดความจริง ไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสียให้ถูกยุบพรรค” นายชวน กล่าว
    ที่ห้องประชุมโรงแรมเก็นติ้ง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อพบปะหัวคะแนนชี้ว่า พื้นที่ภาคใต้หากพรรคไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โอกาสที่อื่นที่เราจะชนะก็น้อย เราก็ต้องสู้กันต่อไปอีก เราต้องเอานายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ เพราะถ้านายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แปลว่าทั้ง 2 ฝ่ายที่ถูกปฏิเสธ คือทางฝ่ายที่ทุจริตและทางฝ่ายที่จะสืบทอดอำนาจ จะไปยืนอยู่ตรงไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง การเมืองก็จะพ้นวิกฤติไปได้
    เวลา 17.30 น. ที่ลานอเนกประสงค์ข้างตลาดปัฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) จัดเวทีปราศรัยครั้งแรกของพรรค โดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค ปราศรัยว่า เราต้องเข้าใจว่าจะเลือกตั้งเพื่ออะไร การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับเผด็จการอย่างที่หลายพรรคพยายามปลุกกระแสให้ประชาชนหลงผิด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น  
    “เราต่อสู้อย่างหนักครั้งนี้ เพื่อไม่ให้ตัวร้ายตัวเก่ากลับมาบริหารประเทศได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพวกนี้เคยสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองมากมายเหลือคณานับ โดยเฉพาะเรื่องทุจริต แล้วยังหลบหนีคดีนอกประเทศ ปล่อยให้ลูกน้องติดคุกหลายคน ขณะที่เจ้าตัวยังเย้ยหยันหลักนิติธรรมอยู่นอกประเทศ ล่าสุด ทษช. ซึ่งเป็นพรรคแบงก์ร้อย พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อำนาจ แม้จะเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่กับระบบประชาธิปไตยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด อำนาจเป็นสิ่งหอมหวานที่หลายคนต้องการ บางคนอยู่มาเป็นสิบปี ทำให้ประเทศเสียหาย ท่านต้องอย่านับว่าการเมืองเริ่มตั้งแต่ปี 2557 แต่มันเริ่มตั้งแต่ปี 2549 แล้ว ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง คนพวกนี้ก็จะพยายามกลับมาสู่อำนาจให้ได้ ซึ่งเรื่อง ทษช.นั้น ผมไม่ได้กล่าวหา แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนประจักษ์ แล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ร้ายแรงมาก แต่ผมจะไม่สรุปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลายติดตามอย่างใกล้ชิด” นายเอนกกล่าว
นายเอนกกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึง และแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งธรรมดา และไม่ได้มีแค่ตัวร้ายตัวเดิม แต่มีตัวใหม่ด้วยปรากฏด้วย คือหัวหน้าพรรคที่อายุประมาณ 40 ปี ที่ดูแล้วเหมือนคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นแบบนั้น ทั้งคำพูดและการกระทำของเขา ดูผิวเผินไม่ได้ดูจากคลิปแล้ว เขาอยู่กับฝ่ายสีแดง และมีประวัติที่เคยทำเรื่องร้ายแรง เคยสนับสนุนวารสารฟ้าเดียวกัน ซึ่งเป็นวารสารที่ทั้งบรรณาธิการและผู้เขียนเฝ้าแต่จะวิพากษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ แม้มีวิชาการนำหน้า แต่ในใจของเขาน่าสงสัย ซึ่งในวันนี้เขามาตั้งพรรคการเมือง ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค เสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 
    “ผมพูดไม่ได้พูดเพื่อโต้แย้ง แต่จะชี้ชวนให้พวกเราได้เห็นเนื้อแท้ของเขา อย่าดูแต่ปรากฏการณ์ เพราะมันผิวเผินมาก อาจเป็นราชสีห์ที่ห่อหุ้มตัวเองด้วยหนังแกะ แม้เขายืนยันว่าเขาจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ถ้าเขาเป็นแบบนั้นจริง ขอให้เขาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเลย ในสังคมเวลานี้ พรรคนี้กำลังปลุกคนรุ่นใหม่ ขึ้นมาเป็นปรปักษ์กับคนรุ่นเก่า เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ที่ตนเองเขียนลงเฟซบุ๊ก เป็นการเขียนแบบสุภาพ และใช้เหตุผล แต่พอเขียนได้ไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏว่าบรรดานักรบไซเบอร์ต่างกรูเข้ามาในเฟซบุ๊กผม ใช้คำหยาบคายโจมตีโดยไม่ใช้เหตุผลทั้งสิ้น ขอให้ได้ด่า และด่าเหมือนผมไม่ใช่คน หลายคนใช้คำว่าลุงหรือปู่ ซึ่งจะสื่อว่าผมโง่ ซึ่งผมก็ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ” นายเอนกล่าว
    นายเอนกกล่าวว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคเสรีนิยมหรือพรรคก้าวหน้า เนื้อหาเป็นพรรคหยาบคาย และเทิดทูนหัวหน้าพรรคประดุจเทพ ซึ่งไม่ใช่พรรคประชาธิปไตย แต่เป็นพรรคบูชาบุคคล โดยเนื้อหาแล้วไม่ต่างจากตัวร้ายตัวเก่า หลอกประชาชนคนซื่อ วัยใสที่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ซึ่งได้แต่หวังว่าคนจะเห็นมากขึ้นว่าพรรคนี้ธาตุแท้เป็นอย่างไร การเลือกตั้งในครั้งนี้ เราต้องทำเพื่อไม่ให้ตัวร้ายตัวเก่าและตัวใหม่ขึ้นมามีอำนาจเพื่อทำอะไรร้ายแรง การเมืองครั้งนี้ค่อนข้างซับซ้อน ต้องวิเคราะห์ให้ดี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากที่มีพรรค รปช.เกิดขึ้น 
    เขากล่าวด้วยว่า ขณะที่อีกพรรคเป็นเจ้าของพื้นที่ กทม.มานาน พักหลังพูดแต่เรื่องต่อต้านเผด็จการ แต่ไม่ได้พูดถึงการต่อต้านตัวร้ายตัวเก่า และยังมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ว่าพรรคนี้กำลังทำอะไรอยู่ ดูเหมือนสงวนท่าที ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และพวกเขาคิดอะไรอยู่ก็ไม่ทราบ
    จากนั้น เวลา 20.12 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรค รปช. ขึ้นเวทีปราศรัยตอนหนึ่งว่า  เราจะไม่ใช้กิเลสของประชาชนมาเป็นตัวเรียกคะแนนเสียง เช่นเดียวกับนโยบายประชานิยม ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นการหลอกล่อประชาชนให้หันมาลงคะแนนให้  การเมืองที่ดีต้องไม่ทำแบบนี้ นโยบายของเราเป้าหมายใหญ่คือประชาชนคนไทยต้องมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ขณะเดียวกันต้องลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนลงทุกครอบครัว หลักการของเรามีเท่านี้ ซึ่งนโยบายของพรรคมาจากการชี้นำโดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศที่ออกไปเดินคารวะแผ่นดิน โดยหนึ่งในอุดมการณ์สำคัญคือการใช้ศาสตร์พระราชา หลักเศรษฐกิจพอเพียง มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาวบ้าน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่วาทกรรม อย่างที่หัวหน้าพรรคที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมบางคนพูดเอาไว้ แต่นี่คือศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ 
    “สิ่งที่คนโจมตีพรรคเราไม่ได้ เพราะเราไม่มีความผิดอะไรมาก่อน เป็นพรรคใหม่ ไม่เคยทำความเสียหายให้ประเทศ แต่เขาพุ่งเป้ามาที่ผม เพื่อทำลายเครดิตของพรรค เริ่มจากผมตระบัดสัตย์ ซึ่งผมขอเรียนว่า วันที่ลาออกจาก ส.ส.และ ปชป. เพื่อมาต่อสู้ร่วมกับพี่น้องประชาชน ผมได้ประกาศชัดเจนว่า การต่อสู้คราวนั้นไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อประเทศไทย ผมจึงบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง และไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว วันนี้ผมยังรักษาคำพูด หรือต้องมัดมือมัดเท้าผมให้ไม่ต้องทำอะไรเลย” นายสุเทพกล่าว และว่า พรรคจะต้องมี ส.ส.ไปนั่งสภาไม่น้อยกว่า 50 ที่นั่ง และมีการใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า 3.5 ล้านเสียง
    ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการเสวนา “วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย ทางออกจากวิกฤติ ประชาธิปไตยที่มืดมน” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดถึงทางออกเลย แต่เรากำลังเดินทางเข้าสู่ความมืดมนมากกว่า เราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เขียนมาเพื่อการเอาเปรียบและการสืบทอดอำนาจ
    “กกต.จัดการยุบพรรคกับพรรคหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่กับอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ กลับดำเนินการอย่างเชื่องช้า ปัญหานี้จะนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง ต่างคนต่างทราบดีว่าไม่ใช่บรรยากาศของการเลือกตั้ง เงียบสงบเกินธรรมดา ก่อนที่หนทางข้างหน้าจะมีสึนามิทางการเมืองรออยู่  ณ ตอนนี้ หาอนาคตไม่เจอ เดินหาทางมืดมนง่ายกว่าเดินหาทางสว่าง” นายจตุพรกล่าว 
    ด้านนายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำอีสานกู้ชาติ กล่าวว่า เราได้พิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์แล้วว่า การรัฐประหาร ไม่ใช่วิถีทางแก้ปัญหาของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นความล้มเหลวของการรัฐประหารในทุกๆ ด้าน และพิสูจน์แล้วว่าที่ผ่านได้ทำทุกวิถีทางเพื่อสืบทอดอำนาจ เป็นการซ้ำเติมให้เกิดวิกฤติของชาติมากขึ้นไปอีก ขยายความแตกแยกแบ่งฝักฝ่าย ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขให้ประชาธิปไตยสะดุด สูญเสียประชาธิปไตยยาวนานไปอีก เพราะตำแหน่งหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขัดคุณสมบัติเสนอชื่อเป็นนายกฯ ซึ่งอาจจะเป็นชนวนให้เกิดวิกฤติในอนาคต ดั้งนั้นถ้าการเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ เราจะพบวิกฤตการณ์ที่ใหญ่มาก ที่อาจจะไม่คาดคิดมาก่อนก็เป็นไปได้.


วันนี้......ศุกร์ ๒๒ มีนา.๖๒ วัน "ดิบๆ สุกๆ"ก็จะได้ "โม้เลือกตั้ง" กัน ชนิดปักทวนคาเป็นวันสุดท้ายส่วนพรุ่งนี้ เสาร์ ๒๓ มีนา. วัน "สุกดิบ"

มีอะไรซ่อนอยู่หลัง 'ธนาธร'?
กับ 'ประชาชนฐาน' ที่หายไป
ปรากฏการณ์ของ 'หม่อมเต่า'
แค่ 'ล่วงหน้า' ก็รู้ว่า 'ใครร่วง'
รางๆ รัฐบาล '๗ วันก่อนเลือก'
เมื่อ "ปชป.-พปชร." แหติดตอ