ชำแหละ'ธนาธร' ร้ายยิ่งกว่า ทักษิณ


   


    "บิ๊กตู่" เดินตลาดต้องชม อยุธยา ชวนปชช.ไหว้พระสวดมนต์ขอบ้านเมืองเป็นสุข ยันแค่มาเที่ยวไม่เกี่ยวอย่างอื่น วอนหาเสียงอย่าโจมตีกันจนประเทศเสียหาย "พรรคการเมือง" ลงพื้นที่คึกคัก  "อ๋อย-เต้น" ลั่นพร้อมช่วยผู้สมัคร ทษช.ขอคะแนน ย้ำไม่พูดเรื่องยุบพรรค "เจ๊หน่อย" ควง "โอ๊ค" ลุยอุบลฯ บอกพรรคไม่มีเส้นต้องทำงานหนัก "พานทองแท้" ผวา! ซ้ำรอยพ่อ ปัดเล่นการเมืองเต็มตัว "ขรก.คลัง" ชำแหละนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ชี้ทำจริงไม่ได้สักอย่าง ซัด "ธนาธร" ปลิ้นปล้อนอันตรายยิ่งกว่าทักษิณ
    เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่วัดวชิรธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ได้เดินชมตลาดต้องชม (ตลาดหลวงปู่ทวด) ทักทายกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก โดยตลอดเส้นทางนายกฯ ค่อนข้างระมัดระวัง ไม่ได้พูดถึงการทำงานของรัฐบาลหรือเรื่องการเมือง โดยขอให้ประชาชนช่วยกันไหว้พระสวดมนต์ให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข
    พล.อ.ประยุทธ์ได้ยืนคุยกับประชาชนในระหว่างพักผ่อนอิริยาบถที่ร้านกาแฟกรุงศรี บริเวณอาคารริมน้ำ ว่าตลาดนี้เป็นตลาดของรัฐบาล เรามีตลาดด้วยกันหลายแบบ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยจะขายของลำบาก ร้านค้าจึงต้องหาอะไรมาดึงดูดใจ ขอให้สะอาด สวยงาม น่าเที่ยว ชาวต่างชาติจะนิยมชมชอบ โดยรัฐบาลนี้ได้จัดทำตลาดลักษณะนี้กว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกตลาดดีขึ้น ตลาดใดไม่เปลี่ยนแปลง สกปรก จะลำบาก และขออย่าขายของแพงมากนัก ขอให้ช่วยลูกค้าด้วย 
    "วันนี้เป็นวันมาฆบูชา ขอให้มีความสุข นายกฯ มาทำพิธีปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิที่นี่ ก็เลยถือโอกาสมาเที่ยว ไม่ได้มาทำเพื่ออะไรทั้งสิ้น เข้าใจไหม เรารู้กันอยู่แล้ว เรารักกันอยู่แล้ว รักกันทุกวันใช่ไหม เมื่อมีการเลือกตั้งก็ขอให้ช่วยกันหาเสียงในทางที่ดี อย่าโจมตีกันไปมา มันไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศชาติเสียหาย ไม่มีใครเขาทำแบบนี้หรอก ประจานตัวเองอย่างนี้ไม่ได้ อย่าทำเลย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอยู่นั้น มีประชาชนกลุ่มหนึ่งพร้อมใจกันพูดว่า “รักพ่อนะคะ” 2-3 ครั้ง ซึ่งเป็นคำที่ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ใช้เรียกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่า “ฟ้ารักพ่อ” นอกจากนี้ก่อนเดินทางกลับนายกฯ และคณะได้เดินทักทายกับประชาชนตลอดทาง และได้หยุดโยนเหรียญเสี่ยงทายใส่ในบาตร ซึ่งเหรียญได้หล่นเข้าไปในบาตรที่ระบุคำว่า “ผู้เป็นที่รัก", "พ้นทุกข์", "ก้าวหน้า" และ "สำเร็จ” ส่วนแบงก์พันได้ตกนอกบาตร หลังคำว่า “สมบูรณ์พูนสุข” 
    ด้านพรรคการเมืองต่างๆ ตลอดทั้งวันหยุดราชการวันมาฆบูชา ได้ออกหาเสียงกับประชาชนตามสถานที่ต่างๆ อย่างคึกคักเหมือนเช่นทุกวัน โดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อยากจะขอให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศต่อไป  
    รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์มีผลงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการอีอีซี รถไฟฟ้า รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งทำให้บ้านเมืองสงบ เมื่อบ้านเมืองสงบทำให้มีนักท่องเที่ยวปีละ 37 ล้านคนเข้ามาเที่ยว ทำเงินเข้าประเทศปีละกว่า 2.7 ล้านล้านบาท ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศนั้น ตนเชื่อว่าหากพรรคได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะมีผู้บริหารมืออาชีพมากมายมาช่วยบริหารทางด้านเศรษฐกิจ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างแน่นอน
    "หากมองให้ลึกแล้วกลุ่มการเมืองที่จับมือกันและอยู่ตรงข้ามกับพรรค ไม่ได้เป็นกลุ่มประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะมีคนต่างแดนอยู่ข้างหลังหรือไม่ อยากให้พี่น้องประชาชนไตร่ตรองให้ดีว่า ที่ผ่านมานั้นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจนบ้านเมืองเสียหาย นำมาซึ่งความขัดแย้งต่างๆ นั้นมาจากใคร ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทราบดี ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่าปล่อยให้เครือข่ายหรือสายพันธุ์ทุจริตกลับมาอีก" รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าว
ทษช.ฮึดลุยหาเสียงต่อ
    ที่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค ทษช. พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรค, นายนิคม ไวรัชพานิช, นายสุธรรม แสงประทุม, นพ.เหวง โตจิราการ,  นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อีกจำนวนหนึ่ง ร่วมกันแถลงข่าวเดินหน้าทำกิจกรรมการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง แต่จะไม่ขอพูดถึงกระบวนการต่อสู้คดียุบพรรค
    นายจาตุรนต์กล่าวว่า หลังจาก กกต.ยื่นยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ เราได้ชี้แจงเพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อน จึงงดการปราศรัยไว้ก่อน เพื่อให้คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีเวลาไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดกรรมการบริหารพรรคได้หารือมาทางคณะกรรมการรณรงค์หาเสียง โดยได้ฟังเสียงสะท้อนจากผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตต่างๆ ที่ยังคงหาเสียงเป็นปกติ ยังได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี และอยากให้แกนนำพรรคไปช่วยหาเสียง 
    "เราจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ทั้งคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แกนนำพรรค จะกลับมาทำหน้าที่ปกติ ไปช่วยผู้สมัครหาเสียง ส่วนการปราศรัยเปิดเวทีขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ขอดูสถานการณ์สั้นๆ อีกระยะ ถ้าไม่มีเหตุแทรกซ้อนหรือที่อาจจะเป็นปัญหา การปราศรัยใหญ่จะเกิดตามปกติอย่างที่เคยทำ โดยในการไปปราศรัยหาเสียงนั้นจะไม่มีคณะกรรมการบริหารพรรคเดินทางไปด้วย เนื่องจากอยากให้มีสมาธิในการต่อสู้คดียุบพรรค" นายจาตุรนต์กล่าว
    ส่วนนายณัฐวุฒิกล่าวถึงกรณี กกต.ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรค ยืนยันจะดำเนินการต่อสู้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากมีการเคลื่อนไหวกรณีนี้นอกศาล ไม่ได้เป็นการดำเนินการในนามพรรค หากใครเคลื่อนไหว ถือเป็นความรับผิดชอบของคนนั้นๆ 
    "ในการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครระบบเขตเลือกตั้ง ทีมรณรงค์หาเสียง 7 ชุด จะขับเคลื่อนตามปกติ ส่วนเวทีปราศรัยใหญ่ แทบทุกพรรคได้เปิดเวที แต่กรณีของเราขอพิจารณาสถานการณ์ความพร้อมสักระยะ ถ้าเห็นว่าทุกอย่างเดินหน้าได้ จะประกาศในโอกาสต่อไป" นายณัฐวุฒิกล่าว
    จากนั้นนายจาตุรนต์พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิลงพื้นที่แฟลตการเคหะบางนา แนะนำตัวนายกวีวงษ์ อยู่วิจิตร ผู้สมัครฯ เขตที่ 21 โดยการเดินพบปะประชาชนในพื้นที่ ซึ่งบรรยากาศประชาชนได้ให้การต้อนรับเข้ามาทักทายย่างเป็นกันเอง จากนั้นแกนนำได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีย่อย
    ที่ จ.อุบลราชธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่เขต 3 อำเภอวารินชำราบ อำเภอนาเยีย ช่วยน.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี ผู้สมัคร ส.ส.พรรค พท. หาเสียง โดยคุณหญิงสุดารัตน์เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พร้อมอวยพรให้ค้าขายดี และขอให้อดทนกับความยากลำบากในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา 
    "ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยต้องต่อสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเราเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีเส้น ก็จะต้องทำงานหนักกว่าเขา" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
โอ๊คเข็ดกลัวซ้ำรอยพ่อ
    ต่อมาคุณหญิงสุดารัตน์พร้อมด้วยนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ลงพื้นที่ตลาดสด ช่วยผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 อุบลราชธานีหาเสียง โดยคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวระหว่างเดินตลาดตอนหนึ่งว่า วันนี้ไม่ได้มาคนเดียว มากับลูกชายของคนที่ท่านคิดถึงที่สุด พานทองแท้ ชินวัตร พานทองแท้ลูบได้ จับได้ กอดได้ ไม่ว่าอะไร เชิญเลย มาเลย คิดถึงใครก็มากอดให้หายคิดถึงได้ 
    นายพานทองแท้ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้มาเดินอย่างนี้ 4-5 ปีแล้ว มีกำลังใจ กลับไปมีแรงทำงาน ไม่เหนื่อย เจอชาวบ้านก็มีกำลังใจ ชอบ
    ถามว่าในอนาคตจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ นายพานทองแท้ตอบทันทีว่า "ไม่ฮะ พยายามไม่เอา กลัว เห็นบทเรียนมาแล้ว ดูพ่อกับอาผมสิ"
    ถามอีกว่ายุคใหม่อาจจะไม่ร้ายแรง นายพานทองแท้กล่าวว่า ก็ขอให้เปลี่ยนก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน
    ที่ จ.สตูล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปชช.) พร้อมแกนนำพรรค เดินทางมาร่วมถวายภัตตาหารและฟังธรรมเนื่องในวันมาฆบูชาโดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 100 คน  ที่ป่าช้าจีน หมู่ 4 ต.คลองขุด อ.เมืองฯ จ.สตูล จากนั้นเดินทางไปที่ร้านสตารินทร์รีสอร์ท ต. พิมาน อ.เมืองสตูล เพื่อร่วมรับประทานอาหารร่วมกับนายรอสี ใบกาเด็ม ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ของพรรค
    พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า นโยบายพรรคประชาชาติไม่ใช่นโยบายตามปกติเหมือนพรรคอื่นๆ พรรคยังมีนโยบายที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการ หมายถึงว่าอะไรที่เป็นสวัสดิการ จะต้องเป็นสิทธิ และสิทธิจะต่างกับหน้าที่  สิทธิต้องเสมอกัน อย่างเช่น  การยกระดับบำนาญผู้สูงอายุ อายุ 60 ปี 3,000 บาท เป็นการแก้ปัญหาความยากจน และอย่างน้อยคนอายุ 60 ปี ต้องมีข้าวกิน เชื่อว่าผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้ง 2 เขตจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สตูลได้
    สำหรับพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เดินทางช่วยนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 25 บางขุนเทียน หาเสียงที่ตลาดบิ๊กซี พระราม 2 และหมู่บ้านการเคหะ ธนบุรี 2 ตั้งแต่เช้า โดยเดินพูดคุยทักทายพ่อค้าแม่ค้า
    นายปิยบุตรกล่าวว่า อยากให้ทุกๆ ท่านได้เห็นถึงความตั้งใจ และขอโอกาสให้กับคุณณัฐชา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 25 บางขุนเทียน ผู้ชายที่มาจากครอบครัวธรรมดาๆ เรียนจบช่างกลสยาม และด้วยความมุ่งมั่น สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตจนเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ก่อตั้ง บจก. ซีม ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) คุณณัฐชาเป็นคนที่ความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะเข้าร่วมแก้ไขปัญหาในเรื่องความเป็นอยู่ และปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น
    อย่างไรก็ตาม วันเดียวกัน ได้มีแฟนเพจ "Drama Fight - ศึกวันดราม่า" มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ที่ระบุว่า มาจากนางณิฏฌาพัทน์ แป้นแก้ว หรือ "อัน" อดีตผู้สมัครลง ส.ส. เขต 1 จ.ลำปาง พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นผู้ชนะโหวตภายใน แต่พรรคกลับไม่ส่งเธอลงสมัคร และไปเลือกนางฑิพาฎีพ์ ปวีณาเสถียร แทน โดยนางณิฏฌาพัทน์ก็ระบุว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นความจริง
    นอกจากนี้ ช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ นางณิฏฌาพัทน์ยังได้เผยด้วยว่า เมื่อตนได้การสอบถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงส่งอีกคนเป็นตัวแทน ทั้งๆ ที่ตนเองชนะการโหวต ก็ได้รับคำตอบจากเลขาธิการพรรคว่า กลัวเสียหน้า นอกจากนี้เธอยังบอกด้วยว่าผู้สมัครอีกคนนั้นไม่เคยมาที่สำนักงาน ไม่มาประชุม รวมถึงไม่เคยมาร่วมกิจกรรมใดๆ ของพรรคเลย โดยมาแค่ครั้งเดียวตอนที่หัวหน้าพรรคมาเท่านั้น
ซัดแหลก'ธนาธร'ขายฝัน
    ขณะที่เฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai ของนายสุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ข้อคิดเห็นของข้าราชการกระทรวงการคลังคนหนึ่ง เรื่อง "ทำไมพรรคอนาคตใหม่ของธนาธรอันตรายถึงขั้นจำเป็นต้อง ตระหนัก?"
    เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ก่อนเลือกตั้งผมจะต้องเขียนบทความที่ชี้แจงถึงความอันตรายของธนาธรว่าเขาเป็นคนโกหกหลอกลวง ตอแหลปลิ้นปล้อนขนาดไหน เพราะนโยบายทั้งหมดที่เขาได้กล่าวไปในการหาเสียง แทบจะทำจริงไม่ได้เลยสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการยกเลิกทหารเกณฑ์ การลดงบประมาณของกองทัพอย่างมหาศาล การให้สวัสดิการรักษาพยาบาลประชาชนเทียบเท่าข้าราชการ การปรับปรุงปฏิรูประบบทุน ทุกสิ่งที่พูดไปหากทำได้จริงประเทศก็จะล้มละลายภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่าเขารู้อยู่แล้วว่าทุกสิ่งที่พูดไปทำไม่ได้ แต่ก็ยังจะใช้หาเสียง มนุษย์คนนี้อันตรายยิ่งกว่าทักษิณ ชินวัตร
    "ถ้าหากให้พูดอย่างสั้นๆ เอาง่ายๆ ตั้งแต่การยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหาร และเปลี่ยนมาใช้เงินจ้างในอัตราสูงๆ รวมถึงให้สวัสดิการทหารเกณฑ์ แน่นอนว่าแค่นโยบายนี้นโยบายเดียวก็ทำให้คลังแตกได้เลยเพราะหากจะต้องให้คนเต็มใจที่อยากจะเป็นทหารเกณฑ์หรือเป็นพลทหารโดยการใช้เงินเดือนสูงๆ มาล่อ ถ้าหากเราต้องการกำลังพลเพียง 50,000 หาเงินที่ต้องใช้มหาศาล ขณะที่เรียกได้ว่าต้องยุบข้าราชการประจำ 1 กระทรวงเล็กๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ หากให้สวัสดิการเทียบ ขรก. แถมพ่วงด้วยหมายถึงว่าเราจะต้องใช้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาลในการออกวิ่งคนพวกนี้ รวมถึงพ่อแม่และลูกเมียเขา ซึ่งนโยบายทางสาธารณสุข งบประมาณตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หากพ่อของพลทหารคนหนึ่งมีปัญหาที่ต้องฟอกไตทุกเดือน และแม่ของพลทหารคนหนึ่งมีปัญหาเรื่องเบาหวาน แค่นี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็จะเพิ่มขึ้นมาเดือนนึงหลักแสน คนนึงต่อปีก็จะเป็นหลักล้าน แน่นอนว่า คลังไม่ได้มีเงินเยอะให้ขนาดนั้น นี่ยังไม่นับรวมนโยบายอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทุกนโยบายล้วนไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ"
    ข้าราชการคลังรายนี้ยังระบุว่า ไหนจะนโยบายสาธารณสุขสุดเพ้อฝัน นั่นคือการชูคำว่าเท่าเทียมเพื่อต้องการเรียกและเป็นการสร้างอารมณ์ร่วมของประชาชน โดยยกเรื่องสิทธิสวัสดิการว่าจะให้สิทธิ 30 บาทบัตรทองและสิทธิเบิกจ่ายข้าราชการเท่ากันทั้งประเทศ แค่ทุกวันนี้สิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการก็แทบจะทำให้คลังไม่มีเงินอยู่แล้ว ซึ่งข้าราชการในแต่ละปี 10 น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันแม้แต่การผ่าตาต้อ ข้าราชการก็ยังจะต้องสำรองจ่ายค่าเลนส์เทียม เพียงแต่ว่าค่าหัตถการและการผ่ายังสามารถทำเบิกจ่ายได้อยู่ โดยที่กรมบัญชีกลางจะส่งเงินตรงนี้ไปให้ สปสช. และให้ทางกระทรวงสาธารณสุขเบิกมาอีกที แต่ถ้าหากให้สิทธิเหล่านี้กับประชาชนทั้งประเทศ แน่นอนว่าล้มละลายภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีแน่นอน
    "เมื่อย้อนกลับมาพูดว่าทำไมข้าราชการประจำจึงจำเป็นต้องได้รับสิทธิสวัสดิการด้านการรักษาที่ดี คงต้องชี้แจงว่า ข้าราชการประจำ ถ้าหากดูเงินเดือนที่ได้รับกับงานที่ทำ นับได้ว่าต่ำกว่าภาคเอกชนอยู่มากพอสมควร หลายคนที่มีความสามารถเก่งกาจ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง บางคนที่มีประวัติดีเลิศ เคยทำงานระดับ World Bank แต่ยอมเสียสละมาเป็นข้าราชการประจำรับเงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่น ดังนั้น สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่ควรจำเป็นต้องให้ข้าราชการต่อไป และก็ไม่ต่างจากบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ที่มีผลประกอบการดีหลายที่ที่ให้สวัสดิการรักษาพยาบาล หรือซื้อประกันให้กับพนักงานเพิ่ม หากจะต้องการทำให้ได้ดั่งที่เขาพูดจริงกระทรวงการคลังจะต้องทำการเก็บภาษีเพิ่มอย่างมหาศาล ซึ่งอันที่จริงส่วนนี้เขาก็ทราบดีว่าทำไม่ได้ เพราะโฆษกพรรคก็คือหมอที่จบจากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีหรือจะไม่รู้ แต่ร่วมกันหลอกลวงและมอมเมาประชาชนเพียงเพื่อต้องการได้คะแนนเสียง"
    เขาระบุด้วยว่า ขอย้อนพูดในส่วนของการเก็บภาษี ในฐานะที่เป็นนักเรียนเก่าเยอรมัน ภาษีของเยอรมันไม่ได้สูงแค่ในส่วนของ vat หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เยอรมันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาษีย่อยและเยอะมาก เก็บภาษีทุกอย่าง แม้แต่ภาษีวิทยุ ภาษีโทรทัศน์ และภาษีอินเทอร์เน็ต ถ้าพูดไปหลายคนคงไม่เข้าใจ เพราะภาษีเหล่านี้ไม่ได้มีการนำมาใช้ในประเทศไทย ยกตัวอย่างภาษีวิทยุ เช่น หากคุณเอมีรถ 1 คัน และในบ้านมีวิทยุ 2 ตัว นั่นหมายถึงว่าใน 1 เดือนคุณเอจะต้องจ่ายค่าภาษีวิทยุทั้งหมด 3 หน่วย เพราะแม้แต่วิทยุในรถก็ถือว่าเป็นภาษีหนึ่งหน่วย จะเห็นได้ว่าภาษี และครอบคลุมทุกอย่างมาก หากทำอย่างนี้กับคนไทย แน่นอนว่าคงโวยวายกันทั้งประเทศ.