อนาคตอันเก่าแก่!!!


   

      ก็คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละ...เด็กยุคใหม่ ยุคนี้นั้น จะไปแตะ จะไปด่า แบบตรงๆ-ทื่อๆ คงมิได้ หรือไม่น่าจะเหมาะไปด้วยประการทั้งพวง คือมันพร้อมที่จะ ออกอาวุธโต้ แบบชนิดมาหนึ่ง ถล่มกลับไปเป็นสิบๆ ร้อยๆ แถมสากกะเบือบินในแต่ละลูก ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปหาเหตุ หาผล หาความรู้ ความเข้าใจใดๆ มาปรับแต่งเอาเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่ง ความสุภาพ ก็เถอะ สามารถขึ้นมึง-ขึ้นกู แจกกล้วย แจกซังข้าวโพด ชนิดเล่นเอา คนแก่ ทั้งหลาย หงายท้องตึงไปตามๆ กัน...

                                                           --------------------------------------------------

      แต่ยังไงๆ...ในเมื่อมัน หรือเขา เป็นแค่ เด็กๆ จะไปโกรธ ไปเกลียด ไปชัง คงไม่น่าถูกเรื่อง ถูกราว ซักเท่าไหร่ เพราะอย่างน้อยมันก็คือ อนาคตของชาติ เอาจริงๆ นั่นแหละ ส่วนจะออกไปทาง อนาคตใหม่ หรือ อนาคตหมด นั่นคงขึ้นอยู่กับบรรดาผู้หลัก-ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ๆ อย่างเราๆ-ทั่นๆ จะสามารถค้นหา แสวงหา กรรมวิธีในการ เข้าถึง-เข้าใจ-และพัฒนา มันได้ขนาดไหน อย่างไร ซึ่งแม้จะยากซ์ซ์ซ์แสนยากซ์ซ์ซ์ แต่คงต้องช่วยกันค้นหา มองหา กันในทุกๆ วิธี เพื่อให้ประเทศไทย สังคมไทย ในวันพรุ่งนี้ ไม่ถึงกับตกต่ำ เสื่อมโทรม มากไปกว่านี้ หรือถ้าดีกว่าวันนี้ ยิ่งน่าจะเข้าท่ายิ่งขึ้นไปใหญ่...

                                                              --------------------------------------------------

      คือแทนที่จะลงโทษ ด้วยการดุด่า ว่ากล่าว...ดูเหมือนว่าในสังคมฝรั่ง เคยมีข่าวว่าผู้มีประดิษฐ์ คิดค้น วิธีการลงโทษคนรุ่นใหม่ หรือพวกเด็กๆ ที่น่าสนใจ น่าสะกิดใจ อยู่ไม่น้อย เช่นวิธีห้ามไม่ให้ใช้มือถือ ไม่ให้เล่นอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ยูทูบ ฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ว่ากันว่า...โดยวิธีนี้ เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เล่นเอาพวกเด็กๆ ออกอาการน้ำลายฟูมปาก หายใจ หายคอ ไม่ออก มือสั่น ตีนสั่น คล้ายๆ พวกติดยาเกิดอาการ ลงแดง เอาเลยถึงขั้นนั้น หรืออีกวิธีหนึ่ง ที่เจ็บปวด ทรมาน ไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นก็คือกักเด็กๆ เอาไว้ในห้อง แล้วเปิด เพลงคลาสสิก หรือเพลงโบร่ำโบราณยุคคุณปู่ คุณย่า ยุค 50, 60, 70 ให้ฟัง อันนี้ก็เล่นเอาพวกเด็กๆ กลายสภาพเป็น ไก่หงอย ในชั่วเวลาสั้นๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ...

                                                                  ------------------------------------------------

      ในบางรัฐ บางประเทศ บางสังคม...มีวิธีที่แปลกๆ ไปยิ่งกว่านั้น คือวิธีจับเด็กๆ ให้ไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติ ระดับเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นเดือนๆ ขึ้นไป โดยไม่ต้องไปดุด่า ว่ากล่าว ไปสั่งสอน แนะนำ หรือไปจี้ ไปไช ใดๆ เอาเลยก็ได้ แต่อาศัยสรรพสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติเองนั่นแหละ เป็นตัวกล่อมเกลี้ยง กล่อมเกลา จนไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่ออีกเหมือนกัน ว่าเพียงไม่นานเท่านั้น บรรดาเด็กๆ เหล่านี้ กลับเป็นอะไรที่กลมเกลี้ยง กลมมน เนื้อละเอียดปานประดุจก้อนหินในลำธาร ในน้ำตก ความสาก ความหยาบ ความมีเงี่ยง มีคม ค่อยๆ หายลงไปอย่างน่าประหลาดใจเอามากๆ...

                                                                 --------------------------------------------------

      อาจด้วยเหตุเพราะ สภาวะแวดล้อม ที่มันเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยเสียงนาฬิกาปลุกบนข้อมือ จากนั้นหันไปคว้าสมาร์ทโฟน ไอโฟน หรือไอกระด๊อกกระแด๊กอะไรก็แล้วแต่ ทั้งๆ ที่งัวเงียอยู่ มากดโน่น กดนี่ เช็กโน่น เช็กนี่ ไม่ก็เล่นเกมไปจนสาย จนบ่าย ชนิดวันทั้งวันไม่เคยเงยหน้าขึ้นมองโลก มองท้องฟ้า เอาเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นการตื่นขึ้นมาด้วย นาฬิกาธรรมชาติ ที่มีสายลม-แสงแดด ความมืด ความสว่าง เป็นเครื่องกำหนด มีเสียงนก เสียงสิงสาราสัตว์เข้ามาแทรก มาแซม มีความหิว ความกระหาย ตามความเรียกร้องต้องการทางธรรมชาติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เป็นแรงกระตุ้น ให้ต้องหากิน หาอยู่ มากกว่าที่จะเอาเวลาทั้งหมด ทั้งชีวิต ไปกับการกดปุ่มโน่นๆ นี่ๆ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ ที่สามารถกล่อมเกลี้ยง กล่อมเกลา พวกเด็กๆ จำนวนไม่น้อย ได้ดีซะยิ่งกว่าคำดุด่า คำชี้แนะ หรือการสั่ง การสอน ในลักษณะไหนๆ...

                                                                  --------------------------------------------------------

      แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยเหตุเพราะ สภาวะแวดล้อม ที่รัฐ ที่ประเทศ ที่สังคมโดยส่วนใหญ่ พยายามที่จะก้าว ที่จะไป พยายามวิ่งไล่วิ่งกวดกันให้ทัน มันมักจะเป็นสิ่งที่ ตรงกันข้าม กับ ธรรมชาติ แบบชนิดหน้ามือเป็นหลังตีน ความพยายามที่จะเป็นสังคม 4.0, 5.0 หรือกี่จุดกี่จุดก็แล้วแต่ โดยไม่ได้ให้ความสนใจ ความสำคัญ ต่อ ความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ มากมายซักเท่าไหร่ มันก็เลยย่อมส่งผลให้บรรดาเด็กๆ ทั้งหลาย ต้องมีเงี่ยง มีคม มีแต่สากๆ  หยาบๆ หนักขึ้นๆ คิดจะไปดุด่า ว่ากล่าว ไปสอน ไปสั่ง ก็มักเป็นอะไรที่ออกไปทาง สายเกินไป ต้องเจอกับการแจกกล้วย แจกซังข้าวโพด กลับมาเป็นลิ่มๆ เป็นดุ้นๆ ด้ามๆ...

                                                                    --------------------------------------------------------

      ด้วยเหตุนี้...ก็คงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมรับกับ อนาคตหมด เอาไว้กันมั่งตามสภาพ แต่นั่นก็ใช่ว่า...จะต้องถึงขั้น หมดแล้ว-หมดเลย เพราะการหันไปให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ กับสิ่งที่นักคิด นักวิชาการรุ่นใหม่ๆในโลกตะวันตก ที่ต้องเจอกับฤทธิ์เดชคนรุ่นใหม่ ฤทธิ์เดชของพวกเด็กๆ ในลักษณะไม่ต่างไปจากกัน ชนิด ปวดหัวฉิบหาย กันไปทั้งโลก เขาใช้คำเรียกขานเอาไว้ว่า อนาคตอันเก่าแก่ อนาคตที่ ความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ และ ความรู้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกนำมาเชื่อมประสาน จนก่อให้เกิดความกลมกลืน ลงตัว อย่างชนิดแทบไม่เหลือช่องว่าง ไม่เหลือรอยตะเข็บใดๆ อันนี้นี่แหละ...ที่อาจถือเป็นทางออก ทางไป ของสิ่งที่จะตั้งมั่นขึ้นมาอย่างยั่งยืน คงทน ถาวร ในอนาคตเบื้องหน้า ภายใต้ระบอบการเมือง การปกครองแบบที่เรียกๆ กันว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ของเรานี่แหละ...

                                                                      ---------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Rabindranath Tagore... I am able to love my God because he gives me freedom to deny him.- ข้าฯ รักพระผู้เป็นเจ้าของข้าฯ เพราะพระองค์ได้ทรงประทานเสรีภาพให้ข้าฯ สามารถปฏิเสธพระองค์ได้...

                                                                       ----------------------------------------------------


ธนาธร".......... กลายเป็น "เด็กสวน" ไปซะแล้ว! เมื่อวาน (๒๓ พ.ค.๖๒) สวมบทพระเอกฟิวเจอริสตา ทำเฟี้ยวใส่ "ศาลรัฐธรรมนูญ"

จากหุ้นถึง 'เงินกู้' ธนาธร
ความคิด 'ส่วนเกิน' ประชาธิปัตย์
ปัญหาพรรคหรือปัญหาประเทศ?
'พระอุปคุต' ผู้ขจัดมารประเทศ
ระบอบทักษิณแพ้อีกยก
เหตุที่ไม่มีรัฐบาลเพื่อไทย