ส่งออกม.ค.ทรุด หดตัวรอบ30ด. กัดฟันดันโต8%


   

 “ส่งออก” ปีหมูประเดิมไม่สวย ม.ค.ติดลบ 5.65% ต่อเนื่อง 3 เดือน ทำขาดดุล 4,032 ล้านดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 7 ปี ชี้เหตุสงครามการค้า-ค่าเงินบาทที่แข็งโป๊ก เตือนผู้ส่งออกอย่าคิดว่าบาทจะแข็งแค่ 31 บาท/ดอลลาร์

     เมื่อวันศุกร์ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงตัวเลขการส่งออกเดือนมกราคม (ม.ค.) 2562 ว่ามีมูลค่า 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลง 5.65% เทียบกับ ม.ค.2561 ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน และติดลบครั้งแรกในรอบปีนี้ แต่ถ้าเทียบในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 6.16 แสนล้านบาท ลดลง 5.72% ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 2.30 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.99% ทำให้เดือน ม.ค.ขาดดุลการค้าเดือน ม.ค.2562 มูลค่า 4,032.4 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่เดือน ม.ค.2556 ที่ไทยขาดดุลการค้า 5,916.2 ล้านดอลลาร์
    น.ส.พิมพ์ชนกแถลงต่อว่า สาเหตุที่ทำให้การส่งออกเดือน ม.ค.ติดลบ มีสาเหตุสำคัญคือ ผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้การส่งออกไทยในเดือน ม.ค.2562 สูญเสียรายได้ 240.5 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นผลจากมาตรการทางตรงสหรัฐที่ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าทั่วโลก โดยการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มที่สหรัฐใช้มาตรการภาษีมีการส่งออกไปสหรัฐ 64.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.25% หรือเป็นผลบวกต่อการส่งออกไทยในเดือนนี้ 4.92 ล้านดอลลาร์ เช่น โซลาร์เซลล์ ส่งออกเพิ่ม 24.2% เครื่องซักผ้าส่งออกเพิ่ม 6.6% เหล็ก ลด 2.7% อะลูมิเนียม เพิ่ม 46.1%
     ขณะที่กลุ่มสินค้าไทยที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน แต่ได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าจีนถูกสหรัฐใช้มาตรการภาษี พบว่าการส่งออกสินค้าไทยกลุ่มดังกล่าวไปจีนมีมูลค่า 1,877 ล้านดอลลาร์ ลดลง 17.3% ซึ่งเป็นผลลบต่อการส่งออกทำให้ไทยสูญเสียรายได้ 393.4 ล้านดอลลาร์ เช่น ยานพาหนะและส่วนประกอบลด 49.7% ของใช้ในบ้านและออฟฟิศลด 39.6% ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจรลด 22.3% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบลด 4.4% อาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่มลด 40.6% เคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติกลด 7.1% และผลจากการส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ พบว่ามีมูลค่า 1,723 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.4% มีผลบวกต่อการส่งออก 148 ล้านดอลลาร์ เช่น เหล็กเพิ่ม 66.8% เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติกเพิ่ม 16.3%
     นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าไทยเดือน ม.ค.ยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าข้าวที่มีคำสั่งซื้อชะลอตัวลง เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งขัน และกระทบต่อผู้ส่งออกที่ได้รายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทลดลง ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ในส่วนของผู้ส่งออกต้องทำประกันความเสี่ยง และอย่าคิดว่าเงินบาทจะหยุดแข็งค่าแค่ 31 บาท/ดอลลาร์ เพราะมีแนวโน้มที่เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่องในอนาคตตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหลังเลือกตั้ง และผู้ผลิตควรใช้โอกาสที่ค่าเงินบาทแข็งค่านำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเข้ามาลงทุน
     “ส่วนผลกระทบอื่นๆ คือราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีมูลค่าลดลง ราคาทองคำลดลง ทำให้มูลค่าการส่งออกทองคำลดลง และการส่งออกรถยนต์ในเดือน ม.ค.ส่งออกได้น้อย 8 หมื่นคัน จากออเดอร์ที่สั่งเข้ามา 1 แสนตัน แต่เชื่อว่าการส่งออกรถยนต์จะกลับมาปกติภายใน 1-2 เดือน หลังจากที่ผู้ประกอบการปรับแผนการผลิต ขณะที่การขาดดุลการค้าในเดือนนี้ที่สูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าอาวุธยุทธปัจจัย มีมูลค่า 2,133 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4,837.50% เนื่องจากมีการซ้อมรบระหว่างไทยและสหรัฐ และซ้อมรบไทยและญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองประเทศมีการนำเข้าอาวุธในการซ้อมรบเข้ามา ซึ่งถูกบันทึกในระบบของศุลกากร” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
    ทั้งนี้ การส่งออกปี 2562 หากจะโตได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ 8% มูลค่าส่งออกที่เหลือต้องได้เดือนละ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หากโต 5% การส่งออกต้องได้เดือนละ 2.23 หมื่นล้านดอลลาร์ และหากโต 3% การส่งออกต้องได้เดือนละ 2.19 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มการส่งออกไตรมาส 1 ยังได้รับผลกระทบของสงครามการค้าและค่าเงินบาทแข็งค่า คาดว่าสถานการณ์ส่งออกจะกลับมาดีขึ้นประมาณไตรมาส 2 เป็นต้นไป
     “ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกไทยในช่วง 1-2 เดือนนี้ นอกจากสงครามการค้า ค่าเงินบาทแข็งค่า คือผลกระทบจากการที่ประเทศคู่แข่งของไทยทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ เช่น เอฟทีเอเวียดนาม-สหภาพยุโรป (อียู) และการที่ไทยถูกญี่ปุ่นตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) วันที่ 1 เม.ย.2562 ซึ่งเป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว และว่า แนวโน้มการแข่งขันในภูมิภาคที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้น หลังจากที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชาและเมียนมาถูกอียูตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจะทำให้มีการแข่งขันกับไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าข้าวที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดจีน อีกทั้งจีนมีนโยบายความมั่นคงทางด้านอาหารที่ส่งเสริมการปลูกพืชในประเทศต่างๆ ก็จะกระทบกับไทยเช่นกัน โดยเฉพาะยางพาราที่ไทยควรต้องลดพื้นที่ปลูกอย่างจริงจัง เพราะแนวโน้มแข่งขันสูง       
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รายงานถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในเดือน ม.ค.2562 อยู่ที่ 18,993.9 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 5.65% ถือว่าหดตัวมากกว่าที่คาด และนับว่าเป็นการหดตัวสูงสุดในรอบ 30 เดือน (ตั้งแต่ ก.ค.2559)  โดยมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอียู ผลกระทบสงครามการค้า และราคาน้ำมันดิบโลกที่อยู่ในระดับสูง
          “ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าไทยในปี 2562 ไว้ที่ 4.5% โดยทิศทางการส่งออกสินค้าไทยในช่วงไตรมาสแรกจะหดตัวในช่วงติดลบ 4-8% หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 19,300-20,100 ล้านดอลลาร์” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ.
 


วันนี้......ศุกร์ ๒๒ มีนา.๖๒ วัน "ดิบๆ สุกๆ"ก็จะได้ "โม้เลือกตั้ง" กัน ชนิดปักทวนคาเป็นวันสุดท้ายส่วนพรุ่งนี้ เสาร์ ๒๓ มีนา. วัน "สุกดิบ"

มีอะไรซ่อนอยู่หลัง 'ธนาธร'?
กับ 'ประชาชนฐาน' ที่หายไป
ปรากฏการณ์ของ 'หม่อมเต่า'
แค่ 'ล่วงหน้า' ก็รู้ว่า 'ใครร่วง'
รางๆ รัฐบาล '๗ วันก่อนเลือก'
เมื่อ "ปชป.-พปชร." แหติดตอ