แก้พฤติกรรมเด็กติดเค็ม ได้สุขภาพ ไม่เป็นโรคไต


เพิ่มเพื่อน    

 

 

      หากเคยเข้าใจว่า โรคไต จะเป็นได้กับผู้ใหญ่เท่านั้น คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้ว เนื่องจากการล้างไตผ่านหน้าท้องและการฟอกเลือด มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับเด็กและคนหนุ่มสาววัยทำงาน  อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่จะช่วยปกป้องชีวิตของคนที่เรารักจากโรคไตได้ คือ หยุดพฤติกรรมการกินเค็ม ซึ่งแน่นอนว่า เราต้องรู้ว่า อาหาร ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส หรือผลิตภัณฑ์ใดที่มีโซเดียมสูง จะได้หลีกเลี่ยงหรือกินปริมาณที่เหมาะสม  ลดความเสี่ยงเป็นโรคไตของเด็ก

                ในงานรวมพลังประกาศเจตนารมณ์”แก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กติดเค็ม” และการจัดงานกิจกรรมวันไตโลกและสัปดาห์ลดการบริโภคเค็ม ประจำปี 2562 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  เมื่อวันก่อน ซึ่ง นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศเป้าหมายลดการบริโภคเกลือและโซเดียมของประเทศไทย ต้องร่วมกันสู้ลดเค็มให้ได้ 30% ภายในปี 2568 สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก หากทำสำเร็จจะลดรายจ่ายทางสุขภาพหลายหมื่นล้านต่อปี อีกทั้งย้ำทุกภาคส่วนต้องประสานพลังลดเค็มในเด็กและเยาวชน บรรเทาความเสี่ยงเกิดโรคในอนาคต และสนับสนุนผู้ประกอบการปรับสูตรปริมาณโซเดียมลงให้ได้ 10% ในทุก 2 ปี

 

พ.อ.นพ.อดิสรณ์ ลำเพาพงศ์ แพทย์โรคไตในเด็ก 

 

                พ.อ.นพ.อดิสรณ์ ลำเพาพงศ์ คณะกรรมการบริหาร สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และแพทย์โรคไตในเด็ก กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทย 22 ล้านคน ป่วยเป็นโรคสัมพันธ์กับการกินเค็ม และมีผู้ใหญ่เป็นโรคไต 8 ล้านคน  ผู้ป่วยกว่า 1 แสนคน ต้องรักษาด้วยการฟอกเลือดและล้างไตผ่านหน้าท้อง เหตุหลักเกิดภาวะไตวายเรื้อรังจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง แต่ละปีมีคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่ม 15%   การกินเค็มต่อเนื่องก่อโรคความดันโลหิตสูง และเสี่ยงเกิดโรคไตในอนาคต หากป้องกันสามารถชะลอความเสื่อมของไต

                “ โรคไตเป็นได้ตั้งแต่เด็กจนผู้ใหญ่ ช่วงวัยที่พบมากอายุ 40-50 ปี โรคไตในเด็ก นอกจากมีสาเหตุจากพิการแต่กำเนิด ปัจจุบันยังมาจากพฤติกรรมการกิน ซึ่งมีเด็กล้างไตและฟอกเลือดราว 1,000 ราย ซึ่งผู้ปกครองต้องสังเกตอาการนำ เช่น อาการบวม ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะสีเข้มมีฟองหรือมีเลือดปน ต้องพบแพทย์วินิจฉัย   แนวโน้มในไทยพบเด็กป่วยโรคไตมากขึ้น  เหตุกินเค็ม ติดรสเค็มแต่เล็ก ปัญหามาจากผู้ปกครองกินเค็มหรือนิยมใช้ซอสปรุงรสในข้าวต้ม โจ๊ก    ผู้ใหญ่กินเค็มเกิน 2 เท่า แต่เด็กกินเค็มเกินเกือบ 5 เท่า การกินเกลือเยอะส่งผลเป็นความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุไม่มาก อีกทั้งเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน  เพราะแคลเซียมสลาย รวมถึงเมื่อเด็กกินเค็มเกิน จะหิวน้ำ มีการดื่มน้ำหวานทำให้เกิดโรคอ้วนลงพุง “  แพทย์โรคไตในเด็ก กล่าว และยืนยันติดรสเค็มแก้ได้ เมื่อลดเค็ม ต่อมรับรสที่ลิ้นใช้เวลาปรับ2สัปดาห์ก็คุ้นกับอาหารรสชาติปกติ

                หนึ่งในภาคีเครือข่ายสำคัญสู้ไม่ถอยให้มีมาตรการลดเค็มในไทย คือ เครือข่ายลดการบริโภคเค็ม ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายฯ กล่าวว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการหลายๆ อย่าง เพื่อให้ความรู้ ติดตามควบคุมกำกับ และเฝ้าระวัง เพราะปัจจุบันพบวัยรุ่นอายุ 20 ปี เป็นความดันโลหิตสูง และอายุ 30 ปี เป็นโรคไต เพราะโซเดียมสะสม ทำลายสุขภาพ ผู้ปกครองให้เด็กกินเค็มโดยไม่รู้ตัว ขนมกรุบกรอบเค็มมาก ปลาเส้น 1 ซอง มีโซเดียมถึง 666 มิลลิกรัม  สาหร่าย 304 มิลลิกรัมต่อซอง มันฝรั่งทอด 191 มิลลิกรัม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินแบบไม่ต้มโซเดียม 1,500 มิลลิกรัม โจ๊กคัพ 1,200 มิลลิกรัม แค่เด็กกินซองเดียวก็เกินความต้องการต่อวันแล้ว ปริมาณโซเดียมที่เด็กอายุ 6-8 ปี ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ 325-950 มิลลิกรัม  อายุ 9-12 ปี อยู่ที่ 400 -1,175  มิลลิกรัม  และอายุ 13-15 ปี อยู่ที่ 500-1,500 มิลลิกรัม ผู้ปกครองต้องมีความรู้ ต้องลดเค็ม เพื่อช่วยลูกห่างไกลโรค

 

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มย้ำรัฐต้องมีมาตรการลดโซเดียม 

               

                นอกจากความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองแล้ว ยังต้องมีมาตรการอื่นควบคู่  ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ไทยต้องนำมาตรการทางภาษีและราคามาใช้ เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจจากราคา ไม่ใช่คุณค่าทางโภชนาการ  รัฐบาลต้องมีกฎระเบียบการคลังที่เหมาะสมให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง  เค็มมากเป็นภัยต่อสุขภาพ เค็มมากเสียภาษีมาก จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมลดปริมาณโซเดียมลง  ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนระยะยาวดีขึ้น ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ลดลง

                เดินหน้าสร้างความตระหนักเด็กไทยกินเค็มเกิน 5 เท่า  ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แม้หลายประเทศ เช่น สหรัฐเผชิญปัญหาเด็กกินเค็มรุนแรงกว่าไทย พบเด็ก 1-3 ขวบ กินเค็มถึง 79 % เยาวชนอายุ 12-19 ปี มีความดันโลหิตสูง จนมีการปรับสูตรลดเกลือในอาหารและขนม   หันกลับมาที่บ้านเราจะแก้ปัญหาเด็กติดเค็มอย่างไร  นอกจากให้ความรู้  ใช้มาตรการจูงใจผู้ประกอบการแล้ว เห็นว่า การสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลดเค็ม ส่งเสริมอาหารเพื่อสุขภาพตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำงาน ชุมชน วัด ก็สำคัญ

                “ ส่วนการแก้ปัญหาที่ทำได้ทันที คือ มีกฎกติกาในบ้าน พ่อแม่กำกับให้ลูกแบ่งกินต่อมื้อ ไม่ควรกินขนมกรุบกรอบจนหมดซองในมื้อเดียว  สอนวิธีดูฉลากปริมาณโซเดียมบนผลิตภัณฑ์ ขนต่างๆ  รวมถึงส่งเสริมให้กินผักผลไม้ การออกกำลังกาย  ถ้าฟูมฟักและสร้างกติกาการกินให้เด็ก จะช่วยให้มีสุขภาพดีและป้องกันโรคได้แน่นอน ส่วนโรงเรียนต้องมีนโยบายร้านขายอาหารลดปริมาณโซเดียม  ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังปรับปรุงหลักสูตร เน้นย้ำเรื่องโภชนาการ การลดบริโภคโซเดียมไว้ในหนังสือเรียนด้วย  ทุกฝ่ายร่วมมือกันจุดประกายลดเค็มเป็นประเด็นสำคัญของคนไทย “ ดร.ไพโรจน กล่าว

 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผอ.สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. 

 

                ทุกการขับเคลื่อนลดเค็มเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยห่างไกลโรคและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดอัตราเจ็บป่วยและการเสียชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจว่าโซเดียมเป็นปีศาจร้ายทำลายสุขภาพอย่างไรสามารถร่วมกิจกรรมวันไตโลก ปีนี้จะจัดวันที่ 17 มี.ค. ณ ลานเอเทรียม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ ฟรี มีกิจกรรมตรวจคัดกรองโรคไต ตรวจวัดความดันโลหิต รวมถึงนิทรรศการให้ความรู้อีกมากมายเหมาะกับทุกกลุ่ม

 

 

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"