อภ.ประกาศแผนมุ่งผลิตยารักษามะเร็ง-ผลิตภัณฑ์สมุนไพร


   

อภ. แถลงการณ์ผลดำเนินงานปี 60 .ช่วยรัฐประหยัดค่ายากว่า 6.4 พันล้าน พร้อมทุ่มกว่า 7.9 พันล้านบาท เป็นเสาหลักด้านยา  เผยทิศทางเน้นผลิตยากลุ่มรักษาโรคมะเร็งและสารสกัดจากสมุนไพร   เผยสุดภูมิใจ WHO รับรองโรงงานผลิตยารังสิต1 และเป็นผู้ให้ ส่งยาไปไนจีเรีย

 3 ก.พ.   เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 4  องค์การเภสัชกรรม(อภ.) นพ.โสภณ  เมฆธน  ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม  นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการ อภ.พร้อมด้วย   คณะกรรมการอภ.และคณะผู้บริหาร แถลงข่าวผลการดำเนินงานปี 2560 และทิศทางการดำเนินงานในอนาคตขององค์การเภสัชกรรม  นพ.โสภณ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาองค์การเภสัชกรรมทำหน้าที่เป็นเสาหลักเพื่อ สร้างความเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศและสร้างการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นดูแลระบบบริการสุขภาพในภาครัฐเป็นสำคัญ  ผลการดำเนินงานในปี 2560 องค์การฯ มียอดจำหน่าย 15,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 750 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.95 (ปี2559 มียอดขาย 15,155 ล้านบาท) แบ่งเป็นยาองค์การฯ จำนวน 7,300 ล้านบาท ยาของผู้ผลิตอื่น จำนวน 8,605 ล้านบาท เป็นยอดกระจายยาเชิงสังคมถึง 11,563  ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73 ของผลประกอบการ และเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2560 จำนวน 1,189 ล้านบาท ทั้งนี้ ยาเชิงสังคมจะเป็นยาที่มีผู้ผลิตน้อยรายหรือไม่มีผู้ผลิตในประเทศหรือไม่มีผู้จัดหามาสำรองไว้เลย ซึ่งบทบาทการสร้างให้ประชาชนเข้าถึงยาเชิงสังคมนับเป็นภารกิจหลักสำคัญที่องค์การฯ  ต้องมุ่งมั่นดำเนินการให้เข้มเข็งยิ่งๆขึ้น

 นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า โครงการในอนาคตอภ.มีโครงการสำคัญ 3 โครงการ ได้แก่1.โครงการวิจัย พัฒนาและก่อสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง”เพื่อผลิตยารักษาโรคมะเร็งได้ด้วยตนเองขึ้นในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคายาลดลงถึง 50 เปอร์เซนต์ โดยมุ่งเน้นการผลิตยารักษาโรคมะเร็งในทุกกลุ่ม ทั้งยาเคมีบำบัดชนิดเม็ดและฉีด และยารักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อ Cell มะเร็ง ทั้งชนิดเม็ด และยาฉีดชีววัตถุ คล้ายคลึงประเภท Monoclonal antibodies (Biosimilar) 2.โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตระยะที่ 2 ที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี        โดยใช้งบประมาณจำนวน 5,607 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ บอร์ดของอภ. ก็ได้มีมติเห็นชอบให้นำเรื่องโครงการดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ  และ3.ในส่วนของผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรนั้น อภ.มีแผน"การสร้างนวัตกรรมและผลิต ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร” เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนทางด้านยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพร โดยมุ่งเน้นวิจัย พัฒนาและผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากสมุนไพร  และกลุ่มยาสมุนไพรที่ใช้ในการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ไดแก่ ยาสามัญประจําบ้านแผนโบราณ ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ รวมถึงกลุ่มยากําพร้า ยาขาดแคลน  โดยจะมีการพัฒนากลไกทางการตลาดเพื่อขยายตลาด เพิ่มช่องทางการตลาดให้ประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้น  โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์สมุนไพรนี้  จะมีการจัดซื้อและติดตั้งเครื่องจักรมูลค่าประมาณ 77 ล้านบาท เพื่อติดตั้งในโรงงานผลิตเภสัชเคมีภัณฑ์ที่กำลังจะก่อสร้างเสร็จในกลางปีนี้ 

 ด้านนพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผอ.อภ.เปิดเผยว่า ในปี2560 อภ.ช่วยประหยัดงบประมาณจัดหายาของภาครัฐได้ถึง 6,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,417 ล้านบาท  โดยเป็นยาในกลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ที่สามารถประหยัดได้ถึง 2,554 ล้านบาท  รองลงมาเป็นยาต้านไข้หวัดใหญ่ 1,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังได้มีการผลิตและสำรองยากำพร้าและยาขาดแคลนเพิ่มอีกขึ้น 1 รายการ คือยา Mometasone Furoate  ใช้บรรเทาอาการอักเสบและอาการคัน    ในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อคอริติโคสเตียรอยด์ ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป รวมเป็น 31 รายการมูลค่าทั้งสิ้น 87 ล้านบาท  และปี 2561 จะเพิ่มรายการยากำพร้าและยาขาดแคลนเพิ่มอีก 2 รายการคือ Flumazenil  ใช้รักษาอาการสงบประสาทของการได้รับยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน(Benzodiazepine) และยา Isoprenaline ใช้รักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และในช่วงที่เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดที่ผ่านมา องค์การฯได้จัดส่งยาชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้กระทรวงสาธารณสุขกว่า 400,000 ชุดอย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนั้นยังนำส่งรายได้ให้รัฐ อีก  816 ล้านบาท


ส่วนของการดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ตามมาตรฐาน WHO –GMP ที่ จ.สระบุรี  ซึ่งการก่อสร้างโรงงานเสร็จแล้ว นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบระบบต่างๆอย่างเต็มรูปแบบทั้งระบบห้องผลิตและระบบสนับสนุนการผลิต   ระบบเครื่องจัก และกระบวนการผลิต เป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้อภ. มีความภาคภูมิใจมากจากการที่องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้มาตรวจและให้การรับรองโรงงานผลิตยารังสิต 1 


“ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาฮู ได้ประสานขอยากำพร้าเพื่อส่งให้กับประเทศไนจีเรีย ทำให้สามารถช่วยเหลือคนป่วย 3 คน ซึ่งทำให้เกิดความภาคภุมใจที่เราได้มีที่ยืนในองค์การอนามัยโลก เปลี่ยนจากสถานะผู้รับเป็นผู้ให้” นพ.นพพร กล่าว.
 


ดู "แฟมิลีทรี" เหลี่ยม เริ่มจากปี ๔๔ เรื่อยมาถึงปี ๖๑ นี้แล้ว......... ต้องบอกว่า "แตกลูก-แตกหลาน" ได้น่าสนใจ เหลี่ยมเป็นต้นตระกูล "ไพร่แดง" หลังถูก "บิ๊กบัง" ถีบตกเก้าอี้นายกฯ เมื่อ ๑๙ กันยา ๔๙

'ด้วยห่วงไฟชอร์ต สส.ตาย'
ว่าด้วย "มืดมนและอันตราย"
'บวชซ่อนชั่ว-บวชศรัทธา'?
มาเลย์ที่ 'มีมากกว่าอายุ'
เหตุใด 'ต้องโหน' เสือดำ?
'สิทธิและหน้าที่' คนไทย