"พปชร." จัด 5 มิติ ตอบโจทย์คนกรุง สร้างสุข-ขนส่งไร้รอยต่อ


   

     เข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง หลายพรรคการเมืองงัดไม้เด็ดทิ้งท้าย ด้วยนโยบายในด้านต่างๆ ในส่วนของพรรคใหม่อย่างพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็หมายมั่นปั้นมือกุมคะแนนคนกรุง ด้วยนโยบายที่หลากหลาย แต่ตรงใจคนในเมืองให้มากที่สุด โดย “บี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ เล่าถึงนโยบายที่พรรคคัดสรรจากปัญหาที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องประสบอย่างแท้จริง ขึ้นมาชูเป็นนโยบายพรรคว่า 

      "ในส่วนนโยบายกรุงเทพฯ เราให้คนรุ่นใหม่เกือบ 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ได้ลงพื้นที่กระจายกันไปเพื่อสอบถามปัญหาในหลากหลายกลุ่ม ทั้งในพื้นที่ฝั่งธนฯ ที่ประชาชนยังทำการเกษตรอยู่ก็มี หรือพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ยังมีการปลูกข้าว มีการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เลี้ยงปลา ทำบ่อปลา และในตัวเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งมีคนต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ มาทำงาน และมีคนที่เป็นคนกรุงเทพฯ จริงๆ

      เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหมดเราได้นำมารวบรวมและนั่งหารือกัน กว่าจะเป็นนโยบายที่ออกมา ยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายที่เพ้อฝัน เพราะคนกรุงเทพฯไม่อยากได้ตรงนั้นแล้ว คนกรุงเทพฯ อยากได้คนที่พูดจริงทำจริง มีนโยบายที่เข้าใจปัญหา ซึ่งปัญหาในบางเรื่องไม่ใช่ปัญหาที่ยาก แต่ขอให้เข้าใจและทำจริง ทั้งนี้ นโยบายของพรรคดูจากปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ต้องเจออยู่ทุกวัน เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ให้คนกรุงเทพฯ ได้มากที่สุด จนตกผลึกออกมาใน 5 มิติ ภายใต้กรอบกว้างๆ ที่เราเรียกว่า Bangkok ok

      มิติที่ 1 การขนส่งไร้รอยต่อ เรารู้ว่าการจราจรเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของคนกรุงเทพฯ เราจึงมีนโยบายเอาเรื่องการควบคุมการจราจรด้วยเทคโนโลยีในระบบ AI ที่ทันสมัย เข้ามาช่วยบริหารจัดการสี่แยกไฟแดงทั้งหมดในกรุงเทพฯ ให้มีการเชื่อมต่อกัน ซึ่งเมื่อก่อนสี่แยกไฟแดงเราใช้ระบบอัตโนมัติหรือตำรวจ ไม่มีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารกัน

      ทุกสี่แยกไฟแดงพยายามผลักดันให้รถที่ติดในแยกตัวเองออกไปโดยเร็วที่สุด โดยไม่มีการเชื่อมโยงกันว่าในแยกต่อไปจะรับได้อย่างไร จึงส่งผลให้เกิดปัญหารถติดแบบคอขวด ซึ่งนโยบายนี้เราได้ดูจากในหลายๆ ประเทศที่เป็นมหานครใหญ่ เมื่อมีการนำระบบดังกล่าวมาใช้ ก็สามารถลดปัญหาการจราจรได้ และไม่เป็นภาระตำรวจ ตรงนี้จึงเป็นนโยบายสำคัญที่จะแก้ปัญหาให้คนในเมืองได้

      นอกจากนี้ในเรื่องขนส่งไร้รอยต่อ เราจะออก Bangkok การ์ด หรือบัตรกรุงเทพฯ ซึ่งในอนาคตรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้มีการสร้างรถไฟฟ้าขึ้นมาอีก 4-6 สาย ในกรุงเทพฯ ที่จะเสร็จในอนาคต และจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด ซึ่งปัญหาที่เราพบคือ ผู้ใช้รถไฟฟ้าบีทีเอส เมื่อต้องไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่ได้ใช้แค่บัตรใบเดียว ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่คนใช้รถไฟฟ้าจะรู้

      พรรคพลังประชารัฐจึงนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาคุยกันเลยว่า จะมีเป็นบัตรใบเดียวที่สามารถโดยสารได้ทุกเส้นทางได้ และจะต่อยอดไปถึงการจำหน่ายตั๋วให้สามารถซื้อเป็นรายเดือนหรือปีได้ในราคาย่อมเยา ซึ่งจะช่วยประชาชนประหยัดได้ถึงครึ่งราคา เป็นเหมือนโปรโมชั่นให้คนเมืองกรุงที่มีค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว

      ขณะเดียวกัน เราจะทำรถเมล์ Midnight ขยายเวลาเดินทางในช่วงกลางคืน ให้ประชาชนที่ไม่มีรถมีทางเลือกในการเดินทาง เราเห็นใจคนกรุงเทพฯ ที่มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย นักเรียน และนักศึกษา ค่าใช้จ่ายจะสูงหากต้องนั่งแท็กซี่กันหมด และตนได้ศึกษาและดูในต่างประเทศมาแล้ว จึงจะให้มีรถเมล์ Midnight ในเฉพาะเส้นหลัก อีกช่วงกลางคืนยังสามารถกำหนดเวลาการวิ่งได้ เป็นรถเมล์สายพิเศษ ทำให้สะอาด สว่าง มีกระเป๋ารถเมล์ผู้หญิงเพื่อความปลอดภัยของผู้หญิงที่ต้องเดินทางกลางคืนด้วย

      ขณะที่ในส่วนของรถไฟฟ้าจะขยายเวลาวิ่งจากเที่ยงคืน ให้เป็นตี 2 เนื่องจากในช่วงวันหยุด เป็นช่วงที่คนกรุงเทพฯ จะได้พักผ่อนสังสรรค์ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ และจะแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขนส่งไร้รอยต่อ

      มิติที่ 2 เรื่องเศรษฐกิจ ที่ระบบการค้าขายเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์ไปหมด เราต้องช่วยคนกรุงเทพฯ ที่ทำงานอิสระ โดยจะเริ่มทำ Super Speed WiFi เป็น WiFi ที่มีความเร็วสูง ใน 9 โซน ที่เป็นแหล่งค้าขายหรือแหล่งธุรกิจในกรุงเทพฯ และเราจะส่งเสริมให้มีการทำเว็บไซต์ศูนย์ค้ากลางการขาย เช่น Bangkok OK Shop ที่จะโปรโมต สินค้ากรุงเทพฯ เป็นการโปรโมตแบรนด์ภาพรวม ให้ประชาชนนำสินค้ามาโปรโมตในเว็บกลางนี้ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ในการโปรโมตเว็บไซต์

      แต่ก็จะมีกระบวนการกลั่นกรองสินค้าที่จะนำมาโปรโมตในเว็บ จะต้องมีการลงทะเบียน ตรวจสอบขั้นตอนตามองค์การอาหารและยา (อย.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าตามกฎหมาย ให้คนซื้อสบายใจ เหมือนกับเราสร้างการซื้อขายง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว โดยมีรัฐเป็นคนกลางทำให้ ก็จะเป็นการช่วยลดต้นทุน ให้ผู้ประกอบการได้อีกด้วย

      และยังต่อเนื่องไปถึงกรณีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เราจะเสนอให้ไม่ต้องจ่ายภาษี 2 ปีแรก ด้วยมองว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ก็เพิ่งเริ่มธุรกิจ เราต้องให้โอกาสเขาตั้งตัวได้ก่อนแล้วค่อยเก็บภาษี แต่จะต้องมาลงทะเบียนกับรัฐ ซึ่งจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้เข้ามาสู่ในระบบได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากปีที่ 2 ไป เขาเริ่มมีรายได้ ก็จะได้จ่ายภาษีบ้าง ส่วนจะจ่ายเท่าไหร่ก็อาจจะเป็นแบบขั้นบันไดก็ได้ ซึ่งการทำในลักษณะนี้จะได้ประโยชน์ทั้งรัฐและประโยชน์ผู้ประกอบการ

      นอกจากนี้เรายังผลักดันให้คนรุ่นใหม่จดทะเบียนทำธุรกิจกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งบางธุรกิจอาจจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรวงเงินเริ่มต้นไม่สูงมาก รัฐก็จะสนับสนุน เตรียมเอกสารมาให้ครบ ไม่ต้องไปวิ่งยื่นผ่านหลายๆ หน่วยงาน เราจะต้องหาคำตอบให้เขาได้ภายใน 1 วัน เพราะบางคนจะตั้งบริษัททีเป็นเดือนยังไม่ได้ ขั้นตอนเยอะ ซึ่งธุรกิจ startup ก็ไม่ใช่การลงทุนที่เยอะอยู่แล้ว ดังนั้น เราจะต้องอำนวยความสะดวกให้เขาได้อย่างรวดเร็ว เป็นการค้ำประกันในเรื่องธุรกิจง่ายๆ

       มิติที่ 3 เมืองกรุงปอดสะอาด เป็นการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เราพยายามแก้ปัญหา PM 2.5 ซึ่งมีปัญหาจากรถยนต์เป็นสำคัญ โดยเราเสนอให้นำรถเก่ามาแลกรถใหม่ ซึ่งจะมีส่วนลดให้ทันที 100,000 บาท หากเราได้เป็นรัฐบาลจะพยายามหารถไฟฟ้าที่มีคุณภาพมาให้แลก อีกทั้งยังเป็นการไม่ให้จำนวนรถเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีนโยบายพักกรุงเทพฯ 5/2 ซึ่งการก่อสร้างเป็นอีกปัญหาหนึ่งของหมอกควันในกรุงเทพฯ ที่มีการก่อสร้างตึกใหญ่ๆ 7 วัน ไม่มีวันหยุด

      เราจึงอยากให้สร้าง 5 วัน หยุด 2 วัน บริหารจัดการวันหยุดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ นโยบายดังกล่าวจะทำให้กรุงเทพฯ ได้หยุดพัก หรืออย่างน้อยคนกรุงเทพฯ ได้ปลอดจากฝุ่นสัก 2 วันต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกันเรื่องสวนสาธารณะก็สำคัญ เราพยายามหาให้ได้ 50 สวน 50 เขต บางสวนที่ไม่มีพื้นที่ใหญ่ แต่หากมีพื้นที่เล็กๆทำ 1 สวนได้ก็ยังดี

      สำหรับ มิติที่ 4 ปลอดภัยใกล้ตัว สิ่งแรกคือกล้อง CCTV ยังมีอีกหลายจุดที่ยังไปไม่ถึง ปัญหาอาชญากรรมในกรุงเทพฯ บางที่เกิดขึ้น บางทีกล้อง CCTV ครอบคลุมไม่ทั่ว วันนี้ต้องทำได้แล้ว ต้องทำให้ได้จริง นอกจากนี้เราจะทำให้โทรศัพท์ของทุกคนมี Bangkok SOS หากมีเหตุร้าย เหตุด่วน บาดเจ็บ อัคคีภัย สามารถลิงก์ขอความช่วยเหลือได้ทันที และยังเป็นศูนย์กลางกระจายข่าวให้คนที่ใกล้ที่สุดได้รีบมา

      นอกจากนี้จะจัดให้มีสองล้ออาสาฝ่าฉุกเฉิน ในกรณีฉุกเฉินที่มีคนเจ็บป่วยประมาณ 4-8 นาทีสมองจะตาย แต่กรุงเทพฯ รถติด เราจึงมีนโยบายคัดเลือกวินมอเตอร์ไซค์มาอบรมและให้มีเครื่องกู้ชีพฉุกเฉินในเบื้องต้นไว้ติดรถ เนื่องจากวินมอเตอร์ไซค์จะมีกระจายอยู่ทั่วไป หากเกิดเหตุฉุกเฉินเขาสามารถไปช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ทันท่วงที โดยจะเริ่มอบรมเบื้องต้นเขตละ 100 คน จากทั้งหมด 50 เขตกรุงเทพฯ เราจะสามารถมีพี่วินอาสาได้ถึง 5,000 คน

      และ มิติที่ 5 คือเรื่องการสร้างสุข คนกรุงเทพฯ เราจะเน้นในเรื่องการศึกษา ระบุไปเลยให้นักเรียนในกรุงเทพฯ เรียนอย่างน้อย 3 ภาษา ส่วนจะเป็นภาษาใดนั้นไม่เป็นไร เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยวเยอะ นักเรียนอย่างน้อยจะต้องมีภาษาติดตัว จะได้ทำประโยชน์ในอนาคตได้

      นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับคุณครูและทำโครงการคุณครู 180 องศา ที่ผ่านมาคนที่เรียนดีที่สุดของห้องส่วนใหญ่จะไม่ได้ประกอบอาชีพครู มักจะไปเลือกประกอบอาชีพอื่นๆ ดังนั้น เราจะเพิ่มรายได้ของครูให้สูงขึ้น เพื่อให้ได้ครูที่เก่งที่สุดมาสอนนักเรียน ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์

      อีกเรื่องสำคัญที่นอกเหนือจาก 5 มิติ คือการลดภาษีบุคคลธรรมดา เมื่อปี 2554 รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ลดภาษีนิติบุคคลหรือภาษีของบริษัท จากเพดานที่จ่ายสูงสุด 32-35 เปอร์เซ็นต์ ลดลงมาเหลือ 25 เปอร์เซ็นต์ จึงเห็นว่าทุกคนที่จะทำธุรกิจอะไร จะวิ่งไปจดบริษัทหมด เพราะภาษีถูก

      แต่ขณะเดียวกันภาษีบุคคลธรรมดาที่เป็นคนทั่วไป ที่สูงสุดของคนที่จ่ายภาษีคือ 32 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันแปลกมากในความเหลื่อมล้ำระหว่างภาษีนิติบุคคลกับภาษีบุคคลธรรมดา แบบนี้มันไม่ได้ กลายเป็นประชาชนทั่วไปจ่ายภาษีแพงกว่าบริษัท

      ดังนั้น บุคคลธรรมดาจากที่เคยจ่าย 32 เปอร์เซ็นต์ ก็จะลดลงมาเป็น 22 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยจ่าย 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ลงมาเหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ คนที่เคยจ่าย 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องจ่าย เพื่อให้การจัดอัตราภาษีเป็นธรรม เพราะเมื่อก่อนใครมีอะไรก็จะโอนไปไว้ที่ภาษีนิติบุคคลตลอด คนที่รวยๆ ก็มักจะเอาภาษีบริษัทไปหักต่างๆ เพื่อเลี่ยงภาษีบุคคลธรรมดาที่จ่ายแพงกว่า

      ตรงนี้เรามองว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับบุคคลธรรมดา ที่เขาไม่ได้ทำบริษัท ทำไมต้องมาจ่ายแพงกว่าคนอื่น ดังนั้น เราจะช่วยมนุษย์เงินเดือน ช่วยพี่น้องประชาชน ที่เริ่มทำงานหรือวัยกลางคนที่เป็นลูกจ้าง แต่ต้องมาจ่ายภาษีเต็ม หากเราช่วยตรงนี้ลดลงมาได้ ก็จะช่วยคนกลุ่มใหญ่ได้

      นอกจากนี้เรายังมีนโยบายฟรีแลนซ์ ฟรีสวัสดิการ คือคนที่ทำงานอาชีพฟรีแลนซ์ ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือนั่งทำงานอยู่บ้าน ซึ่งเขาไม่ได้สวัสดิการอะไรเลยจากภาครัฐ เขาก็ควรจะได้รับจากภาครัฐด้วย ซึ่งก็จะช่วยให้เขาสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมหรือระบบสวัสดิการได้

      แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานทั้งหมดนี้ หน่วยงานเดียวที่สามารถทำกลไกและทำได้ทั้งหมด คือรัฐบาล นั่นคือนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะให้มีหน่วยงานกลางมาแก้ปัญหา ที่ผ่านมามีการให้สัมปทาน ให้การก่อสร้างกันไปเยอะ แต่การอำนวยความสะดวกและการแก้ปัญหาประชาชน จะต้องไม่เป็นแบบนี้

      ดังนั้น การบริหารงานและรวบรวมการประสานงานทั้งหมด โดยรัฐบาลกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ นโยบายของพรรคพลังประชารัฐเรามองแล้วว่า ปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไม่สามารถผลักดันไปให้หน่วยงานอื่นได้ หรือทำงานแยกส่วนกันได้ เราต้องนำมาบูรณาการรวมกัน และแก้ไขปัญหา เพราะเห็นแล้วว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นจริง

      ซึ่งในเวทีปราศรัยทุกครั้ง เราก็จะพยายามผลักดันนโยบายให้คนกรุงเทพฯ ตามแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน เราคิดว่านโยบายของเราทำได้จริง เพราะไม่ได้เป็นนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณอะไรมากมาย เป็นเรื่องการผลักดันต่างๆ ให้เกิดขึ้น นโยบายต่างๆ ที่พูดไป ไม่มีนโยบายใดที่ใช้งบประมาณมาก เราต้องการให้คนกรุงเทพฯ มีความสุข โดยที่เราจะแก้ปัญหาให้ ส่วนเวทีปราศรัยกรุงเทพฯ ครั้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง ที่สนามเทพหัสดินที่จะถึงนี้ ก็มีไม้เด็ดแน่นอน แต่ขอให้รอดู รอลุ้นกันว่า จะมีไม้เด็ดอะไร”


เรื่อง "ธนาธร" กับการ "ถือหุ้นสื่อ" ลุ้นกันจัง!แต่ก็น่าลุ้น.......เพราะใครที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ

โชคดีที่เป็น 'รัฐบาลทหาร'
รูปแบบใหม่ 'ท้าทายประเทศ'
"๕ จี" กับคำตอบ "ขยายค่างวด"
ว่าด้วยพิธี 'เสกน้ำอภิเษกรวม'
'นอเทรอดาม' กับปิยบุตร
สื่อฝรั่ง 'ถลกลาย' ฝรั่งเสือก