บนเส้นทางแห่งความดี


   

      เห็นข่าวแวบๆ ตั้งแต่ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา...ว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ต้องออกมาแจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ไม่ว่าระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตรัง ให้ระวัง คลื่นยักษ์สึนามิ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวติดต่อกัน 2 ครั้งซ้อนๆ บริเวณหมู่เกาะอันดามัน เมื่อช่วงเวลา 18.29 และ 18.34 น. ตามลำดับ ซึ่งเมื่อมาถึง ณ ขณะนี้ คงรับรู้ รับทราบ กันไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้วว่า ปรากฏการณ์ที่ว่านั้น จะเกิด-ไม่เกิด...

                                                           ----------------------------------------------------

      ส่วนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา...เนื่องจากขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้ ยังไม่ทันได้เริ่ม เปิดหีบเลือกตั้ง กันเลยแม้แต่น้อย ก็เลยไม่อาจรับรู้ รับทราบ ว่า สึนามิทางการเมือง จะมีโอกาสอุบัติขึ้นหรือไม่ เพียงใด แบบไหน หรือแนวไหน อีกทั้งด้วยเหตุเพราะความเคลื่อนไหวของบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มก้อนผู้ฝักใฝ่ทางการเมือง ในแต่ละฝ่าย แต่ละสังกัด ก็ไม่ได้ถึงกับมีอะไรน่าตื่นเต้ลล์ล์ล์ ให้ต้องหูแหก ตาแหก เหมือนอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหว คืออย่างมากก็ออกไปทางด่ากันไป-ด่ากันมา ตอดนิด-ตอดหน่อย หรือสร้างเรื่อง-สร้างราว ให้ต้องตีความหมายในเชิง สัญลักษณ์ อะไรประมาณนั้น...

                                                             ---------------------------------------------------

      อันนี้...ก็เลยไม่น่าถึงกับต้องไปตื่นเต้น ตกใจ อะไรมากมายนัก สำหรับสิ่งที่เรียกๆ กันว่า สึนามิทางการเมือง คือไม่ว่ามันจะเกิด-ไม่เกิด หรือเกิดขึ้นมาในรูปไหน ในลักษณะใด แต่สำหรับผู้ที่มี สติ มีความหนักแน่น มั่นคง โดยเฉพาะในสิ่งดีๆ หรือในคุณงาม ความดี คุณธรรมในแต่ละชนิด แต่ละประเภท อย่างมาก...มันก็คงเป็นไปได้แค่คลื่นลูกเล็กๆ ที่สาดซัดหาดทรายขาวไปตามปกติ ตามธรรมชาติของมันนั่นแล เพราะโดยปกติ โดยธรรมชาติของบ้านเมือง ของสังคมในแต่ละสังคม สิ่งต่างๆ มันก็น่าจะเป็นไป ตามแบบที่ล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงมีพระราชดำรัสเอาไว้นานแล้ว และถูกนำมาใช้เป็นแบบอย่าง แนวทาง เป็นเครื่องชี้แนะ ชี้นำ สังคมมาโดยตลอด แม้จนกระทั่งเมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา ตาม ประกาศสำนักพระราชวัง ที่ได้โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระบรมราโชวาทดังกล่าว กลับมาทบทวนและมาใช้เป็นเครื่องเตือนใจกันอีกครั้ง...

                                                                 ---------------------------------------------------

      นั่นก็คือพระบรมราโชวาทที่ว่าเอาไว้ว่า... ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ หรืออาจพอสรุปได้ว่า สำหรับผู้ที่มีสติ มีความหนักแน่น มั่นคงแล้ว คงไม่ต้องไปเสียเวลาไปกวัดๆ แกว่งๆ ไปตื่นเต้น ตกใจ อะไรเอาเลยแม้แต่น้อย มุ่งเดินไปในแนวนี้ต่อไปเรื่อยๆ สุดท้าย...ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องดีไปเอง หรือย่อมต้อง ปรกติสุขเรียบร้อย ได้เองนั่นแล...

                                                                   ------------------------------------------------------

      และเอาเข้าจริงแล้ว...พระบรมราโชวาทในเรื่องคนดี-คนไม่ดี ความดี-ความไม่ดีนั้น ยังมีอีกเยอะแยะ ที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นแนวทาง ได้อีกมากมาย เช่นที่ทรงว่าเอาไว้ว่า คนดี...ทำให้คนอื่นดีได้ หมายความว่า คนดีทำให้เกิดความดีในสังคม คนอื่นก็ดีไปด้วย ส่วนความเลวนั้นจะทำให้คนดีเป็นคนเลวก็ยาก แม้จะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากคนดีเข้มแข็งในความดี ก็สามารถป้องกันไม่ให้คนเลวมาทำให้คนดีต้องกลายเป็นคนเลวได้ยาก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ความเข้มแข็งของคนดี...

                                                                   --------------------------------------------------------

      หรือส่วนที่ทำให้อะไรดี-อะไรเลวนั้น...ก็ได้ทรงชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้ชัดเจน ดังพระราชดำรัสที่ว่า จิตใจต่ำทรามนั้น...เป็นจิตใจที่อ่อนแอ ไม่กล้า และไม่อดทนที่จะเพียรพยายามสร้างสมความดีงาม ความเจริญ ความสำเร็จในทางที่ถูกต้อง เป็นธรรม มีแต่คิดจะให้ได้มาโดยสะดวกง่ายดาย โดยไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี จิตใจดังนี้...ถ้าปล่อยให้เกิดมีขึ้นจนเคยชิน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เป็นคนมักง่าย ทำงานบกพร่อง เสียหายอย่างมาก ทำให้เป็นคนหน้าด้าน ไร้ยางอาย หยาบคาย ละโมบ ทำอะไรที่ไหนก็เกิดอันตรายที่นั่น ท่านจึงสอนให้สังวรระวังใจของตนไว้ให้ดี อย่าให้ความชั่วเกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นแล้ว ก็ให้กำจัดเสียทันที...

                                                                   ------------------------------------------------------

      และแม้ว่าการทำดี ทำสิ่งที่ดีๆ นั้น อาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลในแบบเปิดปุ๊บ-ติดปั๊บ ไม่ถูกอก-ถูกใจ ไม่ทันสมัย หรือไม่ทันอก-ทันใจพวกพ่อเจ้าประคุณรุนช่องอยู่บ้างก็ตามที แต่ก็ทรงให้ความหวัง กำลังใจ ให้ความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อการทำดี หรือต่อคุณงามความดีเอาไว้ดังนี้ว่า สำคัญที่สุดคือความอดทน คือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้น ทำแล้วมันอาจดูน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือมันครึน่ะ ทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่า การทำให้ดี ไม่ครึ ต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอน ในความอดทนของตน ความเพียรของตน ต้องถือว่าวันนี้เราทำยังไม่ได้ผล อย่าไปท้อ บอกว่าวันนี้เราทำแล้วไม่ได้ผล พรุ่งนี้เราต้องทำอีก วันนี้เราทำ พรุ่งนี้เราก็ทำ อาทิตย์หน้าเราก็ทำ เดือนหน้าเราก็ทำ ผลอาจปีหน้า หรืออีกสองปี หรือสามปีข้างหน้า...

                                                                    -----------------------------------------------------

      อีกทั้งระหว่างที่ต้องใช้ความอดทนนั้น ยังให้ สติ เอาไว้อีกด้วยว่า... ความพากเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรมและพึงประสงค์นั้น คือความเพียรที่จะกำจัดความเสื่อมให้หมดไป และระวังป้องกันมิให้เกิดขึ้นใหม่อย่างหนึ่ง กับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดีความเจริญให้บังเกิดขึ้น และระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไป...อีกอย่างหนึ่ง ความเพียรทั้งสองประการนี้ เป็นอุปการะสำคัญต่อการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตนอยู่ในความเพียรดังกล่าว ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อมทั้งแก่ส่วนตนและส่วนรวม... สรุปแล้ว...ก็คงไม่ต้องเสียเวลาไปกวัดๆ แกว่งๆ ไปตื่นเต้น ตกใจ หรือวิตกกังวลใดๆ โดยใช่เหตุ หันมา เดินหน้าประเทศไทย ไปตามคำชี้แนะ ชี้นำ ตามแนวทางที่ได้ทรงสรุปเอาไว้ เดี๋ยวเดียวทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีเองไปจนได้นั่นแล..

                                                               -------------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Shakespeare (อีกครั้ง...และอีกครั้ง)... He that patiently lifes burden bears, no burden bears, but is a King, a King.- ผู้ซึ่งมีความอดทนสู้แบกภาระแห่งชีวิตนั้น อันที่จริงไม่ใช่เป็นเพียงผู้แบกภาระ หากแต่เป็นพระราชาโดยแท้...

                                                                 --------------------------------------------------------------


เมื่อ ส.ส. "ไม่ รพช." ก็ดีไปอย่าง จะได้ตรวจสอบซึ่งกันและกัน สภาฯ สถานที่ออกกฎหมาย จะได้น่าเชื่อถือ

ไทยที่ "ดังและดี" ในตัวเอง
เส้นทางบรรจบ 'ประยุทธ์-ชวน'
จุดตายของ 'ธนาธร'
กเฬวรากลี้ภัยใจคด
ผิดพลาดของการตรากฎหมาย?
วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน