ตลาดน้ำดื่มแข่งดุ ‘คริสตัล –สิงห์’ ประกาศชิงเค้ก 3.5 หมื่นล้าน


   

        แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคมีปัญหามาต่อเนื่องหลายปี แต่การทำตลาดของธุรกิจน้ำดื่มของ 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ อย่าง คริสตัล และ สิงห์ ยังคงทุ่มงบแข่งขันกันอย่างดุเดือด และต่างก็เคลมว่าขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของพรีเซ็นเตอร์ที่ไม่ยอมน้อยหน้า ฝั่งของ คริสตัล เลือก นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทางด้านของ สิงห์ ก็ไม่น้อยหน้า เพราะตัดสินใจดึงลูกชายเจ เจตริน หรือ เจ้านาย - จิณเจษฎ์ วรรธนะสิน มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อลงศึกในสมรภูมิน้ำดื่ม 3.5 หมื่นล้านบาท

         นายเลสเตอร์ เต็ก ชวน ตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับแต่ช่วงเดือน .. 2560 บริษัทได้จัดแคมเปญและวางกลยุทธ์ต่างๆ จนสามารถผลักดันให้น้ำดื่มคริสตัลขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดได้สำเร็จ กระทั่งปัจจุบันมีมาร์เก็ตแชร์แล้ว 20% แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรง เพราะว่าอีกแบรนด์เริ่มทำกิจกรรมการตลาดอย่างหนัก แต่สำหรับในปี 2561 บริษัทยังเชื่อว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งขึ้นมาเป็น 25% ได้อย่งแน่นอน

        ทั้งนี้ นอกเหนือจากการแข่งขันจากแบรนด์อื่นแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่นับเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจไม่ใช่น้อย จะเห็นไดว่าที่ผ่านมาภาพรวมตลาดน้ำดื่มมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ติดลบ 2% เนื่องจากปัญหากำลังซื้อผู้บริโภคระดับล่างไม่ค่อยสู้ดีนัก บวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ค่อยรับประทานอาหารนอกบ้าน ส่งผลให้ความต้องการของตลาดน้อยลง เชื่อว่าในปีนี้สถานการณ์ภาพรวมน่าจะปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากแบรนด์หลักทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง และน้ำดื่มก็เป็นสินค้าที่ผู้รักสุขภาพต้องการ

        “ในปี 2561 คริสตัลจะยังคงสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น ผ่านการนำเสนอกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ รองรับความต้องการของผู้บริโภคในแบบไปไหนก็มีคริสตัล (Crystal Everywhere) หรืออยากให้การซื้อสินค้าแต่ละครั้ง เรียกคริสตัลแทนคำว่าน้ำดื่ม นายเลสเตอร์ กล่าว

         นายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดในเครือสิงห์ เปิดเผยว่า ในอดีตน้ำดื่มสิงห์เคยมีมาร์เก็ตแชร์สูงสุด 27% จากนั้นค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ เหลือ 25% และที่ผ่านมาก็อยู่ที่ประมาณ 20% แต่พบว่าผลกำไรดีขึ้น เนื่องจากไม่ได้เน้นทำโปรโมชั่นมากนัก ส่วนเรื่องของท็อปออฟมายด์ยังดีอยู่ แต่ลดลงกว่าเดิม ก็เป็นโจทย์ของแบรนด์เมเนเจอร์ต้องหาแนวทางกันต่อไป

         “เรายอมรับว่าคู่แข่งทำได้ดีมาก ในส่วนนี้เองทำให้น้ำดื่มสิงห์ต้องมาปรับกลยุทธ์ อย่างการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ เพื่อขยับฐานสู่กลุ่มวันรุ่นมากขึ้น เพราะก่อนหน้าคนซื้อจะอายุ 35 ปีขึ้นไป ในปีนี้เราวางเป้าหมายว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 23% นายภูริต กล่าว.


อ่านเรื่องที่ "เจ้าหญิง ราพันเซล" นำจากห้องสมุดฟลิ้นท์ ปี 2018 มาโพสต์ เรื่อง #การสอนลูกแบบยิวให้เป็นเศรษฐี

'ประยุทธ์-ธนาธร' หวยออกที่ใคร?
"ขายชาติ" ปรากฏว่า "ขาดทุน"
'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?