บันทึกพระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา 'ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ'


   

พระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา 

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้หลุดพ้นออกมาจากถิ่นทรมานอันแสนอนาถแห่งคุกบางขวางแล้ว ได้มีเพื่อนฝูงหลายคนแสดงความพิศวงว่า ทำไมคนอย่างข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปติดคุกฐานกบฏ และบางคนก็ชวนจะเชื่อๆ เอาว่า มันน่าจะมีอะไรๆ แฝงอยู่ดอกกระมัง จึงบ่นกับข้าพเจ้าว่าไม่ควร...ไม่ควร

ข้าพเจ้าขอตอบว่า ตัวข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ด้วยเหตุผลกลใดจึงเป็นไปได้เช่นนั้น เพราะความจริงข้าพเจ้าไม่เคยเป็นกบฏ ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นกบฏและจะไม่เป็นกบฏ ข้าพเจ้าไม่เคยนึกฝันจะเป็นศัตรูของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยนิยมชมชื่นอะไรในส่วนตัวเขาและในวิธีปฏิบัติการณ์ในหน้าที่ของเขา

ข้าพเจ้าไม่เคยเกลียดเขา แต่ก็ไม่เคยนึกอยากจะเป็นพรรคพวกของเขา เมื่อเราพบปะกัน ก็พูดจาปราศรัยฐานคนรู้จักกันอย่าธรรมดาระหว่างสุภาพชนด้วยกัน เราเคยคบกันแต่ห่างๆ ต่างฝ่ายต่างรักษาความสุภาพต่อกันตลอดมา...ข้าพเจ้าไม่เคยแสดงความยโสโอหังลบหลู่เขา แต่ก็ไม่เคยแสดงความอ่อนน้อมเคารพนบน้อมเขา

เมื่อข้าพเจ้าได้พ้นออกมาจากหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยประการใดๆ อยู่ตามประสีประสาของข้าพเจ้า จึงไม่เข้าใจว่า ด้วยเหตุผลกลใด ข้าพเจ้าจึงได้กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีการเมือง และในที่สุดก็ได้ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานพยายามจ้างคนปองชีวิต จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

ข้าพเจ้าได้ทราบเหมือนกันว่าข้าพเจ้าอยู่ในสายตาของตำรวจมาหลายปีแล้ว เพราะไม่ว่าข้าพเจ้าไปไหน ก็มีจารชนคอยติดตาม และหลายครั้งถึงกับได้มีตำรวจในเครื่องแบบออกติดตาม ที่หน้าบ้านข้าพเจ้า มีจารชนประจำอยู่เสมอและในลักษณะต่างๆ กัน เช่น เป็นเจ๊กก็มี เป็นคนขับรถยนต์รับจ้างก็มี  เป็นคนตกปลาก็มี ฯลฯ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้ระแวงไปว่า เขาจะปั้นร้ายใส่ความข้าพเจ้าได้ในเรื่องคอขาดบาดตายซึ่งไม่มีความจริงเช่นนี้ ไปคิดเสียว่า เมื่อเราไม่ได้ทำผิดอะไร ใครจะมาทำอะไรกับเราได้จะเอาพยานมาแต่ไหน ในข้อนี้ข้าพเจ้ารับว่าข้าพเจ้าเขลาไปมาก...เขลาเพราะไม่เคยรู้จักลัทธิเผด็จการ และ "เกสตาโป" ซึ่งถือหลักว่า "เมื่อท่านไม่เป็นพวกของฉัน ท่านก็เป็นศัตรูของฉัน การที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นความผิดพอที่ฉันจะจัดการกับท่านได้แล้ว"

เมื่อข้าพเจ้าได้ถูกเชิญตัวไปฝากขังไว้ยังกองตำรวจสันติบาล เขาฝากขังไว้เป็นระยะๆ...ระยะละ ๑๕  วัน ข้าพเจ้าหวังอยู่เสมอว่า เคราะห์กรรมของข้าพเจ้าในขณะนั้น คงจะเนื่องมาจากความเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่งของตำรวจ จึงหวังอยู่เสมอว่า ภายใน ๑๕ วันข้างหน้า เมื่อเขาหาพยานหลักฐานอะไรไม่ได้เขาจะต้องปล่อยตัวข้าพเจ้ากลับบ้านพ้นข้อหาไปเอง ถึงแม้จะเป็นการทรมานอย่างแสนสาหัส ก็ยังไม่มีข้อวิตกแต่ประการใด ยังหวังและเชื่อความเป็นธรรมของเจ้าหน้าที่อยู่ว่า เขาคงจะไม่ฟ้องคนที่เขารู้ว่าไม่มีความผิด เพราะตามคติของประชาธิปไตยนั้น เจ้าหน้าที่ย่อมเป็นผู้พิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการแผ่บารมีให้แก่พรรคการเมืองใดๆ แต่ข้าพเจ้าก็ต้องยอมรับว่า ข้าพเจ้าได้เขลาไปอีก เพราะหลังจากได้ถูกขังอยู่ในสถานีตำรวจได้ ๓ เดือน ข้าพเจ้าได้ถูกนำตัวไปฝากขังไว้ในเรือนจำกองลหุโทษ พร้อมกับได้รับหมายฟ้องฐานเป็นกบฏและพยายามฆ่าคน

พระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา 

ข้าพเจ้าตกตะลึง เพราะไม่ทราบว่าข้าพเจ้าได้คิดจะฆ่าใคร และข้าพเจ้าเป็นกบฏได้อย่างไร เขาจะเอาพยานมาจากไหน ในเมื่อความสัตย์ความจริง ข้าพเจ้าไม่เคยประกอบกรรมทำผิดกฎหมายแต่ประการใด ข้าพเจ้าไม่ตกใจ เพราะยังเชื่อในความยุติธรรมของศาลอยู่ แต่ในชั้นนี้จะต้องแก้คดี...จะต้องทนไปจนกว่าศาลจะได้เห็นความจริงและพิพากษายกฟ้อง ข้าพเจ้าไม่หนักใจเท่าใดนัก เพราะเชื่อความจริงจะต้องเป็นความจริง ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ใช่นักกฎหมาย ก็เชื่อว่าสามารถนำความจริงออกมาสู้กับความเท็จได้ โดยตั้งปณิธานไว้ว่า จะสู้คดีโดยไม่ยอมใช้ความเท็จเป็นอุบายให้เสื่อมเสียเกียรติส่วนตัวเลย แล้วข้าพเจ้าก็ปฏิบัติไปตามความตกลงใจนั้นโดยตลอด

ในการสู้คดีครั้งนี้ ฝ่ายเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่แรกตั้ง ๙๙ ในส่วน ๑๐๐ เพราะนอกจากว่า พวกเราไม่มีใครเป็นนักกฎหมายแล้ว เราไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะแก้คดี นอกจากหนังสือกฎหมายอาญาเล่มเดียว เราติดต่อกับใครไม่ได้ แม้จะขอสมุดพกเข้าไปตรวจสอบว่า วันใดเราไปไหน เวลาใดทำอะไร พระขจรเนติยุทธกรรมการศาลก็ปฏิเสธ

ส่วนทางฝ่ายโจทก์นั้น เนติบัณฑิตนั่งเป็นแถว เขามีโอกาสเรียกระดมพยานได้เต็มที่ เห็นแต่เขาทำหน้าที่เป็นทนายความที่ใช้ศิลปะของตนเพื่อนำพวกเราไปสู่ตะแลงแกง หรือสู่คุก นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่เรือนจำกองลหุโทษก็ได้พยายามให้ความช่วยเหลือและความสะดวกแก่ฝ่ายโจทก์ในทุกสถาน เช่น ให้พยานโจทก์คอยแอบดูตัวจำเลย มีนางเสงี่ยมมานั่งเล่นตากับ ร.ท. ณเณร ตาละลักษณ์ อยู่หลายวัน เรารู้ตัวกันต่อเมื่อได้เห็นเขาเข้าไปเบิกความเป็นพยานโจทก์ในศาลที่บนศาลเองระหว่างห้องพักพยานกับศาลก็มีรู

ข้าพเจ้าไม่อยากจะทึกทักว่า รูนี้มีไว้สำหรับให้พยานได้ดูตัวจำเลยให้ถนัดก่อนเข้าไปให้การ...แต่ก็อดสงสัยมิได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราขอร้องตามสิทธิ์ของเราเช่น การขอตรวจดูสำนวนหรือขอให้ได้คัดสำนวนและอื่นๆ ก็ได้ถูกพระขจรเนติยุทธปฏิเสธโดยสิ้นเชิง จน ร.ท. ณเณร ตาละลักษณ์ ออกอุทานว่า  "นี่จะเอานักมวยขี้ยามาชกกับ แย็ก แดมป์เซย์ หรือ? มันก็ตายกันหมดเท่านั้นซิ" คำตลกคะนองของเด็กซนคนนี้ไม่ได้ทำให้เราได้รับความกรุณาเลย

ในกรณีเกี่ยวกับคดีที่ข้าพเจ้าเป็นจำเลยนั้น ตามความจริง ร.ท. เผ่าพงษ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ไม่ได้พบกับข้าพเจ้ามาร่วมปี เนื่องจากเขาหลบหน้าเรื่องต้องออกจากราชการและเที่ยวคบเพื่อนกินเหล้า  ส่วนนายดาบ ผุดพันธ์ พี่ชายนั้นถึงแม้อยู่บ้านเดียวกันก็ไม่ได้ไปมาหากันเยี่ยงบุตรกับบิดา เขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องศิลปกรรมของเขาตลอดปี จะได้มาร่วมรับประทานอาหารที่โต๊ะข้าพเจ้าไม่เกิน ๓-๔ ครั้ง รับประทานอาหารแล้วต่างคนต่างไป มีการวิสาสะกันน้อยที่สุด

สำหรับ ร.ต. บุญมาก ฤทธิ์สิงห์ นั้น จำได้ว่าเคยพบปะและพูดกันเพียงครั้งเดียว (เมื่อประมาณ ๕-๖  ปี) ก่อนมาเป็นจำเลยร่วมกัน เนื่องจากเขาสมัครเป็นนักเรียนของสมาคมสงเคราะห์สัตว์ ซึ่งเวลานั้นข้าพเจ้าเป็นกรรมการคัดเลือกคนหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้รับเลือก ร.อ. ดาว บุญญเสฐ คนเดียวเป็นผู้ที่ไปมาหาสู่ข้าพเจ้าเสมอมาหลายสิบปี เนื่องจากเขาได้เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพเจ้ามาแต่เดิม แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการเมือง เพราะ ร.อ. ดาว บุญญเสฐ ไม่เข้าใจเรื่องการเมือง เป็นคนถือศีล ธรรมะธัมโม และมีหน้าที่ประจำในเรื่องนิมนต์พระอาราธนาศีล ในเวลาที่มีการบำเพ็ญบุญกุศลที่บ้านข้าพเจ้า

พระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา 

พยานโจทก์กว่า ๒๐ ปาก ได้เบิกความพาดพิงถึงข้าพเจ้า แม้ในเรื่องที่ไม่มีสาระ จนเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทรตั้งให้ข้าพเจ้าเป็น "ตรุฟ" คือ เห็ดดำที่เขาใช้แทรกในกับข้าวฝรั่งแทบทุกอย่าง เป็นการส่อให้เห็นเจตนาของฝ่ายตรงข้ามที่จะเอาข้าพเจ้าให้อยู่มือ ประจักษ์พยานที่ได้อ้างตัวเองว่า ได้มาหาข้าพเจ้าถึงบ้านเพื่อคบคิดกันทำการกบฏนั้นมี ๔ ปาก

ซึ่งตามความจริงข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักเลยจนคนเดียว ฝ่ายเขาว่ารู้จักข้าพเจ้าทุกคน แต่พยานโจทก์คนหนึ่งชี้ตัวข้าพเจ้าไม่ถูก เป็นที่น่าเสียดายที่คำพิพากษาของศาลมิได้กล่าวถึงพยานปากนี้ไว้ ทั้งนี้ศาลอาจเห็นว่าไม่สำคัญก็ได้ พยานเหล่านั้นมีหมอดูลายมือ หมอทำฟัน และกรรมกรขับรถแท็กซี่ ซึ่งอ้างตนเองว่าได้เข้าไปนั่งคุยกับข้าพเจ้าในห้องรับแขกถึงเรื่องที่จะคิดกบฏ

ข้าพเจ้าคิดว่า เท่าที่ได้ซักพยานแตกหมดและเท่าที่ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ และ ฯพณฯ ถ.ธำรงนาวาสวัสดิ์ พยานโจทก์ได้ตอบคำถามข้าพเจ้าอย่างสุภาพบุรุษผู้มีเกียรตินั้น ก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลน่าจะต้องยกฟ้อง เว้นเสียแต่เขาจะเอาชีวิตของข้าพเจ้าให้จงได้ไซร้ ถึงจะไปเชิญเทวดาองค์ไหนมาเบิกความช่วยข้าพเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อันใด

บัดนี้ศาลพิเศษได้พิพากษาลงไปแล้วว่า ข้าพเจ้ามีความผิดดังท่านได้ทราบจากวิทยุกระจายเสียงและจากคำพิพากษาที่รัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้พิมพ์ออกประกาศโฆษณาทั่วกันแล้ว มีข้อสำคัญที่ควรสังเกต คือไม่ปรากฏในคำพิพากษาเลยว่า ข้าพเจ้าได้ซักพยานโจทก์แตก อาจเป็นเพราะศาลเห็นว่าไม่ใช่ของสำคัญก็ได้ ปรากฏแต่ว่า พยานคนนั้นๆ ให้การว่าอย่างนั้นๆ ศาลรับพิจารณาแต่คำให้การของพยานซึ่งโดยมากเป็นพยานอาชีพหรือมีความจำเป็นอย่างอื่น แต่ศาลไม่ได้ให้ความพิจารณาคำให้การของผู้ทรงเกียรติ เช่น ฯพณฯ ปรีดี ฯพณฯ ถ.ธำรงนาวาสวัสดิ์ และ พ.ต. หลวงไกรสุรสิทธิ เป็นต้น นั้นเลย

จอมพลป.

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เป็นไปได้ถึงเพียงนั้น ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวอะไรให้พาดพิงไปถึงศาลเกินความจำเป็นที่จะให้ผู้อ่านเข้าใจเท่านั้น เพราะข้าพเจ้าถือตัวว่าเป็นพลเมืองดี ข้าพเจ้าก็ต้องให้ความเคารพต่อกฎหมาย และต่อศาล จะขอแต่เพียงฝากข้อสังเกตไว้ว่า หลังจากการพิจารณาคดีพวกข้าพเจ้าแล้วได้มีการให้ยศให้ตำแหน่งสูงๆ แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้มากมายเพียงใดย่อมเป็นที่ทราบชัดกันอยู่

ข้อพึงสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือว่า ตามคติของระบอบประชาธิปไตยก็ดี หรือแม้ระบอบเดิมของเราก็ดี ศาลย่อมมีเสรีภาพสมบูรณ์ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามที่เห็นว่าเป็นความยุติธรรม และชอบด้วยพระราชกำหนดตามกฎหมาย 

แต่ตามหนังสือชื่อ "บันทึกจอมพล" ซึ่งนายฉันทนา แห่งหนังสือพิมพ์ประชามิตร ได้สัมภาษณ์ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม แล้วจัดเขียนและพิมพ์ออกจำหน่ายอย่างแพร่หลายนั้น ปรากฏว่า มีผู้ต้องการให้ฆ่าพวกเราทั้งหมด หากจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ให้ลงโทษเพียงจำคุกตลอดชีวิต ๓ คน  คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร  พันเอก หลวงชำนาญยุทธศิลป์ และตัวข้าพเจ้า  นี่แปลว่าอะไรกัน ศาลมีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร

หรือว่าศาลจะต้องได้รับบัญชาเสียก่อนที่จะพิพากษาว่าจะเอากันแค่ไหน ถ้าศาลมีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ที่จะพิจารณาคดีไปตามความยุติธรรม และตามกฎหมายแล้ว เหตุไฉน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม จึงมีเสียงต่อรองที่จะให้ฆ่าใครและงดเว้นชีวิตใครได้เล่า

ข้อสังเกตเหล่านี้ ข้าพเจ้ากล่าวไว้พอเป็นสังเขปเท่านั้น ท่านผู้อ่านที่สนใจต่อความยุติธรรม บูชาเสรีภาพ และเคารพหลักความเที่ยงตรงตามรัฐธรรมนูญ ได้โปรดพิจารณาเอาเองเถิด

สำหรับข้าพเจ้านั้น บัดนี้ได้แปรฐานะจากนายทหารผู้ทรงเกียรติเป็นอาชญากรไปแล้ว ข้าพเจ้าผู้เคยเป็นทหารเอกของล้นเกล้าล้นกระหม่อมในรัชกาลที่ ๖ ข้าพเจ้าที่เคยถือเกียรติและหน้าที่ทหารเหนือชีวิต และสิ่งที่รักที่อาลัยทั้งปวง ข้าพเจ้าผู้ไม่เคยเข้าหลุมหลบภัย และไม่เคยก้มศีรษะหลบกระสุนปืนข้าศึก ทั้งนี้ด้วยความทะนงศักดิ์รักเกียรติเป็นที่ตั้งนั้น

บัดนี้ได้กลายเป็นอ้ายผู้ร้ายแสนขลาดไปแล้ว ตามคำพิพากษาของศาลพิเศษ ข้าพเจ้าไม่กล้าเผชิญหน้าคู่ปรปักษ์ (ซึ่งสมมุติมี) อย่างลูกผู้ชายเสียแล้ว จึงต้องจ้างเขา และใช้ลูกให้ลอบไปทำการฆาตกรรมอันเป็นวิธีของคนขลาดโฉดช้าเลวทราม ท่านเชื่อได้หรือว่า ข้าพเจ้าจะเป็นไปได้ถึงเพียงนั้น ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ล้นเกล้าล้นกระหม่อมของข้าพเจ้าได้ทรงเลือกคนผิดโดยพระราชทานความไว้วางพระราชหฤทัย ทรงใช้ให้ข้าพเจ้าเป็นทหารคู่พระทัยและคู่บารมีถึงเพียงนั้น

บัดนี้ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานพระมหากรุณาฯ โดยพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแล้ว และตามพระราชบัญญัตินั้นย่อมถือเสมือนว่าข้าพเจ้าไม่ได้กระทำผิด แม้กระนั้นก็ดี ความผิดก็ยังปรากฏอยู่ตามคำพิพากษาของศาลพิเศษ เป็นคำพิพากษาที่จะต้องจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ชั่วกัลปาวสาน ถ้าไม่มีอะไรมาลบล้าง

ศาลพิเศษนั้นจะตั้งขึ้นมาได้อย่างไร ด้วยความจำเป็นหรือไม่จำเป็น ด้วยความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร โดยน้ำใสใจจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อนุมัติให้ตั้งศาลพิเศษขึ้นได้ จึงนับได้ว่าเป็นศาลที่ตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลพิเศษที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลอื่นมาลบล้าง

ด้วยเหตุนี้เอง ข้าพเจ้ายังมีความรู้สึกตัวเองอยู่ว่า ข้าพเจ้ายังเป็นอ้ายผู้ร้ายตาขาว
อยู่โดยนิตินัย แต่เกียรติของข้าพเจ้ายังคงสุกใสอยู่เสมอ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยคิดกบฏ ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ และจะไม่มีวันเป็นกบฏโดยเด็ดขาด ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เกียรติ ข้าพเจ้าก็พร้อมอยู่เสมอที่จะจับอาวุธโดยเปิดเผยและอย่างลูกผู้ชาย ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ความคิดและการปฏิบัติอันไร้เกียรติใดๆ เข้ามาครอบงำวิญญาณ ข้าพเจ้าได้รักษาไว้อย่างใสสะอาดตั้งแต่หนุ่มคุ้มวัยชราได้เลย. 
-------------
อ้างอิง: เบื้องแรกประชาธิปไตย, ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา (K.G.M.C.)                              
    


อ่านเรื่องที่ "เจ้าหญิง ราพันเซล" นำจากห้องสมุดฟลิ้นท์ ปี 2018 มาโพสต์ เรื่อง #การสอนลูกแบบยิวให้เป็นเศรษฐี

'ประยุทธ์-ธนาธร' หวยออกที่ใคร?
"ขายชาติ" ปรากฏว่า "ขาดทุน"
'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?