เด็กปชป.ข้องใจชวน2มาตรฐาน


   


    ประธานญาติวีรชนฯ กระตุกทุกฝ่ายหยุดวาทกรรมความเกลียดชัง สร้างเงื่อนไขขัดแย้งรุนแรง บี้ "ผบ.ทบ.-ทักษิณ" อย่าพูดยั่วยุ "บิ๊กตู่" ห้ามดึงกองทัพยุ่งการเมือง ให้ยกเลิกดำเนินคดีผู้เห็นต่างเพื่อร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีสำคัญ รองโฆษกพปชร.ปูดผู้ไม่หวังดีใช้นักรบไซเบอร์-โปรแกรมบอท ทีมงาน 3-4 พันคนสร้างข้อมูลเท็จโจมตีรัฐบาล หวั่นกระทบความมั่นคง "อนุทิน" ย้ำร่วมรัฐบาลกับพรรคที่เทิดทูนสถาบันฯ จี้เลิกวาทกรรมฝั่ง ปชต.-สืบทอดอำนาจ ด้าน พท.เตือน กกต.ออก "ใบเหลือง-แดง-ส้ม" ต้องมีหลักฐานแน่นหนา ก่อนซ้ำเติมสถานการณ์ นศ.มธ.นัดดำเนินคดี 7 กกต.ผิด ม.157
    เมื่อวันอาทิตย์ นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ’35 กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า เป็นสถานการณ์ที่เป็นห่วงอย่างยิ่ง ภายหลังมีผลการเลือกตั้งออกมาแล้วบ่งบอกว่าการเมืองไทยยังแบ่งแยกกัน 2 ขั้ว และกำลังเผชิญหน้ากันต่อไปในการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาล และกังวลว่าจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก ทั้งที่ตอนนี้ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างตั้งตารอคอยน้ำทิพย์ชโลมใจมานานนับปีในการเริ่มต้นเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยิ่งใกล้วันยิ่งเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ ที่ทุกฝ่ายต้องมีความรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงขอให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่มิบังควร ด้วยการหยุดสร้างวาทกรรมปลุกความเกลียดชัง กล่าวหาใส่ร้ายกัน เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง จึงขอเรียกร้องดังนี้
    1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าได้จัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ต่อข้อสงสัยและการร้องเรียนต่างๆ จะต้องเร่งตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยความโปร่งใส แล้วชี้แจงให้กระจ่างชัด เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และหากมีความชัดเจนตามกติกาแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับกติกาเช่นกัน ซึ่งจะเป็นช่องทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง
    2.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคการเมือง ต้องรู้จักสถานะของตนเอง อย่าดึงกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะจะทำให้กองทัพต้องเผชิญหน้ากับประชาชน สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงได้
    3.กรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. บอกว่าตนเองไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ทำงานพิทักษ์ปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้น เป็นภารกิจที่ถูกต้องแล้ว แต่ไม่ควรสร้างวาทกรรม "ขวาพิฆาตซ้าย" ขึ้นมา หรือพูดจายั่วยุอีก และต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองให้ชัดเจน ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร ที่ประกาศไม่ให้ยอมแพ้ ก็ไม่สมควรปลุกระดมมวลชนเช่นนี้อีก การกระทำที่ผ่านมาน่าจะเป็นบทเรียนเพียงพอแล้ว
    4.บุคคลที่มีทัศนคติทางลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วหนีไปอยู่ต่างประเทศ แต่กลับยั่วยุประชาชนในประเทศใช้กำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบฝรั่งเศส เป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกในความเป็นมนุษย์ที่เกิดมาเป็นคนไทย และไร้ความรับผิดชอบ ขอให้หยุดการกระทำที่เลวร้ายเช่นนี้ได้แล้ว 
    5.การดำเนินคดีกับผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองต้องยกเลิกทั้งหมด เพราะประเทศมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเลือกตั้งเสร็จแล้วกำลังเข้าสู่บรรยากาศปกติตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นคดีเก่าหรือคดีใหม่ พนักงานสอบสวนหรืออัยการสามารถใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องได้ 
    "ผมไม่สบายใจกับสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังตึงเครียด เขม็งเกลียวขึ้นเช่นนี้ เพราะผมก็เป็นผู้สูญเสีย เพราะภัยความรุนแรงมาก่อน รู้ว่าตัวเองและครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานกับบาดแผลที่ฝังลึก เจ็บปวดนี้มานานเพียงไร จึงไม่อยากให้ใครๆ ในบ้านเมืองของเราต้องประสบพบชะตากรรมแบบเดียวกันอีก ตัวการร้ายที่ก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตของผู้คนตัวหนึ่งคือความเกลียดชังที่ถูกสร้างขึ้น และบ่มเพาะด้วยการให้ร้ายฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตนด้วยวาจาที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) จึงอยากขอวิงวอนทุกคนในสังคมไทยให้คอยเฝ้าระวังพิษร้ายของวาจาที่สร้างความเกลียดชังทุกชนิด เพราะผลของพิษชนิดนี้คือสร้างโศกนาฏกรรมที่เราได้เคยประสบมาด้วยกันหลายครั้งหลายหนแล้ว ถึงเวลาที่ต้องร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนั้นอีก และให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของประเทศ ที่เป็นจุดศูนย์รวมของจิตใจคนทั้งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง เจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน" นายอดุลย์กล่าว
นักรบไซเบอร์ถล่มรัฐบาล
    ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชัง โดยการสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จแล้วเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ทำกันเป็นขบวนการ เริ่มจากการสร้างข่าวเท็จและโพสต์ในเพจเครือข่ายต่างๆ จากนั้นจะใช้โปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า "บอท" เข้ามาแสดงความคิดเห็นในทำนองว่าข่าวดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ โดยมุ่งโจมตีรัฐบาลรวมถึงพรรคพลังประชารัฐ นอกจากนี้ ตนยังได้ข้อมูลมาอีกว่า มีการจัดตั้งทีมงานจำนวน 3,000-4,000 คน เพื่อระดมแสดงความคิดเห็นร่วมกับโปรแกรมบอทดังกล่าวอีกด้วย
     "ผมได้พูดคุยกับนายธันวา ไกรฤกษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ จึงทำให้ทราบข้อมูลเรื่องนี้ อยากให้สังคมเฝ้าระวังขบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่อาจจะตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อข้อมูลอันเป็นเท็จ และนำพาไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังที่ผู้อยู่เบื้องหลังกำลังปลุกปั่นให้ออกมาประท้วงกันในขณะนี้ ฝากไปยังภาครัฐว่า ควรบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวด เช่น กรณีเพจซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ ตรงนี้ในทางปฏิบัติหน่วยงานของรัฐสามารถประสานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง และรัฐบาลในหลายๆ ประเทศก็มีการขอความร่วมมือจากทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์และกูเกิลเช่นกัน และควรมีเจ้าภาพในการดูแลและวางกรอบเพื่อมิให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี" นายธนกรกล่าว
    นายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ว่าที่ ส.ส.เขตของพรรคส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าพรรค ปชป.ควรไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะต้องการให้ผลักดันนโยบายของพรรคนำไปสู่การปฏิบัติ แต่หากเป็นฝ่ายค้าน จะไม่สามารถดูแลหรือช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ และหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง มีการเลือกตั้งใหม่ จะไม่มีจุดขายที่จะนำไปหาเสียงกับประชาชน
     ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.62 นายถาวรพร้อมเพื่อนสมาชิกพรรค ปชป.ประมาณ 30 คน ได้หารือกันที่พรรค โดยยืนยันว่าตนและเพื่อนสมาชิกทำเพื่อความอยู่รอดของชาติ ไม่ผิดอุดมการณ์ ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ปชป. ระบุว่าที่ ส.ส.อยากไปร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.ว่าต้องรอที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่มีมติออกมาก่อนที่นายถาวรพูดเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของกลุ่มนายถาวร ไม่ใช่มติพรรค
    มีรายงานความเคลื่อนไหวของพรรค ปชป.ถึงทิศทางในการร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร. โดยเฉพาะกรณีนายชวนตำหนินายถาวร ว่าในวงหารือของ ส. ส.ทุกคนเห็นตรงกันว่าควรไปร่วมรัฐบาลกับ พปชร. ทำให้ ส.ส.หลายคนที่อยู่ในวงหารือเมื่อวันที่ 5 เม.ย. เกิดความแคลงใจว่าทำไมนายชวนซึ่งอยู่ในวงหารือด้วย แต่ทำไมถึงไม่พูดอะไรสักคำ แต่กลับมาพูดต่อหน้าสมาชิกหลายๆ คนในวันคล้ายวันเกิดของพรรค ซึ่งมี ส.ส.หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมนายชวนจึงพูดเช่นนั้น
           แหล่งข่าวผู้ร่วมวงถกเมื่อวันที่ 5 เม.ย.เผยว่า ในวันดังกล่าวนายชวนก็อยู่ในวงหารือ และนั่งจดข้อเสนอต่างๆ แต่ไม่พูดอะไร ทั้งที่ในวงหารือ ส.ส.เกือบทุกคนตำหนินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องออกคลิปประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนวันเลือกตั้ง โดยที่ไม่ได้สอบถามความเห็นของ ส.ส.ท่านอื่นๆ ในพรรคเลย เพราะการที่ทำเช่นนี้ ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.เขตถูกมองว่าจะไปร่วมกับระบอบทักษิณหรือไม่ และหลังจากนั้นก็ทำให้การลงพื้นที่หาเสียงของ ส.ส.เขตยุ่งยากมากขึ้น
         "มี ส.ส.ท่านหนึ่งที่สอบผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงขั้นลุกขึ้นพูดกับท่านชวนว่า ไม่พอใจที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แถลงคลิปออกมาเช่นนั้น และทันทีที่คลิปออกไป ส.ส.ท่านนี้โดนคนในพื้นที่โจมตีอย่างหนัก จนต้องเอาป้ายหาเสียงที่มีรูปหัวหน้าพรรคออกจากพื้นที่ และให้เหลือแต่ป้ายผู้สมัครในพื้นที่อย่างเดียว นอกจากนี้ยังพูดกับท่านชวนอีกว่า ถ้าพรรคมีมติเป็นฝ่ายค้านจะขอแหกกฎไม่ไปกับพรรค แต่จะไปร่วมรัฐบาลกับ พปชร. ซึ่งทำให้ทุกคนในวงหารือตกใจมากที่กล้าพูดเช่นนี้ แต่นายชวนก็ยังนั่งเงียบ ไม่พูดอะไร" แหล่งข่าวกล่าว
          แหล่งข่าวในพรรค ปชป.ยอมรับว่า นายถาวรทำผิด ไปในกรณีแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ว่าทุกคนอยากร่วมรัฐบาลกับ พปชร.ล่วงหน้า เพราะมีผู้ใหญ่ในพรรคได้เตือนและขอไว้แล้วว่าห้ามพูด แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดการถกเถียงกันว่ากับกลุ่มที่มีความคิดเห็นว่าพรรคควรไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ ก็ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะและออกข่าวกับสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย ทำไมนายชวนไม่ปรามบ้าง จึงมองว่าทำแบบนี้ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมต่อผู้ที่มีความเห็นต่างในพรรคทั้งสองฝ่าย
     นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงทิศทางหลังเลือกตั้งของพรรค ภท. ในการให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รายการหนึ่งว่า พรรคภูมิใจไทยคงต้องรอให้ กกต.รับรองผล ส.ส.อย่างเป็นทางการ เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง และยังไม่ทราบว่า กกต.จะใช้สูตรใดคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งยังไม่ทราบว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ใดบ้าง จึงอยากทราบความชัดเจนก่อน วันที่ 9 พ.ค. จากนั้นจึงตัดสินใจไปในแนวทางที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและบ้านเมือง พร้อมทั้งยังยึดหลักการเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงที่จะร่วมรัฐบาล 4 ข้อ คือ 1.พรรคนั้นต้องไม่มีความขัดแย้ง 2.ต้องรักประชาชน 3.ต้องเทิดทูนสถาบัน และ 4.ต้องทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง ถ้าพรรคไหนทำได้ พรรคภูมิใจไทยก็ยกตำแหน่งนายกฯ ให้ไปเลย ส่วนที่มีกระแสข่าวจับจองกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ไม่เป็นความจริง วันนี้ยังไม่ได้คุยกับใครเลยทั้งสิ้น   
"อนุทิน"ย้ำไม่เอาพวกจาบจ้วง
    "สถานการณ์ปัจจุบันพรรคมี ส.ส.เข้าเป้าประมาณ 40-50 ส.ส. พรรคจะร่วมรัฐบาลกับคนที่ไม่นำประเทศไปสู่ความขัดแย้ง ต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า รักประชาชน ไม่มีอคติกับสถาบันที่คนไทยเคารพสักการะสูงสุด ถึงวันนี้ผมยังยึดถือหลักการที่วางไว้ 4 ข้อ สอดคล้องกับแนวทางของพรรคที่มีคำขวัญตั้งแต่ช่วงตั้งพรรคเมื่อปี 2551 คือปกป้องสถาบันและยืนหยัดมาถึงวันนี้ ขณะที่บางพรรคโดนกล่าวหาว่าจาบจ้วงสถาบันนั้น ดังนั้นในเรื่องจาบจ้วงสถาบันพรรคคงไปร่วมงานด้วยไม่ได้เด็ดขาด โดยไม่ต้องรอหลักฐานชัดเจนออกมา"
    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทย เพราะนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องก่อนปัญหาทางการเมือง อาทิ แก้รัฐธรรมนูญ และแบ่งขั้วการเมือง เมื่อเข้าไปทำงาน จึงต้องทำงานทันที ไม่มีเวลาทำเรื่องอื่นๆ เพราะจากประสบการณ์ที่อยู่การเมืองมา 20 ปี รัฐบาลหลังเลือกตั้งอาจจะอยู่ไม่ยาว เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อจำกัดมากมาย และขอยืนยันว่าจะผลักดันนโยบายทั้ง 12 ด้านที่หาเสียงไว้ทุกวิถีทาง โดยเฉพาะนโยบายกัญชา หากพรรคใดไม่ยอมรับนโยบายนี้ คงไม่ไปร่วมทำงานด้วย
    “หลังจากนี้เมื่อมีการเลือกตั้งไปแล้วต้องไม่มีคำว่าฝั่งประชาธิปไตย ฝั่งสืบทอดอำนาจ และโกง วันนี้ประชาชนเลือกมาแล้ว แต่ยังมีวาทกรรมแบบนี้ อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีกำหนดเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ และ ม.44 ยังอยู่ เมื่อผลเลือกตั้งออก พรรคอันดับหนึ่งและอันดับสอง ต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อทำงานให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ” นายอนุทินกล่าว
    ทางด้านแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) อาทิ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค, นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย, นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรค, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกพรรค เป็นตัวแทนพรรค พท. เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมสาขาพรรค พท.ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ หลังจากนั้นเดินทางต่อไปที่ ต.มะขุนหวาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และบ้านปางจำปี หมู่ 7 ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ 
    โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า พรรค พท.มีวาระที่จะประชุมใหญ่ในวันที่ 21 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญที่จะต้องมีการรับรองรายงานการประชุมตั้งแต่ปี 57 ซึ่งเราไม่เคยได้ประชุมกันมาเลย ซึ่งกรรมการภาคส่วนหนึ่งได้ลาออกไปสมัคร อบต. อบจ. ดังนั้นจึงต้องมีการประชุมสาขา และเลือกกรรมการสาขาชุดใหม่ทั้ง 4 ภาค ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 7 เม.ย.นี้ จากนั้นในวันที่ 10 เม.ย. จะมีการประชุมเพื่อกำหนดวาระที่จะประชุมใหญ่ประจำปีในวันที่ 21 เม.ย.ต่อไป ดังนั้นปีนี้คิดว่าจะไม่มีกิจกรรมรดน้ำดำหัวแล้วให้มาประชุมพร้อมกันวันที่ 21 เม.ย.เลย จะได้ไม่ต้องเรียกมาบ่อยๆ    "สำหรับวันพุธที่ 10 เม.ย.นี้ หลังจากที่รวบรวมข้อมูลเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยกับ กกต. เรื่องสูตรวิธีคำนวณ ส.ส. ซึ่งหลังจากที่ฝ่ายกฎหมายรวบรวมข้อมูลต่างๆ แล้วเราจะทำเป็นหนังสือท้วงติง กกต. ซึ่งในวันที่ 10 เม.ย. เราจะมีการแถลงโดยแกนนำของพรรคชุดใหญ่" นายภูมิธรรมกล่าว
    นายชูศักดิ์ ศิรินิล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่า กกต.กำลังพิจารณาเพื่อให้ใบเหลือง ใบแดง และใบส้ม จำนวนกว่า 60 เขต ซึ่งอาจมีผลต่อจำนวนเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลว่า ต้องบอกว่าใบเหลืองใบแดงเป็นเรื่องของศาล ต้องประกาศผลเลือกตั้งหรือรับรองผลแล้ว ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ สำหรับใบส้มเป็นของใหม่ เป็นอำนาจของ กกต. โดยเฉพาะคำสั่งออกมาแล้วถึงที่สุด ใบส้มจะมาพร้อมกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี เท่ากับเอาคนนั้นออกจากเวทีแล้วเลือกตั้งใหม่ ถ้าคนนั้นได้คะแนนสูงสุด ใบส้มจึงมีความสำคัญที่อาจส่งผลต่อจำนวนเสียงของพรรค 
กกต.ใช้อำนาจต้องมีหลักฐาน
    "เรื่องนี้เท่ากับ กกต.ใช้อำนาจตุลาการวินิจฉัยในอดีต จึงเห็นว่าเรื่องพวกนี้ควรให้ศาลวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับมาเขียนให้อำนาจ กกต.ไว้อีก การใช้อำนาจเช่นนี้ต้องมีหลักฐานแน่นหนาตอบสังคมได้จริงๆ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์การเลือกข้าง หรือธงมากไปอีก ทำลายลดทอนความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งให้เลวร้ายลงไปอีก สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่ได้วิตกอะไรมาก เราเป็นพรรคที่ไม่ได้ใช้เงิน ไม่ใช้อิทธิพล และไม่ใช้อำนาจรัฐเลยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ส่วนพรรคไหนจะมีพฤติกรรมแบบนั้นบ้าง ชาวบ้านคงทราบดีอยู่แล้ว" นายชูศักดิ์กล่าว    
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นถึงสูตรในการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อโดย ระบุว่า ในที่สุดแล้ว กกต.ก็คงจะอ้างเหตุผลว่าตนเอง คือผู้บังคับใช้กฎหมาย และจะเลือกใช้สูตรในการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ตามที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าสูตรที่นำมาใช้นั้นจะขัดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่หรือไม่ โดยที่พรรคการเมือง นักวิชาการ นักคณิตศาสตร์ และประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ก็คงไม่สามารถใช้อำนาจทางกฎหมายใดไปทัดทานได้ แต่ต้องขอเตือนการดำเนินการใดๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และขั้นตอนการปฏิบัติอย่างชัดเจน โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เจ้าหน้าที่รัฐจะบังคับใช้กฎหมาย โดยละเมิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ได้!”
          สำหรับเรื่องการนับจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในเมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า          “ให้นำจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ไปจัดสรรให้พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.เขต น้อยกว่า ส.ส.พึงมี ตาม ม.91 (2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม ม.91 (2)” ดังนั้นไม่ว่า กกต.จะพยายามหยิบเอาสูตรใด? เมื่อได้ผลลัพธ์ออกมาแล้ว ต้องนำกลับไปเทียบกับรัฐธรรมนูญดูด้วยว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นขัดต่อถ้อยคำในรัฐธรรมนูญหรือไม่? ดังนั้น ส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมือง จะได้รับจะมีมากกว่าจำนวน ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91(2) ที่กำหนดจำนวนพึงมีไว้จนถึงทศนิยม 4 หลักไม่ได้
    "หากมีผลลัพธ์ใดขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ ยิ่งเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นต่อ กกต.มากเท่าไหร่ การดำเนินการของ กกต.ยิ่งต้องรัดกุม และปฏิบัติโดยรอบคอบ รัดกุม การคืนความสุข คืนประชาธิปไตยให้คนไทย ผู้มีอำนาจไม่ควรคิดที่จะสืบทอดอำนาจต่อ และส่งตัวเองลงเล่นในสนามแบบผู้มีอำนาจพิเศษ เพื่อการันตีการกลับสู่อำนาจ ขอเรียกร้องมายัง กกต.ให้ยึดหลักการ และต้องไม่ยอมกระทำการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อสนองความต้องการสืบทอดอำนาจของคนเพียงกลุ่มเดียว การเลือกตั้งครั้งนี้คือความหวังของคนทั้งประเทศ โปรดอย่าทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องผิดหวัง" คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ
    ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ถึงแม้พรรค รปช.ในก้าวแรก จะได้ ส.ส.เพียง 5 ที่นั่ง แต่พรรคเราก็ยังคงยึดมั่นในหลักการว่าประชาชนคนไทยวันนี้ จำเป็นจะต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นของตัวเอง เพื่อทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงของพวกเขา และถ้าในเขตเลือกตั้งไหน เราสามารถรวบรวมคนที่มีความคิดเห็นแบบเดียวกับเราได้ประมาณ 500-600 คนขึ้นไป ก็จะจัดตั้งเป็นสาขาพรรค เพื่อทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและนโยบายต่างๆ ของพรรคให้ออกมาเป็นรูปธรรม ทำงานเกื้อหนุนไปกับมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) โดยจะต้องรวบรวมคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันให้มาผนึกกำลังกัน ตนจะพยายามคิดหาวิธีที่จะสู้ต่อไป ยืนยันว่าไม่ท้อถอยแน่นอน
"ลุงกำนัน" ยอมรับแพ้ยับเยิน
     "และตั้งแต่ทำงานการเมืองมา คราวนี้เรียกว่าแพ้ยับเยินมากที่สุด และตอนที่เริ่มตั้งพรรคของประชาชน เพราะเห็นว่าประชาชนไปฝากอนาคตไว้กับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งผมเห็นว่ามีความไม่แน่นอนมาก และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างนี้ บ้านเมืองไม่ปลอดภัย เนื่องจากคะแนนที่ออกมาพอๆ กันทั้ง 2 ฝ่าย เราจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง แต่วันนี้ก็ยังมีการซื้อเสียงได้ แต่เมื่อเราแพ้แล้วเราไม่ต้องพูดเรื่องนี้ แต่ผมก็ยังยืนยันไม่ต้องการอะไรที่เป็นส่วนตัว แต่ต้องการให้ประเทศอยู่รอด" นายสุเทพกล่าว 
    นายวิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เอาเข้าจริง จนถึงขณะนี้ กกต.ก็ยังไม่ได้ประกาศวิธีที่ใช้คำนวณคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่ กกต.ควรทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกก่อนการเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ หรือถ้ามีปัญหา ก็ในเมื่อ กกต.แถลงว่าหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้แล้ว ก็ควรประกาศออกมาต่อสาธารณะได้แล้ว ถึงตอนนี้ ถ้า กกต.ไม่แถลงเอง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหลายก็ควรเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยวิธีและขั้นตอนการคำนวณ ส.ส. ออกมาให้โปร่งใส (จะใช้ตารางสมมุติแทนพรรคและคะแนนจริงก็ได้ แต่ควรต้องแจกแจงวิธีและขั้นตอนการคำนวณที่ชัดเจนและโปร่งใส ไม่ใช่แบบกว้างๆ ที่สังคมอาจกังขาว่าอาจมีใครสามารถไปพลิกแพลงตีความปรับเปลี่ยนใหม่ได้เองโดยสาธารณะไม่ทราบได้อีก)
นศ.มธ.ขู่ดำเนินคดี 7 กกต.
    "เมื่อเปิดเผยวิธีที่ชัดเจนออกมาแล้ว ถ้าวิธีที่ กกต .ใช้ยังมีประเด็นสำคัญให้โต้แย้ง ฝ่ายต่างๆ ก็จะสามารถนำมาถกกันในวงสาธารณะ ซึ่งบางส่วนจะช่วยทำให้สาธารณะได้เข้าใจมากขึ้น และช่วยลบล้างข้อกังขาให้ กกต.ด้วย และน่าจะมีส่วนช่วยลดการถกเถียงหรือโต้แย้งหลังจากที่ กกต.ประกาศรายงานผลการเลือกตั้งออกมาเป็นทางการลงได้ด้วย" นายวิโรจน์ กล่าว
    ขณะที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ สมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ทาง กกต.ได้ทยอยฟ้องหมิ่นประมาทเล่นงานนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และล่ารายชื่อถอดถอนตัวเอง ล่าสุดเมื่อช่วงเที่ยงได้รับแจ้งมาว่าทาง กกต.ได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.พญาไท ให้เอาผิดผมในข้อหาหมิ่นประมาท เพราะได้ไปปราศรัยวิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่งานชุมนุม หยุดโกงเลือกตั้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว
    "ผมขออนุญาตแนะนำให้ กกต.ทั้ง 7 ท่านได้ไปเรียนวิชาการบริหารเวลาเพิ่มเติม เพราะในขณะนี้ กกต.มีภารกิจสำคัญและเร่งด่วน คือรีบรับรองผลการเลือกตั้งให้ทันภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ มิเช่นนั้นการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอาจเป็นโมฆะได้ ดังนั้น กกต.ควรจะเอาเวลาไปรีบทำภารกิจหลักของตัวเองให้เสร็จ มากกว่าจะมาแจ้งความคนที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง โปรดอย่าลืมว่าเงินเดือนและงบประมาณของพวกท่านล้วนแล้วแต่มาจากภาษีประชาชน ดังนั้นประชาชนก็ต้องมีสิทธิวิจารณ์พวกท่านทุกคน"  
    นายพริษฐ์ระบุว่า ในเมื่อ กกต.ได้ฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทแล้ว ผมขอแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าก็จะไปฟ้องดำเนินคดีกับท่านทั้ง 7 คนเหมือนกันในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (ป.อ.157) เพราะการเลือกตั้งที่พวกท่านจัดนั้น ไม่มีความสุจริตและเที่ยงธรรมแม้แต่น้อย จึงคิดว่าพวกท่านต้องรับผิดชอบ แล้วเจอกันที่ศาล #ฟ้องมาฟ้องกลับ #กกต.ต้องติดคุก ท่านใดสนใจติดตามรายละเอียดการฟ้องอาญา กกต. ขอเชิญเข้าร่วมการแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ #กกต.ต้องติดคุก ในวันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ.2562 เวลา 10.00 ณ ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หรือติดตามจากเพจ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย" นายพริษฐ์ระบุ
    นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักศึกษาจุฬาลงกรณ์ฯ โพสต์ภาพที่ได้จัดแสดงงานศิลป์จากรองเท้าร่วมกับเพื่อน โดยแปลข้อความออกมาเป็นคำว่า “กกต.” บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า วันนี้ผม เพื่อนๆ นิสิตจุฬาฯ มาจัดแสดงผลงานศิลปะหน้าหอศิลป์กทม.ฯ สยามชื่อผลงานคือ "สหบาทา กกต." วัสดุที่เราใช้เป็นรองเท้าจากเพื่อนๆ นิสิต อาจารย์จุฬาฯ และประชาชนทั่วไปจำนวนร้อยคู่ มาเรียงเป็นคำว่า "กกต." ส่วนจะตีความกันอย่างไรเพื่อนๆ ลองตีความกันเอง.


เรื่อง "เรือดำน้ำ"..........ถูกทำให้กลับมาเป็นข่าวอีก!โฆษกคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปี ๖๓ "นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลง เมื่อศุกร์ที่ ๖ ธ.ค.๖๒ ว่าในส่วน "งบกองทัพเรือ"

ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?