ยี้"บิ๊กป้อม"-ยังเอา"ลุงตู่" "ศึกใน"หนักใจกว่า"ศึกนอก"


   

เรื่องความเชื่อ-ศรัทธา ไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งในหมู่ ทหารแก่ เรื่องลางร้ายถือว่าสำคัญต่อการเดินทางในเส้นทางอำนาจ โดยเฉพาะล่าสุดเกิดเหตุการณ์รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งชนกระถางอ่างบัวใบใหญ่ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกบัญชาการแตกกระจาย และภายในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลได้นำโคมจีนเต็งลั้ง จำนวน 6 คู่ มาประดับบริเวณประตูทางเข้า-ออกโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นคำสั่งของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งที่การติดโคมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลมาก่อน

แม้ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาอธิบายว่า การติดโคมจีนดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นผู้สั่งการผ่านทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการประดับเพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการแก้เคล็ด แต่เหตุผลที่แท้จริงก็มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่รู้

ในห้วงปีใหม่เป็นต้นมา สถานการณ์ของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูจะบริหารงานไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่นัก แถมยังเจอแต่เรื่องที่เป็นกระแสหนักๆ มาโดยตลอด อาจจะเป็นเรื่องปกติเมื่อรัฐบาลบริหารประเทศมาได้ 3 ปีแล้ว ผ่านช่วงต้นที่มีแต่คนให้ดอกไม้ เมื่อเวลาผ่านมาก็ย่อมต้องเจอกับก้อนหินและอุปสรรคบ้าง

ปัญหาของ "ฝ่ายตรงข้าม" คสช.ยังอยู่ในสภาวะที่ยังคุมได้ ภายใต้กฎหมายและยุทธวิธีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ใช้วิธีการ "ไม้แข็ง-ไม้นวม" สลับกันไปในแต่ละช่วง

กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านของกลุ่มผู้ชุมนุม "คนอยากเลือกตั้ง" ถูกแจ้งความดำเนินคดี ออกหมายจับ แต่การดำเนินการของฝ่ายทหารยังไม่เลือกใช้วิธีที่เด็ดขาด แม้จะมีคนที่ต้องการให้ใช้ ยาแรง เพื่อไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาใช้แนวทางการชุมนุมในการเคลื่อนไหวจนกลายเป็น "เครือข่าย" ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดจนคุมไม่ได้ แต่ในที่สุดก็เชื่อว่าจะใช้วิธีจับและให้ประกันตัวเหมือนเคยที่เกิดขึ้นในช่วงแรกที่มี คสช.

ทั้งนี้ มีการประเมินว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่เคลื่อนไหวจะ "จุดกระแส" ไล่ คสช.ไม่ติด ตราบใดที่พรรคการเมืองยังถูกกันออกจากการเมืองบนท้องถนนได้อยู่

ส่วนการเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ออกมาปรากฏตัวในช่วงที่ คสช.เจอกระแสโจมตีช่วงนี้ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อ คสช.มากนัก

ขณะที่ปมประเด็นภายในแนวร่วมของ คสช.เองต่างหากที่น่าเป็นห่วง!!

อย่าลืมว่า การดำรงอยู่ได้ของ รัฐบาลทหาร ก็เพราะมีมวลชนที่ไม่เอา "ระบอบทักษิณ" สนับสนุนและยอมรับได้กับการรัฐประหาร เพื่อให้ทหารดูแลรักษาความสงบ นำไปสู่การปฏิรูปประเทศ และเดินหน้าสร้างระบอบประชาธิปไตย ที่มีการแข่งขันทางการเมืองกันอย่าง "แฟร์เกม" ในอนาคต

ประเด็นที่สำคัญที่สังคมเชื่อมั่นและปล่อยมือให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นผู้นำที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ประกาศอย่างหนักแน่นเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

แต่ปมประเด็นดังกล่าวกลับย้อนศรกลับมาโจมตีรัฐบาล กระทบต่อความเชื่อมั่นของคนในสังคมที่เบื่อหน่ายและรับไม่ได้ โดยเฉพาะกับ "คนใกล้ชิด" ที่ถูกตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกตมากมาย และ พล.อ.ประยุทธ์เลือกใช้วิธี "อุ้ม" เนื่องจากระบบอุปถัมภ์ ความเป็นพวกพ้อง พี่น้องใกล้ชิด ที่เป็นวัฒนธรรมรุ่นในระบบทหาร

คำเตือน จากพวกเดียวกันที่เคยสนับสนุน "ไร้ราคา" และไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาภายใน เพราะเกรงจะกระทบต่อ คนกันเอง

ทำให้พวกที่เคยสนับสนุนรัฐบาลตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงมากขึ้น คำอธิบายที่ชัดเจนก็คงเป็นคำอวยพรเมื่อก่อนปีใหม่ของ ป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่บอกว่า กองหนุนของ "ลุงตู่" กำลังจะหมด

ปมประเด็นหนึ่งคือ อำนาจของ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในรัฐบาล-คสช. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่ "ล้นเกิน" คนรอบข้างของ "บิ๊กป้อม" ใช้ชื่อไปแอบอ้าง ประกอบกับ "บิ๊กป้อม" เองก็เป็นรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ในมือไม่มากพอและไม่รอบด้าน การตัดสินใจด้านการบริหารในช่วงทำงานจึงเกิดปัญหาย้อนกลับมา

ขณะที่ นายกฯ ตู่ เองก็เกรงใจ ไม่กล้า "หักดิบ" พี่ใหญ่ หลายเรื่องสร้างบาดแผลให้กับคนที่เป็นพันธมิตร และกลายเป็นปมสำคัญที่ทำให้เกิดแรงกดดัน "ไล่ป้อม" ในที่สุด

จึงไม่แปลกที่เมื่อเกิดปมประเด็นเรื่อง นาฬิกาหรู ของ "บิ๊กป้อม" กลุ่มที่เคยหนุน คสช.ก็ดาหน้าออกมาร่วม "ยำ" ด้วย ไล่ตั้งแต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีต รองนายกฯ และเป็นเพื่อนเซนต์คาเบรียล ที่ "บิ๊กป้อม" เคยนำมาร่วม ครม.ด้วย แต่ก็ให้สัมภาษณ์ได้เด็ดขาด-รุนแรง พูดถึงสปิริตหลังเกิดข่าวนี้ขึ้นมาด้วยวาทะที่ว่า "ถ้าเป็นผมออกไปแล้ว"

ตามมาด้วยรัฐมนตรีใน ครม.ปัจจุบันอย่าง หมอธี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวกับนักเรียนไทยและนักธุรกิจไทยที่มาร่วมงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ก.พ.ว่า ขอให้ตระหนักว่าเมื่อจบการศึกษากลับไปทำงานที่ประเทศไทยแล้ว การบังคับใช้กฎหมายของไทย และสำนึกของนักการเมืองและผู้บริหารประเทศยังต่างจากของอังกฤษ การยึดหลักนิติธรรม (rule of law) ยังไม่เกิดขึ้นจริง

"แต่เมืองไทย มีนาฬิกาใส่ 25 เรือน ยังไม่เป็นไร" รมว.ศธ.กล่าว

"เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว อันนี้ถามผมนะ ส่วนใครจะว่าอะไร ให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร ทำไม พูดแล้วมันจะมาไล่ผมออกหรือ?" นพ.ธีรเกียรติกล่าว

แต่ภายหลังเขากลับมาประเทศไทย และเข้าพบนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล กล่าวขอโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการผิดมารยาท และระบุว่าการพูดดังกล่าวในช่วงหลังเป็นการเข้าใจว่าเป็นการพูดคุยกัน

ยังไม่นับรวมกรณีที่ ทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำรายชื่อประชาชนที่รวบรวมตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.-15 ก.พ. ผ่านเว็บไซต์ Change.org จำนวน 80,018 รายชื่อ ยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตรแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง เหมือนเป็นการ "ยื่นดาบ" ให้ "บิ๊กตู่" คลายปมปัญหาดังกล่าวอย่างชอบธรรม

นางทิชาระบุว่า กรณีนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากยอมรับไม่ได้ เพราะ ป.ป.ช.ทำหน้าที่เหมือนผงฟอกขาวให้ พล.อ.ประวิตร และสร้างความไม่มั่นใจในการทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงหรือไม่ รวมถึงหมดความไว้วางใจ เช่น คำกล่าวที่ว่า ถ้านาฬิกายืมมาไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน หากนี่เป็นบรรทัดฐานที่ถูกวางไว้จริง ต่อไปนี้จะเป็นช่องทางที่เอื้อให้นักการเมืองระดับสูงและข้าราชการจะใช้ช่องทางนี้ต่อไป เป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง

“ที่สำคัญคิดว่าหาก พล.อ.ประวิตรรักรัฐบาลนี้ แล้วก็เป็นพี่ที่ดี เป็นบูรพาพยัคฆ์ที่รักน้องจริง ควรลาออกเสียก่อน ก่อนเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลนี้เสียหายกว่าเดิม อย่างกรณีในต่างประเทศ ทำผิดนิดเดียวก็ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งแล้ว” นางทิชา จี้ไปที่ใจ พล.อ.ประยุทธ์

เหล่านั้นสะท้อนให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ในระนาบของรัฐบาลและคนที่เคยหนุนรัฐบาล "ไม่เห็นด้วย" กับการอยู่ใน ครม.ของ "บิ๊กป้อม" เพราะนอกจากเป็นการเรียกแขกแล้ว จุดแข็ง อาจเป็น จุดตาย ของ ครม.ในที่สุด

ที่น่าสนใจคือ ในที่สุด "บิ๊กตู่" จะแก้ปมปัญหา "คนกันเอง" อย่างไร?

จะใช้จังหวะที่กระแส "ไล่ป้อม" กำลังฟูตัดสินใจครั้งใหญ่ โดย "กลืนเลือด" เฉือนเนื้อร้ายออกจาก ครม.เพื่อไม่ให้ลุกลามไปสู่ความเสื่อมทั้ง ครม.ในช่วงขาลง เพื่อดำรงสถานะไปจนกว่าจะสิ้นสุดอายุรัฐบาล

หรือจะเลือกรักษาสัมพันธภาพระหว่าง "พวกพ้อง-น้องพี่" รักษา "บิ๊กป้อม" ไว้ เพื่อไม่ให้กระแสลามถึง "เก้าอี้นายกฯ" อย่างที่มีการวิเคราะห์กัน

น่าหนักใจไม่น้อยสำหรับ "นายกฯ ตู่" ในสถานการณ์ที่ คสช.กำลังเจอแรงกระเพื่อมทั่วทิศทาง!!!.

 

 

ทีมข่าวการเมือง


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?