ยิ่งโดนคดียิ่งได้สู้คสช. 'ปิยบุตร'ปากกล้าท้าชน/อดีตรมว.ยธ.จวกก๊วนทูตเถยจิต!


   


    จับตา "ปอท." สอบ "ปิยบุตร" หลังถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ 2 ข้อหาหนักหมิ่นศาล-นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพ์ "ธนาธร" ปั่นโซเชียลฯ เซฟคู่หู ขณะที่เลขาธิการอนาคตใหม่ตรรกะสุดบ๊อง "ยิ่งโดนคดีมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเหมือนเครื่องแสดงว่าเราได้ต่อสู้กับ คสช." ด้านอดีต รมว.ยุติธรรมลั่นหมดเวลาเกรงใจก๊วนทูต "มีเถยจิตเป็นโจร" จวกยับผิดมารยาท แทรกแซงกิจการภายใน เลือกข้างทางการเมือง
    พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)​ ในฐานะโฆษก ปอท. กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงคดีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาภายหลังถูกหมายเรียกจาก ปอท. ในคดีที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดอาญา 2 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ดูหมิ่นศาล และ 2.นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จากกรณีออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ว่า ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ ทางทนายความได้ประสานมาว่าจะเดินทางมาพร้อมกับนายปิยบุตรเวลา 10.00 น. 
    "ส่วนเรื่องที่มีข่าวว่าจะมีตัวแทนสถานทูตขอเข้าร่วมฟังการสอบสวนเหมือนครั้งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ปทุมวันนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการประสานจากทางสถานทูตหรือใครมาแต่อย่างใด โดย พล.ต.ต.ไพบูลย์  น้อยหุ่น ผบก.ปอท. ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในส่วนกระบวนการที่นายปิยบุตรจะเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามกระบวนการทางกฎหมาย"
    พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวว่า ส่วนของกองเชียร์คงไม่สามารถเข้ามาร่วมฟังการสอบสวนได้ แต่สามารถให้กำลังใจได้ในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยขั้นตอนในวันนั้นก็จะมีการแจ้งข้อหาสอบปากคำและปล่อยตัว ซึ่งหลังจากสอบปากคำแล้วทาง ปอท.ก็จะปล่อยชั่วคราว นายปิยบุตร โดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์เนื่องจากเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก
    ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายปิยบุตร เผยว่า เราจะเดินทางไปถึงราวๆ 09.30 น. เบื้องต้นทราบว่าจะมีทีมกฎหมายและกรรมการพรรคอนาคตใหม่ไปร่วมฟังการสอบสวนด้วย ส่วนเรื่องจะมีตัวแทนสถานทูตไปร่วมรับฟังการแจ้งข้อกล่าวหาเหมือนคดีนายธนาธรหรือไม่ หรือขออนุญาต ปอท.แล้วหรือไม่ ตนไม่ทราบ ต้องเช็กข้อมูลจากโฆษกพรรค ทั้งนี้ ตนรับผิดชอบแต่เรื่องข้อกฎหมาย ส่วนเรื่องกำลังใจ นายปิยบุตรสบายใจดี ไม่มีความวิตกกังวลใดๆ เพราะปัญหาแบบนี้เราต้องเจอกันอยู่แล้ว
     ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ทวีตข้อความว่า "ผมและพรรคอนาคตใหม่ขอยืนเคียงข้างกับ อ.ปิยบุตร ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ และมุ่งเดินหน้าสู่ฝันอันเรียบง่ายไม่มีอะไรซับซ้อนของเราที่อยากเห็นเมืองไทยดีกว่านี้ คนไทยเท่าเทียม ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน และประเทศไทยที่เจริญก้าวหน้าเท่าทันนานาอารยประเทศ ร่วมส่งแรงใจและติดแฮชแท็ก #SavePiyabutr" 
    ขณะที่นายปิยบุตรทวีตว่า "ผมเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว พรุ่งนี้ 10.00 น. จะต้องไป บก.ปอท. ศูนย์ราชการฯ ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้อย่างต่อเนื่อง ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วง และที่สำคัญอย่าเพิ่งถอดใจหรือสิ้นหวังกับสถานการณ์ จริงๆ แล้วยิ่งโดนคดีมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเหมือนเครื่องแสดงว่าเราได้ต่อสู้กับ คสช."
    น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่  เผยก่อนหน้านี้ว่า นอกจากตัวแทนทูตแล้ว ทราบว่าจะมีกลุ่มนักวิชาการที่เคยทำงานร่วมกับนายปิยบุตร และลูกศิษย์ลูกหาของนายปิยบุตรที่จะเดินทางไปให้กำลังใจที่ ปอท.อีกด้วย
    วันเดียวกัน นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าของนามปากกา ส. ศิวรักษ์ ให้ความเห็นประเด็นการเมืองและการโกงเลือกตั้งว่า อยากจะถามใครบ้างใน กกต. มีความกล้าหาญทางจริยธรรม คนที่ดูแลคะแนนเป็นเสียเอง ไม่นำความหายนะมาให้หรือ ตนอยากจะฝากไว้ให้สาธุชนทั้งหลายได้เห็น เราจะต้องประณาม กกต.ยิ่งกว่าที่แล้วๆ มา ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้เราเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาลงคะแนน คนรุ่นใหม่ก็มาสมัครเป็นผู้แทนฯ ตนดีใจที่คนรุ่นใหม่สนใจมาก ลงคะแนนกันท่วมท้น ทั้งๆ ที่ คสช.ปิดบังกดดัน และคนรุ่นใหม่เป็นตัวของตัวเอง เป็นนิมิตหมายที่ดี คนรุ่นใหม่ได้มาเป็น ส.ส. และถ้าไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เขาก็น่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ดี เป็นสัญลักษณ์ที่ดี
    "แต่ คสช.ไม่ยอม ทำลายทั้งหมด ใช้ทุกวิถีทางที่จะรังแกราษฎร ใช้ทุกวิถีทางกับพรรคการเมืองที่ไม่เข้าข้างตน ยกตัวอย่างนะครับ อาจารย์ปิยบุตร ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ วิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้ครับ ศาลไม่ใช่เทวดา" นายสุลักษณ์กล่าว และว่า นี่ศาลยังไม่ทันทำอะไรเลย คสช.ก็ฟ้องเสียเอง นี่แสดงอะไรกัน อำนาจตุลาการอำนาจบริหารเป็นลูกกระเดือกกับคอหอยกันหรือไง
    นายสุลักษณ์กล่าวด้วยว่า คสช.จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำลายประชาธิปไตย เพราะตัวเองต้องการเป็นรัฐบาลตลอดไป เป็นไปไม่ได้หรอก รัฐบาลตลอดไป คุณเห็นตัวอย่างจอมพล ป. มาหรือยัง เห็นตัวอย่างถนอม ประภาส มาหรือยัง เห็นตัวอย่างสุจินดา คราประยูร หรือยัง
    ต่อกรณีตัวแทนจากสถานทูตเตรียมเข้าสังเกตการณ์กรณีนายปิยบุตรจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ปอท.นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 
    โดยเนื้อหาระบุว่า ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงกรณีที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในด้านกระบวนการยุติธรรมของเราอีก และในช่วงสงกรานต์ผมลงพื้นที่พบประชาชนจำนวนมาก ปรากฏว่ามีคนสนใจสอบถามผมเยอะมากเกี่ยวกับการตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนากับพวกเมาแล้วขับ ว่าทำได้หรือไม่เพียงใด เพราะอยากให้ทำได้จริงๆ ผมจึงคิดว่าจะเขียนอธิบายเรื่องเมาแล้วครับเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง แต่หลังจากที่ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงซึ่งเป็นต้นสังกัดของคนต่างชาติพวกนี้ หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเรียกไปเข้าพบแล้ว ต้องบอกว่าทนไม่ได้ครับ 
    ผมเคยคิดว่าเมื่อคนพวกนี้รับรู้ถึงกระแสความไม่พอใจของสังคมไทย และได้รับการตอบโต้จากกระทรวงการต่างประเทศ พวกเขาคงจะหาทางบรรเทาสถานการณ์ลงบ้าง เช่น ขอโทษ หรือแจ้งว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ตรงกันข้าม นอกจากจะไม่สำนึก ยังกลับเหิมเกริมยิ่งขึ้นโดยการออกแถลงการณ์อย่างไม่แยแสสังคมไทยและเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศไทย ยืนยันว่าสิ่งที่พวกตนทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นแนวปฏิบัติปกติทางการทูต เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศโต้โผใหญ่ของคนพวกนี้แถลงว่าการส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมฟังการพิจารณาคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั่วโลก เป็นการกระทำเพื่อรับประกันว่าการดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และมีการเคารพหลักกฎหมาย ในคดีที่เป็นปัญหาอยู่นี้ก็เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ คดี ที่เขาเข้าไปสังเกตการณ์ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิในการดำเนินคดี พร้อมกันนั้นผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยก็ออกแถลงการณ์ว่าการกระทำของพวกตนเป็นการดำเนินการตามหลักปฏิบัติปกติทางการทูตที่ทำกันทั่วโลก ไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมือง และไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ
    นี่เป็นแถลงการณ์ภายหลังจากที่เข้าพบกับกระทรวงการต่างประเทศและรับ “บันทึกช่วยจำ” ไปแล้วด้วยนะครับ
    แต่จากสิ่งที่เราเห็น ปรากฏชัดว่า สิ่งที่คนพวกนี้ทำไปนั้นมันสวนทางกับแถลงการณ์ของต้นสังกัดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง และน่าสังเกตเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้กระทรวงการต่างประเทศนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูง จึงเป็นที่น่าคิดว่าการกระทำของคนพวกนี้อยู่ในการรับรู้ของต้นสังกัดมาแต่เริ่ม ซึ่งก็หมายถึงการรับรู้ของรัฐบาลของประเทศต้นสังกัดด้วย
    นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนพวกนี้มีความฮึกเหิม ไม่สนใจและไม่ยี่หระต่อความไม่พอใจและคำเตือนของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคารพวิธีปฏิบัติและพันธกรณีการปฏิบัติทางการทูตกับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยมาช้านาน รวมทั้งไม่หวั่นเกรงต่อผลกระทบทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศไทย
    มีคนพูดว่าเราต้องนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ผมสงสัยและแปลกใจว่าทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเรื่องนี้แต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายไม่นึกไม่คิดถึงบ้าง หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ ในเมื่อคนพวกนี้ไม่มีมรรยาททางการทูต ไม่เคารพเอกราชและอธิปไตยไทย กล้าที่จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของชาติถึงในบ้านของเรา เราก็ไม่ต้องเกรงใจพวกนี้อีกต่อไปแล้ว
    เมื่อมีข่าวเพิ่มเติมว่า‪ วันที่ 17 เม.ย. นายปิยบุตรจะไปพบพนักงานสอบสวนนั้น บรรดาคนต่างชาติพวกนี้ก็คงจะอาศัยอ้างความเป็นเจ้าหน้าที่ทูตไปจุ้นจ้านอีก หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับเป็นการไม่ไว้หน้าทั้งกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่เคารพหลักปฏิบัติ กฎข้อบังคับ และประเพณีทางการทูตอย่างร้ายแรงมากยิ่งขึ้น อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ทำหน้าที่ทูตจะพึงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง ทำให้น่าสงสัยในความบริสุทธิ์ของเจตนาที่แท้จริงของคนพวกนี้เป็นยิ่งนัก ว่ามีลักษณะตามที่คำในภาษากฎหมายที่ว่า “มีเถยจิตเป็นโจร” หรือไม่
    ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ ที่อย่างน้อยก็มีการตอบโต้คนพวกนี้ไป แม้การตอบโต้จะเป็นเพียงการเรียกต้นสังกัดของคนกลุ่มนี้มารับทราบ “บันทึกช่วยจำ” แต่ก็นับว่าเป็นบันทึกช่วยจำที่มีเนื้อหาชัดเจนและรุนแรงมากสำหรับการตอบโต้กับประเทศระดับยักษ์ใหญ่เช่นนี้ แต่ในเมื่อคนพวกนี้ไม่หลาบจำ และกลับมีความฮึกเหิมมากขึ้น ผมจึงขอพูดดังๆ เสนอไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน
    1.ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการไปยังผู้กำกับสถานีตำรวจและพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้ทันเวลาว่าห้ามมิให้คนพวกนี้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสอบสวน จนกว่าจะได้รับแจ้งการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศ 
    2.ให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงยุติธรรมก็สุดแล้วแต่ เป็นเจ้าของเรื่อง เสนอเรื่องต่อ ครม.เป็นเรื่องด่วนในการประชุม ครม.ครั้งหน้านี้ ให้ ครม.มีมติห้ามมิให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐอนุญาตหรือยินยอมให้พวกต่างชาติเข้ามาดำเนินการใดๆ ในส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับความเห็นชอบของกระทรวงต่างประเทศก่อน เว้นแต่ในคดีที่คนของประเทศเหล่านั้นเป็นผู้ถูกกล่าวหา และให้สำนักนายกรัฐมนตรีไปยกร่างออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนี้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติและเป็นเกราะกำบังให้เจ้าหน้าที่ของรัฐถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป
    "จริงอยู่แม้การสอบสวนตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนกับผู้ถูกกล่าวหาและทนายความ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้ามายุ่งวุ่นวายในคดีได้อยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความอุ่นใจและเป็นเกราะกำบังให้พนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง จึงควรต้องดำเนินการดังที่ผมเสนอมาข้างบนนี้ด้วย และยังจะทำให้มีกฎระเบียบภายในประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะที่คนพวกนี้ต้องปฏิบัติตาม"
    ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 ข้อ 41 ด้วยนอกจากเรื่องนี้แล้ว ผมขอจับโกหกจากการแถลงการณ์ตอบโต้กระทรวงการต่างประเทศของขบวนการต่างชาติกลุ่มนี้ ดังนี้ครับ (อ่านรายละเอียดหน้า 4)
    นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต​สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ว่าผมยังเชื่อมั่นว่า คนรุ่นพวกเรา ยังมีพลัง มีศักยภาพ ที่จะไปพัฒนาองค์กร และประเทศชาติ ที่สำคัญก็คือย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันใหม่ ไม่ต่างจากคนรุ่นชราที่เป็นผู้สูงอายุ และน้องนุ่งลูกหลาน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ล้วนมีพลัง ศักยภาพในตนเอง ก็ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีเช่นกัน
    ดังนั้นเราเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องอยู่ร่วมกัน ต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของเรา ต้องไม่ถูกแบ่งแยก ต้องดูแลซึ่งกันและกัน และส่งไม้ต่อกันเป็นทอดๆ ใครที่คิดไม่ดีต่อประเทศ ต่อสถาบันหลัก กระทำในสิ่งไม่สมควร ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน สักวันก็จะอยู่ลำบาก.