
2 พ.ค.62- ที่เวทีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสวนา ครั้งที่ 19 เรื่อง “กัญชา เพื่อเยียวยาสุขภาพ?” ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีด้านวิจัย จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมเกิดคำถามเกี่ยวกับกัญชามากมายว่า สามารถรักษาทุกโรคได้จริงหรือไม่ ปลอดภัยไหม และคนไข้ที่จำเป็นต้องใช้จะได้ใช้เมื่อไร จากการสืบค้น พบว่า สารสกัดจากกัญชา ซีบีดี ที่ได้รับรองทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์มี 35 ประเทศ กฎหมายเปิดบางส่วน 18 ประเทศ ส่วนอีกหลายร้อยประเทศยังผิดกฎหมายอยู่ ก็ต้องมาคิดให้รอบคอบทั้งวิทยาศาสตร์ การแพทย์ สังคม กฎหมาย การจะรณรงค์เปิดกัญชาเสรีต้องมาระดมความคิดร่วมกันต่อไป สิ่งที่ต้องชี้แจงกันให้ชัดสุดคือ รักษาในโรคอะไรได้บ้าง รวมถึงความปลอดภัย คุณภาพ และการการเข้าถึง
ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯ เผยว่า กัญชาได้รับการพิสูจน์จากผู้ใช้จริงทั้งในและต่างประเทศแล้วว่า รักษาโรคได้ แต่ไม่ใช่ทุกโรค และใช่ว่าจะใช้ได้ผลทั้งหมด 100 เปอร์เซ็น ที่พบว่ารักษาได้คือ อาการปวด จากระบบประสาทผิดปกติ และนอกระบบประสาทผิดปกติ พวกเข่า ข้อ ต่างๆ รวมถึงอาการเกร็ง พวกโรคบิดก็ใช้ได้ โรคลมชัก โรคสมอง รวมทั้งรักษาทางอารมณ์ แต่สำหรับโรคไบโพล่า ใช้ไม่ได้ เพราะบางทีหากใช้กัญชาก็จะทำให้ได้ผลตรงข้ามกันเช่น ร่าเริงมากเกินไป หรือทำให้หดหู่มากเกินไป ส่วนโรคมะเร็งที่ได้ยินกันบ่อยสุดว่าช่วยได้ จริงๆแล้วไม่อยากบอกว่ารักษาโรคได้ ต้องขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษา หากแพทย์เข้าใจชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งก็เหมาะสำหรับใช้เป็นการรักษาคุณภาพชีวิตตั้งแต่ผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 1 ใช้รักษาเพื่อไม่ให้ซึมเศร้าหรือหดหู่เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง .
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวต่อว่าขั้นตอนกัญชาขณะนี้ วันที่ 19 พ.ค. จะหมดเขตสำหรับการแจ้งครอบครองกัญชา เพื่อจะไม่ให้ถูกปรับ จับ ของที่อยู่ในมือจะต้องส่งมอบหมด หลังจาก 19 พ.ค. ภายใน 3 เดือนทุกอย่างต้องอยู่ในระบบ ต้องมีหน่วยงานรับไปสกัด ในเวลา 3 เดือนนี้ทั้งกลุ่มใต้ดิน ที่แอบรักษา ต้องเชื่อมกับกลุ่มบนดินเพื่อให้ถูกกฏหมาย หลังจากนี้ ต้องเอาความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก และให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างใต้ดินกับบนดิน จากนั้นจับคู่กัน โดยให้โรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลจังหวัด สามารถเอาคนป่วยที่ใช้ยานี้อยู่ ขึ้นมารักษาที่โรงพยาบาลนั้นๆ อย่างถูกต้อง แล้วตนหวังว่าจะมีการผลักดันให้เป็นพืชในบ้านโดยที่มีความปลอดภัยมากที่สุดไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย
ด้าน ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้จุฬามีการทำวิจัยกัญชา หลายด้านทั้งในเรื่องของการปลูก การพัฒนาสายพันธุ์ และการนำมาสกัดเพื่อให้ได้ความปลอดภัย รวมถึงการใช้ ในมิติต่างๆและการศึกษาผลข้างเคียง นอกจากนี้ ยังศึกษาในเรื่องของนโยบาย การประเมินกฎระเบียบมาตรการต่างๆ ตอนนี้คณะเภสัชศาสตร์จุฬา ฯ กำลังดำเนินการสร้างคลัสเตอร์วิจัยด้านพืชเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงกัญชาด้วย โดยจะขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายวิจัยของจุฬา ส่วนคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาฯ ก็ได้จัดทำโครงการวิจัยเรื่องการจัดตั้งศูนย์พัฒนากระบวนการผลิตชีวเภสัชสัมพันธ์จากพืช เพื่อการประยุกต์ใช้ทางทันตกรรม โดยมีเป้าหมายในการผลิตยาจากพืช เพื่อใช้งานทางทันตกรรม ซึ่งภายในโครงการนี้มีการดำเนินการเรื่องการผลิตยาจากกัญชาด้วย เพื่อประโยชน์ทางทันตกรรมและทางการแพทย์อื่นๆ รวมถึงการดำเนินการในส่วนของการผลิตยาเพื่อเป้าหมายผลิตยาคุณภาพใช้ทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วยทางทันตกรรมในปีหน้า
ขณะที่ ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) กล่าวว่า กพย. อยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.พืชยา กัญชา กระท่อม ฉบับประชาชน โดยจะแยกกัญชาและกระท่อมจาก พ.ร.บ.ยาเสพติด และ พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จะเป็นการบริหารพืชยา 2 ชนิดนี้ ตั้งแต่ปลูก เมล็ดพันธุ์ แปรรูป ผลิตภัณฑ์ และอื่นๆ โดยจะมีการเปิดประชาพิจารณ์และขอความร่วมมือประชาชนในการลงชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นี้ เพื่อเสนอตามขั้นตอนการออกกฎหมายต่อไป
ขณะที่ ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ได้ประกาศออกมาแล้วในราชกิจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2562 โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 60 วันนับ จากวันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา โดยให้ความหมายของคำว่า สมุนไพร คือ ผลิตผลธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ที่ใช้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร นั่นหมายความว่า พืชกัญชา ย่อมเป็นสมุนไพรตามความหมายของ พ.ร.บ.นี้ อย่างไรก็ตาม กัญชาอาจไม่เข้าความหมายของผลิตภัณฑ์สมุนไพร แม้จะเข้าลักษณะเป็นยาจากสมุนไพร ยาแผนไทย หรือยาพัฒนาจากสมุนไพรก็ตาม เนื่องจาก ยังคงเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และยาเสพติดให้โทษอยู่ตามกฎหมายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และกฎหมายยาเสพติดให้โทษ จึงควรมีการพิจารณาต่อไปว่า จะดำเนินการอย่างไร เช่น การให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการผลิตภัณฑ์สมุนไพรประกาศกำหนดให้ผลิตภัณฑ์จากกัญชาบางประการ เช่น ตำรับยาเสพติดให้โทษ ที่มีกัญชาผสมอยู่ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือการปลดล็อกกัญชาจากการเป็นยาเสพติด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากกัญชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะส่งออกไปยังต่างประเทศหรืออื่นๆ
" แม้กฎหมายระดับสากลจะมีแนวโน้มถอดกัญชาออกจากยาเสพติด แต่ถึงอย่างไรแต่ละประเทศก็ต้องมาออกกฎ ออกหลักเกณฑ์เป็นของตนเอง ซึ่งจริงๆ ก็ต้องรออนุสัญญาระหว่างประเทศมีการแก้ไขเปิดช่องก่อน เราคงไม่สามารถทำอะไรแบบก้าวกระโดดได้ คงทำได้ในเรื่องของการเฝ้าดูและเตรียมตัว"ผศ.ดร.คนึงนิจกล่าว.
|
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
| เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |